กลิ่นหอมกรุ่นของสเต็กเนื้อชั้นดีที่ธันวาตั้งใจปรุงอย่างประณีตวางนิ่งอยู่บนโต๊ะอาหารราคาแพง แสงไฟสลัวจากแชนเดอเลียร์คริสตัลสะท้อนลงบนผิวเนื้อที่เริ่มเย็นชืดราวกับหัวใจของคนที่นั่งรออยู่ตรงข้าม เขามองนาฬิกาเรือนหรูที่ผนัง... เที่ยงคืนสิบห้านาที ไม่มีแม้แต่เสียงกุญแจไขประตู ไม่มีเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย มีเพียงความเงียบงันที่กัดกินความอดทนจนกร่อนเป็นผง
เสียงไขกุญแจดังขึ้นในที่สุด พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของทินกรที่เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางเหนื่อยล้า กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของคนไข้สาวที่เขาเพิ่งผ่าตัดเสร็จยังคงติดอยู่ที่ปกเสื้อสูท ธันวานั่งกอดอกนิ่ง ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเทิดทูนบัดนี้กลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย
"ลืมเหรอคะ?" น้ำเสียงของธันวาเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เจ้าตัวพยายามกดทับไว้
ทินกรถอดเนกไทออกอย่างใจเย็น เขาไม่ได้เงยหน้ามองภรรยาด้วยซ้ำ "ลืมอะไร? ถ้าจะมาประชดเรื่องอาหารเย็น ฉันบอกแล้วว่างานที่โรงพยาบาลมันด่วน"
"ไม่ใช่แค่อาหารค่ะ แต่วันนี้... วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์ ทินกรจำได้ไหมคะว่าเราแต่งงานกันวันนี้เมื่อห้าปีก่อน"
ทินกรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เสียดแทงใจคนฟังจนเลือดซึม "ธันวา... เราโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วนะ เรื่องไร้สาระแบบนี้มันควรจะจบไปตั้งแต่วันที่เราตกลงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่มานั่งงอแงเหมือนเด็กๆ เพราะแค่ฉันจำวันครบรอบไม่ได้"
คำว่า 'ไร้สาระ' กระแทกเข้ากลางใจจนธันวาแทบจะกั้นหายใจไว้ไม่อยู่
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปหยิบซองสีขาวที่ซ่อนอยู่ใต้จานสเต็กขึ้นมา แล้ววางมันลงบนโต๊ะกลางระหว่างทั้งคู่ แผ่นกระดาษที่มีตราประทับของทนายความเด่นชัดบนหน้ากระดาษแผ่นแรก
"ถ้าการรอคอยของธันวามันไร้สาระ งั้นหย่าให้ธันวานะคะ"
ทินกรขมวดคิ้ว มือที่กำลังจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตหยุดชะงัก เขาปรายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยสายตาดูแคลน "เธอกล้าเหรอ? คิดว่าหลังจากหย่าไปแล้ว ชีวิตของคนไม่มีอะไรอย่างเธอจะรอดไปได้นานแค่ไหน ธันวา... อย่ามาเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีโง่ๆ แบบนี้"
"ธันวาไม่ได้เรียกร้องความสนใจค่ะ แต่ธันวาแค่ 'พอแล้ว'" ธันวาก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นอายความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันเข้มข้นเสียจนทินกรต้องยอมสบตาด้วย "ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ธันวาพยายามเป็นภรรยาที่ดี เป็นคนที่คุณอยากให้เป็น แต่สุดท้าย... ธันวาก็เป็นได้แค่เศษฝุ่นที่คุณไม่เคยเห็นค่า วันนี้ไม่มีคำว่าธันวาคนเดิมอีกแล้ว เหลือแค่คนที่จะทวงคืนเวลาที่เสียไปทั้งหมด"
"จะเอาเท่าไหร่" ทินกรถามเสียงเย็น เขาคิดว่าทุกอย่างในโลกนี้ซื้อได้ด้วยเงินเสมอ "จะเอาเงินกี่ล้าน เพื่อที่จะให้เรื่องงี่เง่านี้จบลงสักที"
"ธันวาไม่ต้องการเงินของคุณค่ะ" ธันวาเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบางเบาแต่มั่นคงปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทินกรไม่เคยเห็นมาก่อน มันเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัว "แต่ธันวาต้องการอิสรภาพ... และลูก"
ทินกรขมวดคิ้วทันที "ลูก? เธอพูดเรื่องบ้าอะไร ธันวา เธอไม่มีลูก และเราไม่เคย..."
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของธันวาก็ดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าจาก 'โรงพยาบาลเด็ก'
ธันวารีบรับสาย สีหน้าเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความอ่อนโยนทันทีที่ได้ยินเสียงปลายสาย "แม่คะ... ค่ะ เดี๋ยวธันวาจะรีบไปหา ตอนนี้ลูกตื่นแล้วใช่ไหมคะ... รอก่อนนะคนเก่ง"
เมื่อวางสาย ธันวาก็คว้ากระเป๋าถือ เดินผ่านร่างสูงของทินกรไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทินกรที่กำลังมึนงงพยายามจะคว้าแขนไว้ แต่จังหวะที่ธันวาเบี่ยงตัวหลบ สิ่งของชิ้นหนึ่งร่วงลงมาจากกระเป๋าของเขาเสียก่อน
มันคือผลตรวจร่างกายชุดหนึ่งที่มีภาพอัลตราซาวด์สีขาวดำจางๆ ตกอยู่บนพื้น ทินกรก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา... ในภาพนั้นคือชีวิตเล็กๆ ที่ขดตัวอยู่อย่างเงียบงัน และที่มุมภาพมีชื่อกำกับชัดเจน... *'ด.ช. ธนินท์ ทินกรธนาพิพัฒน์'*
ทินกรนิ่งงันไปทันที ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความจริงที่เขาไม่เคยเฉลียวใจตีแสกหน้าจนชาไปทั้งร่าง เขาหันกลับไปมองประตูที่เพิ่งปิดลง... ธันวาไม่ได้แค่หย่า แต่เขาพาลูกชายที่หน้าตาถอดแบบมาจากเขาไปจากชีวิตเขาตลอดกาล
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดที่แสนหวานในตอนแรกนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พุดดิ้งคาราเมล
แค่นี้ก็พอแล้ว... ขีดจำกัดของคนรอ•ตอนที่ 1
รอยร้าวที่ไร้เสียง
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แค่นี้ก็พอแล้ว... ขีดจำกัดของคนรอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
