กลิ่นอายของกำยานสุคนธรสหอมหวานจนน่าสะอิดสะเอียน ลอยอลวนอยู่ภายใต้ท้องพระโรงใหญ่ประดับทองคำแท้ แสงจากโคมระย้าไข่มุกราตรีส่องกระทบผืนพรมปักลายหงส์มังกร สะท้อนภาพความล่มสลายที่ถูกเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มจอมปลอมของผู้คนนับร้อย
ในฐานะบุตรีตระกูลหลี่ผู้ตกอับ หลี่มู่หว่านจำต้องยืนหลบอยู่มุมมืดหลังเสาหยกขาว สวมอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีนวลเรียบง่ายไร้ลวดลาย ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักไม้เก่าคร่ำคร่า นางกวาดสายตามองการละเล่นระบำนางฟ้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกสมเพชระคนระแวดระวัง
หมากกระดานนี้... อัครมหาเสนาบดีซูผู้เหิมเกริมเป็นผู้เดินหมากฝั่งตรงข้าม และเป้าหมายของมันในคืนนี้หาใช่ความสำราญไม่ หากแต่เป็นชีวิตของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ท่านอ๋องไร้บัลลังก์’
"เจ้าค่ะ จ้าวฉินอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก เสด็จพี่ฮ่องเต้ช่างทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานจอกสุรามงคลนี้ให้ด้วยพระองค์เอง..."
เสียงหวานหยดย้อยของสนีย์นางหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายกิเลนสีดำสนิทสะท้อนรัศมีเยือกเย็นชา จ้าวเหวินจิ่ง หรือจ้าวฉินอ๋อง ประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่ ณ โต๊ะเสวยตำแหน่งประธาน ดวงเนตรคมปลาบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองจอกสุราในพระหัตถ์ของขันทีเฒ่าผู้มีรอยยิ้มอาบยาพิษ ดวงหน้าหล่อเหลาดุดันไร้ซึ่งความเกรงกลัว มีเพียงความเย้ยหยันระคนเหนื่อยหน่ายที่ฉายชัดผ่านมุมพระโอษฐ์ที่ยกขึ้นเล็กน้อย
มู่หว่านขบกรามแน่น สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด สุราในจอกนั้นผสมด้วย ‘พิษจันทร์ดับพันลี้’ ต่อให้เป็นยอดฝีมือฝึกยุล้ำเลิศเพียงใด หากดื่มเข้าไปเพียงหยดเดียว เส้นโลหิตทั่วร่างจะแหลกสลายภายในหนึ่งก้านธูป
อัครมหาเสนาบดีซูที่นั่งอยู่ไม่ไกลกำลังจิบชาอย่างใจเย็น ดวงตาหรี่ลงดั่งสุนัขจิ้งจอกเฒ่ารอขย้ำเหยื่อ หากจ้าวฉินอ๋องดื่มสุรานี้ บัลลังก์มังกรย่อมไร้เสี้ยนหนาม และตระกูลซูจะครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว
*ไม่มีทาง... ข้าไม่ยอมให้หมากตัวสำคัญต้องมาตายในกระดานไร้สาระเช่นนี้*
มู่หว่านสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด นางขยับกายอย่างเงียบเชียบ อาศัยจังหวะที่นางรำหมู่หมุนวนบังสายตา มือเรียวบางดั่งหยกคว้ากาชาดุนลายดอกเหมยจากถาดของนางกำนัลผู้หนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินผ่าน นางสะบัดข้อมือเพียงนิด ปลายเล็บกดลงบนจุดชีพจรของนางกำนัลจนหมดสติล้มลงพับกับพื้นอย่างไร้เสียง ก่อนที่ร่างเพรียวบางจะก้าวพรวดออกไปจากเงาดำ ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขันทีและขุนนางรอบบริเวณ
"ช้าก่อนเพคะ! ท่านอ๋อง..."
เสียงใสราวกังวานหยกกระทบกันดังแทรกขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ทุกสายตานับร้อยคู่หันขวับมามองสตรีชุดขาวผู้บังอาจก้าวล่วงเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในโดยไม่ได้รับอนุญาต อัครมหาเสนาบดีซูขมวดคิ้วมุ่นทันที แววตาคมปลาบฉายแววสังหารขึ้นวูบหนึ่ง
จ้าวเหวินจิ่งชะงักพระหัตถ์ที่กำลังจะยื่นไปรับจอกสุรา พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดเบนมามองสตรีเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ความเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกจากพระวรกายจนผู้คนรอบข้างต้องสะท้านเยือก แต่มู่หว่านหาได้ก้มหน้าหลบสายตาไม่ นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีฉายชัดผ่านดวงตาคู่สวยที่สบประสานกับพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว
"บังอาจ! เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าบุกรุกเข้ามาในงานเลี้ยงพระราชทาน!" เสียงขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ตวาดลั่น
แต่มู่หว่านหาได้สนใจไม่ นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเสวยอีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะทรุดกายลงคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียม ทว่าวาจากลับเฉียบคมบาดลึก "หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางผู้น้อยเพคะ... แต่ทว่า หม่อมฉันมีความสามารถในการทำนายทายทัก และเมื่อครู่ หม่อมฉันมองเห็น ‘เงาแห่งความตาย’ ลอยวนอยู่เหนือจอกสุรามงคลจอกนั้น เกรงว่าหากท่านอ๋องเสวยเข้าไป แผ่นดินต้าเหลียงอาจต้องสูญเสียเสาหลักแห่งค่ายทหารอุดรไปชั่วนิรันดร์เพคะ!"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที ราวกับมีคนใช้มนต์สะกด ขุนนางหลายคนถึงกับหน้าถอดสี อัครมหาเสนาบดีซูตบโต๊ะเสียงดังลั่น สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"เหลวไหล! นังเด็กสติฟั่นเฟือนผู้1นี้บังอาจกล่าวหาเบื้องสูง คิดจะสร้างความปั่นป่วนในงานพระราชทานรึ! ทหาร! ลากตัวนางไปโบยให้ตาย!"
เหล่าทหารองครักษ์กรูเข้ามาหมายจะจับกุมร่างบางทันที แต่มู่หว่านกลับไม่สะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบาอย่างเย้ยหยัน หันไปสบพระเนตรกับจ้าวฉินอ๋องที่ยังคงประทับนิ่งสนิท ทว่าพระโอษฐ์กลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"หากหม่อมฉันพูดเท็จ พระองค์ทรงลงทัณฑ์ประหารหม่อมฉันได้ทันทีเพคะ..." มู่หว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเสวยอีกคืบหนึ่ง จนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมจางๆ จากพระวรกายของท่านอ๋อง "แต่หากหม่อมฉันพูดจริง... นั่นหมายความว่า ในหมู่ขุนนางที่นั่งอยู่ที่นี้ มี ‘หนอนบ่อนไส้’ ที่คิดทรยศต่อแผ่นดิน!"
จ้าวเหวินจิ่งทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง พระองค์ไม่เคยพบสตรีใดที่มีความกล้าหาญถึงเพียงนี้มาก่อน ดวงตาดำขลับคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว มีแต่ประกายแห่งความฉลาดเฉลียวที่ท้าทายอำนาจมืดอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
พระหัตถ์หนาละจากจอกสุราอาบยาพิษ ทรงยื่นพระหัตถ์ไปคว้าข้อมือเรียวบางของมู่หว่านไว้แน่น แรงบีบนั้นทรงพลังจนข้อมือนางเจ็บแปลบ แต่มู่หว่านเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ปริปากร้องสักแอะ
"เจ้ากล้าหาญมาก..." พระสุระเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยขึ้นข้างพระ कर्ण ของนาง แววตาพญาเหยี่ยวหันไปมองอัครมหาเสนาบดีซูที่กำลังหน้าซีดเผือด "ในเมื่อเจ้าบอกว่าสุรานี้มีพิษ งั้นเจ้าก็จงพิสูจน์ให้เปิ่นหวางดูต่อหน้าทุกคน ณ บัดนี้!"
ทว่า ในวินาทีที่จ้าวฉินจิ่งตรัสจบ ขันทีเฒ่าผู้ถือจอกสุราเมื่อครู่กลับชักกริชซ่อนรูปพุ่งเข้าใส่พระองค์ด้วยความเร็วแสง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องว่า "ถวายหัวแด่อัครมหาเสนาบดี!"
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหมากเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้เย่อหยิ่งกับท่านอ๋องไร้บัลลังก์•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกเริ่ม
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้เย่อหยิ่งกับท่านอ๋องไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
