"เศษสวะเช่นเจ้า ยังมีหน้ามาหายใจอยู่บนยอดเขาเมฆาคล้อยอีกหรือ?"
น้ำเสียงเย้ยหยันดั่งก้อนน้ำแข็งที่ถูกโยกโยนลงมาจากยอดผาสูงชัน บดขยี้ประสาทสัมผัสที่ยังเลอะเลือนของไป๋เฉินให้ตื่นตัวขึ้นอย่างฉับพลัน กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอับชื้นของห้องเก็บฟืนเก่าๆ ลอยเข้าจมูก ปลุกสัญชาตญาณดิบของยอดฝีมือให้ทำงานทันทีโดยไม่ต้องลืมตา
ไป๋เฉินมิได้สะดุ้งตื่นด้วยความตื่นตระหนก เขายังคงรักษาสติสัมปชัญญะอันเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด แม้ในวินาทีที่ร่างเนื้อดวงนี้กำลังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกซ้อมทรมาน
ความทรงจำอันกระจัดกระจายราวกับเศษแก้วแตกละเอียดค่อยๆ ประกอบเข้าหากัน...
ภาพของมหาเทพโอสถผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนบรรพกาล ผู้เคยใช้เตาหลอมสวรรค์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทว่ากลับถูกทรยศหักหลังโดยสหายสนิทและสวรรค์เบื้องบนในศึกเก้าทัณฑ์อสนีบาต ดับสูญสิ้นกายเนื้อเหลือเพียงดวงจิตอมตะที่ล่องลอยข้ามห้วงเวลา นับเป็นความประหลาดล้ำที่ดวงจิตของเขาดันทะลุมิติมาสถิตอยู่ในร่างของ "ไป๋เฉิน" ศิษย์สายรองแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีชะตากรรมถูกขนานนามว่าเป็น "ขยะไร้รากปราณ" ประจำสำนัก
"เงียบเป็นทองไม่รู้หรือไง? หรือว่าสมองของเจ้ามันฝ่อไปหมดแล้วหลังจากโดนศิษย์พี่ใหญ่หลี่ซานซัดฝ่ามืออัคคีทมิฬเมื่อวานนี้"
เงาร่างของชายหนุ่มชุดศิษย์สายในผู้หนึ่งทาบทับลงมา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าคมคาย มือข้างหนึ่งถือกระบี่เหล็กดำที่แผ่ไอปراณระดับก่อเกิดขั้นที่สามกดดันลงมาอย่างจงใจ
ไป๋เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้น... มิใช่แววตาของเด็กหนุ่มผู้ไร้ทางสู้ที่พวกมันคุ้นเคย แต่มันคือประกายตาดุจคมกระบี่โบราณที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี เย็นชา ลึกล้ำ และทรงอำนาจจนชายหนุ่มชุดศิษย์สายในถึงกับชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
"เจ้า..." ศิษย์สายในผู้ถือกระบี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจกระตุกวูบราวกับตกลงไปในห้วงเหวลึก เพียงแค่อีกฝ่ายชำเลืองตามองแวบเดียวเท่านั้น
ไป๋เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน แม้ลมปราณในตัน티นจะว่างเปล่า ไร้ซึ่งรากปราณตามคำกล่าวอ้างของคนในสำนัก ทว่าในมิติห้วงจิตสำนึกของเขากลับปรากฏ "เตาหลอมโอสถบรรพกาล" สีดำสนิทที่ปกคลุมด้วยอักขระโบราณเก้าดวงกำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้า มันคือมรดกสูงสุดที่ติดตัวเขาข้ามภพข้ามชาติมา!
"ขยะอย่างนั้นหรือ..." ไป๋เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนบรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงราวกับเข้าสู่ฤดูเหมันต์ "คำนี้... เจ้าเก็บไว้ใช้กับตัวเจ้าเองในอีกสามลมหายใจข้างหน้าเถอะ"
"สามห้าว! เจ้าแค่ศิษย์ไร้รากปราณใกล้ตาย กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับข้า! จิวไห่ผู้นี้จะตัดเอ็นร้อยหวายของเจ้าเสีย เพื่อไม่ให้เจ้าไปสร้างความอัปยศให้สำนักกระบี่เมฆาอีก!"
จิวไห่บันดาลโทสะ พลังปราณสีชาดถูกระเบิดออกมาจากร่าง กระบี่เหล็กดำในมือถูกตวัดวาดเป็นประกายเงาคมกริบแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของไป๋เฉินอย่างไร้ความปรานี ท่วงท่ารวดเร็วและดุดัน สมกับเป็นศิษย์สายในผู้ผ่านการฝึกฝนวิชากระบี่เมฆาเหิน
ทว่า... ในสายตาของอดีตมหาเทพผู้ผ่านศึกสะท้านฟ้ามานับไม่ถ้วน การเคลื่อนไหวนี้ช้าดั่งเต่าคลาน และเต็มช่องโหว่นับร้อยจุด!
ไป๋เฉินไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ร่างกายขยับหลบวิถีกระบี่ได้อย่างเฉียดฉิวในเสี้ยววินาที ราวกับสายลมที่พัดผ่านใบบัว ปลายนิ้วเรียวยาวพุ่งออกราวกับกรงเล็บมังกร สะกิดเข้าที่จุดชีพจรใต้ข้อศอกของจิวไห่อย่างแม่นยำราوจับวาง!
*แป๊ก!*
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นทันที กระบี่ในมือจิวไห่ร่วงหล่นลงพื้น แรงกระแทกย้อนกลับจากจุดชีพจรทำให้เส้นเอ็นแขนขวาของมันชาด้านและบิดเบี้ยวผิดรูปในชั่วพริบตา มันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "ทะ... ทักษะอะไรกัน! เจ้าไม่ได้ไร้รากปราณหรอกหรือ!"
ไป๋เฉินก้มลงเก็บกระบี่เหล็กดำที่ตกลงบนพื้น น้ำหนักของมันเบาหวิวในความรู้สึกของเขา แต่มันเพียงพอที่จะใช้สั่งสอนสุนัขรับใช้ที่บังอาจมาเหยียบย่ำเขาในวันนี้
"วิถีกระบี่... ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณปราณในตันเถียน แต่วัดกันที่ความเข้าใจในจิตวิญญาณแห่งกระบี่" ไป๋เฉินกล่าวเสียงเยียบเย็น ขณะที่คมกระบี่จ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของจิวไห่ที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "กลับไปบอกเจ้านายเบื้องหลังของเจ้า ว่านับจากวันนี้ไป... ไป๋เฉินผู้นี้ ไม่ใช่กระสอบทรายให้ผู้ใดมาย่ำยีอีกต่อไปแล้ว"
จิวไห่หวาดผวาจนฉี่แทบราด มันพยักหน้ารัวๆ ถอยหลังก้นจ้ำเบ้าแล้ววิ่งหนีหายลับไปจากเรือนพักฟืนอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา ไป๋เฉินจึงหันกลับมามองสำรวจสภาพร่างกายปัจจุบัน พร้อมกับโคจรเคล็ดวิชาโอสถบรรพกาลภายในจิตสำนึก ทันใดนั้น ไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง ก่อตัวเป็นรากปราณสายใหม่ที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าผู้ใดในสำนักกระบี่เมฆา
ทว่า... ในขณะที่เขากำลังจะทะลวงผ่านขอบเขตพลังขั้นแรกเพื่อชำระล้างไขกระดูก ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเมฆาคล้อยก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นรูปเกลียวคลื่นขนาดมหึมา สายฟ้าสีทองคำขาวคำรามลั่นสั่นสะเทือนปฐพี
ไม่เพียงแค่นั้น... กลิ่นอายความเยือกเย็นอันคุ้นเคยและสูงส่งจนแทบหยุดหายใจสายหนึ่ง ก็พลันแผ่ซ่านกดทับลงมาจากยอดเขาสูงสุด พร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเหยียบย่างอยู่บนแผ่นน้ำแข็ง ที่กำลังเดินตรงมายังเรือนพักฟืนทรุดโทรมแห่งนี้
ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนของผู้มาเยือน...
นางเซียนน้ำแข็งผู้เยือกเย็นและสง่างามที่สุดแห่งแดนเหนือ "มู่หรงเสวี่ย" เหตุใดสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้ไม่เคยชายตานองผู้ใด จึงก้าวเข้ามายังเรือนพักของศิษย์สวะเช่นเขาในยามวิกาลเช่นนี้?
----------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไป1ล้านวิวด้วยกันนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนกระบี่ฝืนลิขิต ก้าวข้ามเก้าทัณฑ์สวรรค์•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ฝืนลิขิต ก้าวข้ามเก้าทัณฑ์สวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
