กลิ่นฉุนของน้ำมันก๊าดจากตะเกียงเจ้าพายุผสมผสานกับฝุ่นทรายเก่าแก่นับพันปี อบอวลอยู่ภายในกระโจมผ้าใบขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานเฉพาะกิจ แสงไฟสีส้มสั่นไหวตามแรงลมทะเลทรายด้านนอก ทอดเงายาวน่ากลัวของโครงกระดูกสัตว์โบราณบนผนังผ้าใบราวกับพวกมันกำลังขยับตัวมีชีวิต
"ข้อมูลสถิติลอตล่าสุดที่คุณส่งมาจากศูนย์วิจัย... มันมีความผิดปกติทางความน่าจะเป็นอยู่ที่ 99.4 เปอร์เซ็นต์ ศิลา"
เสียงหวานนุ่มแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน ดร.นลิน ยืนกอดอกพิงชั้นวางแผนที่โบราณ แว่นตากรอบโลหะสะท้อนแสงไฟวับวาว ดวงตาคู่นั้นคมกริบราวกับกำลังสแกนทะลุผ่านกระดูกและจิตใจของชายหนุ่มตรงหน้า ชุดภาคสนามสีเขียวเข้มของเธอไม่มีรอยเปื้อนฝุ่นแม้แต่น้อย ตัดกับสภาพแวดล้อมที่รกร้างและเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันอย่างสิ้นเชิง
ศิลาเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะไม้ตัวเตี้ย นิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบดินคราบหมึกกำลังคีบแผ่นจารึกดินเหนียวแตกหักไว้ด้วยความระมัดระวัง เขาไม่ได้รีบร้อนตอบ เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกขัน ก่อนจะวางแผ่นจารึกนั้นลงบนผ้ารองอย่างเบามือ แล้วจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่งๆ
"ความน่าจะเป็นเหรอครับ ดร.นลิน?" ศิลาทวนคำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน "น่าเสียดายนะ ที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยสูตรคำนวณทางสถิติ หรืออัลกอริทึมที่คุณหมกมุ่นอยู่หลังโต๊ะทำงานแอร์เย็นฉ่ำในเมืองหลวง"
นลินขยับตัวเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มของผู้เหนือกว่าทางข้อมูล เธอเดินเข้าหาโต๊ะทำงานช้าๆ ส้นรองเท้าบู๊ตกระทบพื้นกระโจมดังเป็นจังหวะที่มั่นคง
"แต่ประวัติศาสตร์และซากโบราณสถาน ถูกถอดรหัสได้ด้วย 'รูปแบบ' (Pattern) ศิลา" นลินหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะ โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อลดระยะห่าง กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือจางกลิ่นอายดินทราย "และรูปแบบที่คุณกำลังไล่ตามในไซต์ขุดค้น 'ซากวิหารลืมเลือน' แห่งนี้ มันขัดแย้งกับหลักฐานทางมานุษยวิทยาอย่างสิ้นเชิง คุณกำลังเอาชีวิตของทีมงานทั้งหมดไปเสี่ยงกับเรื่องเล่าปรัมปรา... เรื่องเล่าของคนเถื่อนกลางทะเลทรายที่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ศตวรรษที่สี่"
ศิลาไม่หลบสายตา เขากลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้น ความใกล้ชิดทำให้เขาได้กลิ่นอายความเป็นระเบียบเรียบร้อยและโลกวิชาการที่เธอแบกรับมา มันช่างแตกต่างจากโลกดิบเถื่อนที่เขาเผชิญอยู่ทุกวินาที
"คนเถื่อนที่คุณว่า พวกเขารู้จักวิธีเอาชีวิตรอดจากกับดักที่คนมีการศึกษาอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจ" ศิลาพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด "พ่อของผมเคยบอกผมก่อนที่ท่านจะหายตัวไปในหุบเขานี้... ว่าบางครั้ง สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และคำนวณไม่ได้ด้วยตัวเลข มันคือความจริงที่เก่าแก่ที่สุด"
นลินชะงักไปชั่วขณะ แววตาในดวงตาคู่คมไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินคำว่า 'พ่อของผม' แต่นั่นก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เธอกลับมาตั้งกำแพงป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว
"อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงานภาคสนาม ศิลา" เสียงของเธอกลับมาแข็งกร้าวและเป็นทางการ "ทางสภาโบราณสถานส่งฉันมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาฟังนิทานปรัมปรากล่อมเด็ก แต่เพื่อตรวจสอบว่าคุณกำลังใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการขุดคุ้ยหาอะไรกันแน่... หรือจริงๆ แล้ว คุณแค่กำลังตามหาเงาของพ่อตัวเองในสุสานที่ไม่มีอยู่จริงกันแน่?"
คำพูดนั้นบาดลึกราวกับคมมีด บรรยากาศในกระโจมลดฮวบลงจนแทบเยือกแข็ง กล้ามเนื้อกรามของศิลาขยับเกร็งจนเห็นเป็นสันนูน ดวงตาของเขาคมกลาวขึ้นทันที มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว
นี่คือความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ระหว่างเขากับเธอ—ความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เย็นชา กับศรัทธาอันร้อนรุ่มที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ
แต่ก่อนที่ศิลาจะได้เอաբทสนทนาที่ดุเดือดโต้ตอบกลับไป เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*ตึง... ตึง... ตึง...*
มันไม่ใช่เสียงลมพัด ไม่ใช่เสียงสัตว์ทราย แต่มันคือเสียงโลหะหนักหน่วงที่กระแทกเข้ากับพื้นหินจากภายนอกกระโจม ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับฝีเท้าของยักษ์ใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ทุกที
นลินผละถอยหลังออกมาทันที ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวระดับสูง เธอกวาดสายตามองไปรอบกระโจม
"นั่นเสียงอะไร... คุณบอกว่าแคมป์นี้ถูกทิ้งร้าง และไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเราไม่ใช่เหรอ?" นลินกระซิบถาม เสียงของเธอเริ่มมีความไม่มั่นคงเจืออยู่
ศิลาไม่ได้ตอบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้ากระบอกไฟฉายแรงสูงบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น มืออีกข้างเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณของนักสำรวจภาคสนามเตือนภัยสีแดงฉานในหัว
"อยู่หลังผม..." ศิลาออกคำสั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาสีเข้มหันไปจ้องมองเงาตะคุ่มที่ทาบทับอยู่บนผืนผ้าใบกระโจมด้านนอก เงนานั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามแสงไฟตะเกียงที่วับแวม
*แกร็ก...*
เสียงกลไกโลหะบางอย่างถูกปลดล็อกดังขึ้นมาจากด้านนอกกระโจม และก่อนที่ศิลาจะทันได้พุ่งตัวเข้าไปผลักนลินให้หลบวิถีคมกระสุนหรืออันตราย ผืนผ้าใบด้านหน้าก็ถูกกระชากขาดวิ่นด้วยคมดาบโบราณขึ้นสนิม!
แสงไฟฉายในมือศิลาสาดส่องทะลุผ่านรอยขาดนั้นออกไป ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่โจรทะเลทราย หรือสัตว์ร้ายอย่างที่คาดคิด...
มันคือซากโครงกระดูกมนุษย์สวมชุดเกราะโลหะโบราณครึ่งท่อน ที่ยืนถือหอกเหล็กยาวโดยไร้ซึ่งเนื้อหนัง แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งศิลาและนลินต้องหยุดหายใจไปพร้อมๆ กัน คือรอบคอของโครงกระดูกนั้น... สวมสร้อยคอทองคำฝังนิลซึ่งเป็นเครื่องประดับประจำตัวของ 'ศาสตราจารย์ธน ณะ นคร' พ่อของศิลา ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ศิลาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับใต้ผืนทรายนี้นะครับ
เงาจารึกใต้ผืนทรายกับนายนักวิเคราะห์•ตอนที่ 2
ปะทะคารมในแคมป์ร้าง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทรายกับนายนักวิเคราะห์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
