“ดื่มเสียเถิด... ถือว่าเป็นการส่งเสด็จให้เจ้าไปสู่สุขคติโดยไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน กุศลผลบุญที่เจ้าทำมาคงมากพอที่จะทำให้ชาติหน้าเจ้าได้เกิดเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา มิใช่สนมไร้ค่าที่รอวันถูกลืมเลือนเช่นนี้”
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไปด้วยไอสังหารที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ในตำหนักเย็นกลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวของมัจจุราชในความรู้สึกของ ‘ซูเหม่ยหลิน’ ทันทีที่สติสัมปชัญญะวูบหนึ่งดึงนางกลับมาจากความมืดมิด
นางรู้สึกถึงรสขมปร่าที่แผ่ซ่านไปทั่วลำคอ ลมหายใจติดขัดราวกับมีก้อนเหล็กเผาไฟอุดอยู่ที่หลอดลม สัญชาตญาณความเป็นแพทย์ผู้ผ่านการกู้ชีพผู้ป่วยมานับไม่ถ้วนสั่งให้นางสำลักออกมาทันที
“แค้ก! แค้ก!”
ของเหลวสีดำคล้ำพุ่งออกจากปาก หยดลงบนพรมลายเมฆาที่ประณีตจนเปรอะเปื้อน ซูเหม่ยหลินพยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น สิ่งที่นางเห็นคือใบหน้าสตรีงามสง่าในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองอร่าม แววตาของนางผู้นั้นมีเพียงความเหยียดหยามและสมเพช
นี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัด... ไม่ใช่กลิ่นยาฆ่าเชื้อ... นี่คือความตายที่งดงามที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
“เจ้า... ยังมีชีวิตอยู่?” สตรีผู้นั้นขมวดคิ้ว มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองคำชะงักงันอยู่กลางอากาศ
ซูเหม่ยหลินแค่นยิ้ม ความเจ็บปวดที่ท้องมวนขึ้นมาดั่งถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง แต่นางคือนักสู้ นางคือนักฆ่าในคราบหมอผู้เยียวยา สมองของนางแล่นปรื๊ดถึงสารพิษที่เพิ่งได้รับ ‘ยาพิษหญ้าสลายกระดูก’ กลิ่นของมันชัดเจนเสียจนนางแทบไม่ต้องวิเคราะห์เพิ่ม เพียงแค่ต้องหาทางขับมันออกก่อนที่ตับและไตของร่างนี้จะล้มเหลว
นางไม่ตอบโต้อีกฝ่ายด้วยวาจา แต่พุ่งความสนใจไปที่ถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือของสตรีผู้นั้น ก่อนจะคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี แม้จะเป็นเพียงแรงอันน้อยนิดของสตรีที่กำลังจะขาดใจ แต่มันคือแรงจากความมุ่งมั่นที่จะรอดชีวิต
“พระมเหสี... หากหม่อมฉันตาย... ท่านคิดหรือว่าจะรอดพ้นจากสายพระเนตรของท่านอ๋อง?” เสียงของนางแหบพร่า ทว่ากังวานด้วยความเยือกเย็นที่ขัดกับสภาพร่างกาย
พระมเหสีอวี้เจินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้ม “หลี่จวินอ๋องน่ะหรือ? เขาออกไปกรำศึกชายแดนเสียไกลป่านนี้ อีกสามเดือนกว่าจะกลับมา ถึงตอนนั้นร่างของเจ้าคงเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยใต้ต้นดอกโบตั๋นไปนานแล้ว”
ซูเหม่ยหลินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความรันทดแต่มั่นคง “งั้นท่านคงประเมิน ‘ความผูกพัน’ ระหว่างเขากับสตรีที่เขาส่งคนมาดูแลห่างๆ อย่างหม่อมฉันต่ำไปกระมัง... พระมเหสี”
นางอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายชะงักงัน ผลักถ้วยยาในมือของนางหญิงสูงศักดิ์จนกระเด็นตกพื้นแตกกระจาย กลิ่นฉุนของพิษตลบอบอวลไปทั่วห้อง ก่อนที่นางจะทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างแรง มือข้างหนึ่งคว้าแจกันหยกบนโต๊ะใกล้ตัวมาถือไว้แน่น เตรียมพร้อมสำหรับวินาทีชีวิต
“เจ้าเปลี่ยนไป...” พระมเหสีหรี่ตาลง ประกายสังหารในดวงตาคมปลาบขึ้น “แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ความตายในวันนี้คือโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตไว้แล้ว”
สิ้นคำสั่ง ทหารรักษาพระองค์สองนายในชุดเกราะเหล็กก้าวพรวดเข้ามาในตำหนัก ดวงตาของพวกมันไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ มีเพียงคำสั่งที่ต้องปฏิบัติให้สำเร็จ
ซูเหม่ยหลินกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากพิษเริ่มกัดกินจนนางเห็นภาพซ้อน นางรู้ดีว่าหากสู้ด้วยกำลัง นางไม่มีทางรอด แต่หากสู้ด้วย 'ไหวพริบ' และ 'โอกาส' นางยังมีช่องว่างเสมอ นางมองไปที่หน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ เห็นเงาสีดำสายหนึ่งวูบผ่านไปบนหลังคาตำหนักอย่างรวดเร็ว
ชายผู้นั้น... เขากำลังเฝ้ามองอยู่!
ในขณะที่มือดาบกำลังจะชักอาวุธขึ้นเหนือหัวของนาง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกและเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากดังมาจากทางหน้าประตูใหญ่ ทหารทั้งสองนายชะงัก มือที่กำลังชักดาบสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นตราประทับทองคำที่ถูกชูขึ้นสูงโดยชายผู้หนึ่งที่เพิ่งก้าวเข้ามา
เขาคือชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะดำสนิท แววตาคมดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อกวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของสนมสาวที่นอนกองอยู่บนพื้น
“ใครบังอาจทำร้ายคนของข้า?”
น้ำเสียงนั้นทรงอำนาจและเย็นชาจนอากาศในห้องแทบหยุดนิ่ง ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เพิ่งปรากฏตัว ลมหายใจของนางติดขัดด้วยความตระหนก ใบหน้าดุดันของเขาคือแม่ทัพที่ไร้พ่าย ผู้ซึ่งนางเคยอ่านประวัติศาสตร์พบว่าคือ ‘ปีศาจแห่งสนามรบ’
หลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาใกล้ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเลือดและไอเย็นจากตัวเขา เขาคุกเข่าลงข้างกายนาง ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเอื้อมมาเชยคางนางขึ้น แววตาของเขาที่มองมานั้นไม่ได้มีความอ่อนโยน แต่กลับลึกซึ้งจนนางอ่านไม่ออก
“เจ้า...” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “รู้หรือไม่ว่าการรอดชีวิตในวังหลวง ต้องแลกด้วยสิ่งใด?”
เขาก้มลงมากระซิบข้างหูของนาง เสียงนั้นแฝงไปด้วยคำเตือนและคำเชื้อเชิญให้ร่วมทางสายเลือด
“ข้าจะให้เจ้าเลือก... จะตายด้วยมือศัตรู หรือจะขายวิญญาณให้ข้า แล้วข้าจะเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าให้กลายเป็นธิดาแห่งคมดาบที่กุมอำนาจไว้ในกำมือ”
ซูเหม่ยหลินมองสบตาสีดำสนิทที่ดุจหลุมลึกแห่งความตายนั้น นางตัดสินใจในวินาทีนั้นเองว่า ไม่ว่านรกจะรออยู่ข้างหน้าอย่างไร การยอมก้มหัวให้ความตายในวันนี้ไม่ใช่ทางของนาง
นางขยับยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่เลือดซึมออกมาจากริมฝีปากที่ถูกกัดจนแตก “หม่อมฉัน... เลือกทางที่สามเพคะ”
“ทางใด?”
“ทางที่ท่านต้องเสียใจหากปล่อยให้หม่อมฉันตายในวันนี้”
สิ้นคำพูดของนาง ทหารคนสนิทข้างกายของหลี่จวินอ๋องก็ก้าวเข้ามาถวายรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ท่านอ๋อง... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้ส่งมาถึงหน้าตำหนักแล้ว พ่ะย่ะค่ะ... เนื้อความระบุว่า ให้ประหารชีวิตสนมซูเหม่ยหลินในคืนนี้ด้วยข้อหาซ่องสุมกำลังพลกบฏ!”
ดวงตาของหลี่จวินอ๋องหรี่ลงเป็นเส้นตรง มือที่จับคางนางไว้กระชับแน่นขึ้นจนนางรู้สึกเจ็บ เขาหันไปมองมหาดเล็กที่ถือพระราชโองการ แล้วกลับมามองนางด้วยรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น
“ดูเหมือนว่า... โชคชะตาของเจ้าจะไม่ได้เป็นของข้าเพียงผู้เดียวเสียแล้ว”
บทความนี้ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยความตั้งใจ หวังว่าจะทำให้ทุกท่านเพลิดเพลินและติดตามการเดินทางของซูเหม่ยหลินต่อไปนะครับ!
มธุรสแห่งคมดาบ: กลศึกนางสนมผู้พลิกบัลลังก์•ตอนที่ 1
วิญญาณสลับร่างกลางวังหลวง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มธุรสแห่งคมดาบ: กลศึกนางสนมผู้พลิกบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
