"ถ้าคุณคิดจะเอาคานเหล็กพ่นกันสนิมพวกนั้นมาค้ำยันโครงสร้างไม้สักทองอายุกรุงเก่า คุณก็ควรไปเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างโกดังสินค้า มากกว่าจะมาเซ็นชื่อในฐานะสถาปนิกอนุรักษ์นะครับ คุณรณกร"
น้ำเสียงของปานตะวันไม่ได้ดัง แต่คมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนเนื้อเยื่อความอดทน เธอยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของ "โรงสีข้าวเจริญพานิช" โกดังริมน้ำท่าฉลอมที่ถูกทิ้งร้างมากว่าครึ่งศตวรรษ ฝุ่นผงอิฐมอญสีส้มแดงลอยคลุ้งอยู่ในลำแสงสีทองที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดเหล็กที่ขึ้นสนิมเขรอะ แสงนั้นตกลงบนเส้นผมที่รวบไว้ลวกๆ และคราบเหงื่อบางๆ บนขมับของเธอ บ่งบอกถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงร่วมชั่วโมง
รณกรไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวกำลังเคาะเบาๆ ลงบนเสาไม้ตะเคียนทองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเมตรที่ตั้งตระหง่านรับน้ำหนักอาคาร เขายังคงจดจ่ออยู่กับการใช้เลเซอร์วัดระยะดิจิทัล เสียงสัญญาณบี๊บเบาๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่ลำแสงสีแดงกระทบกับผิวไม้ที่ผุกร่อนตามกาลเวลา
"ความโรแมนติกของคุณกำลังจะทำให้อาคารหลังนี้พังครืนลงมาทับหัวเราก่อนที่ ดร.วิชัย จะทันได้เซ็นอนุมัติงบฟื้นฟูนะครับ คุณปานตะวัน" รณกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ เขาสอดเครื่องมือชิ้นเล็กเข้ากระเป๋าเสื้อกั๊กยูนิฟอร์มสถาปนิก ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเธอ
ช่องว่างระหว่างเขาทั้งสองคนเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง ปูนฉาบที่กะเทาะร่วงหล่น และกลิ่นอับชื้นของกาลเวลาที่ผสมผสานกับกลิ่นเหล็กกล้าและไม้เก่า รณกรสูงกว่าเธอราวหนึ่งช่วงศีรษะ สายตาหลังกรอบแว่นสายตาไร้กรอบคู่นั้นเยียบเย็นและเต็มไปด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง ขณะที่ดวงตาคู่คมของปานตะวันกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งอารมณ์และความผูกพันที่อธิบายด้วยตรรกะทางวิศวกรรมไม่ได้
"คุณไม่เคยเข้าใจมันเลย... รณกร" ปานตะวันก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด รองเท้าบู๊ทหนังย่ำลงบนเศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาจนเกิดเสียงกรอบแกรบ "คุณมองที่นี่เป็นแค่ 'ปัญหาทางคณิตศาสตร์' เป็นสมการการรับน้ำหนักที่ต้องแก้ด้วยเหล็ก H-Beam เย็นชานั่น แต่มันคือ 'ประวัติศาสตร์' คือลมหายใจของคนที่นี่ อาคารหลังนี้มันบอกเล่าเรื่องราวของตระกูลที่สร้างมันขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อ"
"และประวัติศาสตร์กำลังจะฆ่าคนตายครับ" รณกรตัดบท น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย เจือความหงุดหงิดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ท่าทีสุขุม "ถ้าผมใช้ไม้เดิมซ่อมแซมตามที่คุณต้องการ ค่าความปลอดภัยจะลดลงต่ำกว่ามาตรฐานกฎกระทรวงถึงร้อยละสี่สิบ นั่นหมายความว่า หากเกิดแผ่นดินไหวหรือลมมรสุมรอบหน้า โรงสีแห่งนี้จะกลายเป็นสุสานหมู่ทันที คุณจะรับผิดชอบชีวิตคนงานที่เดินเข้ามาทำงานในตึกนี้ไหวไหมครับ หรือคุณจะใช้ความรู้สึกและบทกวีไปเยียวยาครอบครัวพวกเขาแทนเงินชดเชย?"
คำพูดนั้นเฉียบคมจนปานตะวันชะงัก เธอกลืนก้อนสะอื้นแห่งความคับข้องใจลงคอ ดวงตาไหววับชั่วขณะก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้น เธอก้าวประชิดจนแทบจะชนกับแผงอกของเขา ระยะห่างที่ใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของกาแฟดำและฝุ่นควันจากตัวเขา ทำให้บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่มองไม่เห็น
"คุณใช้เหตุผลและความเย็นชามาเป็นเกราะกำบังเพื่อซ่อนความจริงที่ว่า... คุณเกลียดความผูกพัน" ปานตะวันกระซิบ เสียงของเธอลอดผ่านไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น "คุณอยากจะลบอดีต ลบความทรงจำทุกอย่างทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยความมินิมอลไร้จิตวิญญาณ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียอีก... เหมือนกับบ้านพักโบราณของครอบครัวคุณเอง ที่คุณยินยอมให้ทุบมันทิ้งเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมไร้รสนิยมเมื่อสามปีก่อน"
ราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบเข้าที่กลางอก รณกรชะงักไป ดวงตาที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกไหววับอย่างรุนแรง กรามของเขากระตุกเกร็งจนเห็นสันนูนชัดเจน บรรยากาศรอบตัวอุณหติลดฮวบลงทันที รังสีความกดดันแผ่ออกจากร่างสูงใหญ่จนปานตะวันเองก็ยังต้องผถอยหายใจสะดุด
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกหลายวินาที มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วที่กระทบลงบนถังน้ำมันเก่าๆ ดัง ก๊อก... ก๊อก... เป็นจังหวะราวกับนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง
รณกรค่อยๆโน้มใบหน้าลงมาหาเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนของหญิงสาว แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความดุดันและอันตรายอย่างยิ่งยวด
"คุณรู้มากเกินไปแล้วนะครับ... ปานตะวัน" เสียงกระซิบของเขาต่ำทุบและแหบพร่า ฟังดูคล้ายคำเตือนจากสัตว์นักล่าที่ถูกลูบคม "และอย่าเอาเรื่องส่วนตัวของผมมาปะปนกับงานออกแบบ อาคารหลังนี้จะถูกเสริมความแข็ง ด้ว ย เหล็กกล้า ตามที่ผมคำนวณไว้ ไม่เช่นนั้นผมจะถอนตัวจากการเป็นสถาปนิกโครงการนี้ทันที ให้ ดร.วิชัย ไปหาคนที่ยอมเอาชื่อเสียงมาแลกกับความตายของคนอื่นเอาเอง"
เขากำลังจะผละตัวถอยออกไปเพื่อยุติการปะทะฝีปากอันตรายนี้ แต่สายตาของรณกรเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าเสียก่อน...
ที่มุมมืดสุดของโกดัง ใกล้กับฐานเสาไม้ตะเคียนต้นที่สามซึ่งถูกบดบังด้วยกองลังไม้เก่าที่ผุพัง มีแสงไฟฉายวับแวมลอดออกมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังเร่งรีบถอยร่นออกทางประตูด้านหลังริมน้ำ ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่ควรจะปิดตาย
รณกรขมวดคิ้วแน่น เขาส่งสัญญาณมือห้ามปานตะวันพูดอะไร และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงเหล็กงัดกับคอนกรีตดังสนั่นตามมาด้วยเสียงครูดคราดของเครื่องมือหนัก ปูนซีเมนต์ฐานรากโบราณบริเวณนั้นกำลังถูกเจาะทำลายจากฝั่งด้านนอก
ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์เมื่อครู่ถูกพับเก็บใส่กระเป๋าชั่วขณะ เมื่อเงาดำร่างหนึ่งที่ยืนถือกระบอกไฟฉายส่องสำรวจเอกสารลับบนโต๊ะทำงานชั่วคราวของรณกร หันกลับมาสบตากับพวกเขาผ่านความมืด และแสงไฟจากกระบอกนั้นก็ส่องกระทบใบหน้าของบุคคลที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้... ในยามวิกาลที่ควรจะเป็นความลับสุดยอด
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับตัวอักษรของผมในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
---
*ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามครับ*
สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของนักอนุรักษ์•ตอนที่ 3
กลิ่นอายของอิฐและเหล็กกล้า
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของนักอนุรักษ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!