“ถ้าคุณยังยืนกรานว่าคดีนี้มีเบื้องหลังเป็นมนุษย์ต่างดาว ผมคงต้องแนะนำให้คุณไปตึกจิตเวชฝั่งตรงข้ามแทนที่จะเป็นห้องทำงานของผมนะครับ คุณนพพร”
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความระอาฉายชัดอยู่ในน้ำเสียงของกรวีร์ นิ้วเรียวยาวของทนายความหนุ่มมือหนึ่งเคาะลงบนแฟ้มคดีปกสีน้ำตาลเข้มบนโต๊ะไม้สักทองอย่างเป็นจังหวะ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนความเหนื่อยหน่ายระคนขัน เสมือนว่าเขาไม่ได้กำลังนั่งฟังลูกความพูดเรื่องคดีความ แต่กำลังฟังนิทานก่อนนอนของเด็กอนุบาล
นพพรชายวัยกลางคนผู้มีเหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก รีบส่ายหัวจนเส้นผมกระเซอะกระเซิง เขายื่นมือสั่นเทาหยิบแก้วน้ำอุ่นขึ้นมาซดอึกใหญ่ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน เพื่อกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“ผมไม่ได้บ้าครับคุณกรวีร์! คลังสินค้าของผม... สินค้ามูลค่าสิบล้านหายไปอย่างไร้ร่องรอย กล้องวงจรปิดทุกตัวจับภาพได้แค่ความว่างเปล่า ไม่มีรอยงัดแงะ ไม่มีรอยเท้า ไม่มีแม้แต่ฝุ่นที่ถูกเหยียบย่ำ แต่ตู้คอนเทนเนอร์ถูกเปิดออกแล้วของข้างในก็มลายหายไปราวกับเสกได้... ถ้าไม่ใช่เวทมนตร์หรือมนุษย์ต่างดาว แล้วมันจะเป็นอะไรได้ล่ะครับ!”
กรวีร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขายืดหลังตรง ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นมืออาชีพดังเดิม สมองอันชาญฉลาดและผ่านคดีพลิกนรกมานับไม่ถ้วนเริ่มประมวลผลข้อมูลในหัวอย่างรวดเร็ว โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเวทมนตร์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ มันขับเคลื่อนด้วยตรรกะ กฎหมาย และช่องโหว่ที่มนุษย์สร้างขึ้น... และหน้าที่ของทนายความอย่างเขา คือการมองหา "ความจริง" ที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ไม่ใช่การเชื่อคำเพ้อเจ้อเรื่องมนุษย์ต่างดาว
“ในทางกฎหมาย คำว่า 'เสกได้' ใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้ครับคุณนพพร” กรวีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม “สิ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นความลึกลับ มักจะมีคำอธิบายที่เรียบง่ายเสมอ เช่น การทุจริตภายใน การจัดการระบบโลจิสติกส์ที่ผิดพลาด หรือความบกพร่องของเซนเซอร์กล้องวงจรปิด ส่งแฟ้มนี้ไว้ที่นี่เดี๋ยวผมจะให้ทีมงานสืบสวนหาตัวหนูที่แอบเจาะรูในโกดังของท่านให้เอง แต่ตอนนี้... ผมมีนัดสำคัญที่ต้องเคลียร์ ขอตัวก่อนนะครับ”
นพพรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็จำยอมพยักหน้ารับและเดินคอตกออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้กรวีร์อยู่กับความเงียบและกองเอกสารคดีความกองโตบนโต๊ะ
ทนายหนุ่มถอดแว่นสายตาออกแล้วนวดคลึงหว่างคอยาวนาน ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนัง บ่ายสามโมงตรง... เป็นเวลาที่กาแฟดำแก้วที่สามของวันควรจะเดินทางมาถึง แต่ทว่า ประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดลงไปเมื่อครู่ กลับถูกผลเปิดออกอีกครั้งโดยไม่มีเสียงเคาะ
กรวีร์ขมวดคิ้วมุ่น ปรายตามองไปยังผู้บุกรุกรายใหม่ด้วยความไม่สบอารมณ์ “ผมบอกเลขาฯ แล้วว่าช่วงบ่ายผมไม่รับ... อ้าว”
คำพูดทั้งหมดกลืนหายไปในลำคอ เมื่อร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่พนักงานต้อนรับหรือลูกความวัยดึก แต่เป็นหญิงสาวร่างบางในชุดเสื้อฮู้ดสีดำตัวโคร่ง สวมหมวกแก๊ปปีกยาวบังใบหน้าเกือบครึ่งซีก เธอกำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างตุ้ยๆ จนกระพุ้งแก้มตุง และกลิ่นหอมหวานของน้ำอัดลมรสโคล่าก็ลอยอบอวลเตะจมูกทันทีที่เธอ้าวเข้ามาในห้อง
“สวัสดีค่ะทนายกรวีร์... อ้าม... รสโคล่ายี่ห้อนี้อร่อยดีนะคะ คุณอยากลองสักเม็ดไหมคะ” เสียงใสแจ๋วเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเองราวกับทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานปี
กรวีร์หรี่ตามองผู้หญิงแปลกหน้า ประเมินจากหัวจรดเท้าด้วยสัญชาตญาณนักกฎหมายผู้ผ่านเล่ห์เหลี่ยมคนมาโชกโชน เสื้อผ้าดูราคาถูกแต่สะอาดสะอ้าน ท่าทางไม่สะทกสะทฮานต่อบรรยากาศกดดันในห้องทำงานของเขา และที่สำคัญที่สุด... เธอบุกเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไรโดยที่ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะหน้าห้องไม่ส่งเสียงเตือนสักแอะ?
“คุณเป็นใคร และเข้ามาในห้องส่วนตัวของผมได้ยังไง? ถ้าไม่มีธุระเรื่องคดีความ เชิญออกไปทางเดิมที่เข้ามา ไม่อย่างนั้นผมจะเรียก รปภ. มาเชิญออกไปนะครับ” กรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงเจือความเย็นชาเล็กน้อยเพื่อกดดัน
หญิงสาวไม่สะเทือนยะโฮ เธอยังคงเคี้ยวลูกอมในปากต่ออย่างสบายใจเฉิบ ก่อนจะดึงหมวกแก๊ปขึ้นเผยให้เห็นดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่ที่มุมปากเล็กน้อย เธอก้าวเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต หยิบแฟ้มคดีปกสีน้ำตาลของนายพพรขึ้นมาเปิดดูหน้าแรกผ่านหางตา
“คลังสินค้าหมายเลข 4 ของบริษัทนพพรโลจิสติกส์ สินค้ามูลค่าสิบล้านหายไปตอนตีสองสิบห้านาที ไม่มีร่องรอยงัดแงะ และกล้องวงจรปิดจับภาพได้แค่ความว่างเปล่า... ใช่ไหมคะ?”
กรวีร์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงทันที “คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง? คุณเป็นพวกเดียวกับคนร้าย หรือเป็นนักข่าวสนามไหน?”
“หนูไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะทนายกรวีร์” สาวน้อยหัวเราะคิกคักในลำคอ เธอวางแฟ้มลงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอียงคอมองเขาด้วยท่าทางน่ารักน่าชังแต่น่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน “หนูชื่อ 'ลีลาวดี' หรือจะเรียกว่า 'ลีลา' เฉยๆ ก็ได้นะคะ และที่หนูมาที่นี่... เพราะหนูรู้ว่าคุณกำลังปวดหัวกับการตามหาของที่หายไป และที่สำคัญที่สุด...”
เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ลดเสียงลงกระซิบราวกับกำลังบอกความลับของจักรวาล
“...หนูรู้ว่าใครคือคนร้ายตัวจริง และของพวกนั้นตอนนี้ซ่อนอยู่ที่ไหนค่ะ”
บรรยากาศในห้องทำงานพลันเงียบงันลงชั่วขณะ กรวีร์จ้องมองหญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก สมองของเขาทำการวิเคราะห์ทุกความเป็นไปได้ในเสี้ยววินาที ผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นจิตแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลบ้าส่งมาทดสอบเขา หรืออาจจะเป็นมืออาชีพขั้นสูงที่จงใจเข้ามาปั่นหัวเขาเล่น
ทว่า... ก่อนที่ทนายหนุ่มจะได้เอ่ยปากพูดอะไรโต้แย้ง เสียงสังเคราะห์แปลกประหลาดที่คล้ายกับเสียงแจ้งเตือนของระบบคอมพิวเตอร์ระดับสูง ก็ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา—ไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากห้วงความคิดลึกๆ ของตัวเขาเอง!
*[ติ๊ง! ตรวจพบตัวแปรสำคัญ: 'ลีลาวดี' (ผู้ครอบครองระบบพยากรณ์คดีปริศนา SSS)]*
*[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: กรวีร์ได้รับภารกิจร่วมมือ 'สืบพยานหัวใจยัยนักพยากรณ์' ระดับความยาก: SSS]*
*[คำเตือนจากระบบ: หากปฏิเสธการร่วมมือภายใน 10 วินาที ความทรงจำเกี่ยวกับคดีนี้จะหายไปตลอดกาล และท่านจะกลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมแทน... 10... 9... 8...]*
กรวีร์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความนิ่งสงบที่สั่งสมมานานนับปีพังทลายลงในพริบตา เมื่อตัวเลขถอยหลังสีแดงฉานปรากฏขึ้นลอยเด่นอยู่ในห้วงความคิดของเขาเอง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านตอนแรกและร่วมเดินทางไปกับผมนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านนิยายเรื่องนี้นะครับ
สืบพยานหัวใจยัยนักพยากรณ์สายมึน•ตอนที่ 1
ทนายหนุ่มกับแฟ้มคดีปริศนา
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบพยานหัวใจยัยนักพยากรณ์สายมึน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
