"ถ้าคุณคิดว่าพื้นที่ใช้สอยหกสิบตารางเมตรนี้ สามารถยัดโซฟาหลุมสีส้มสะท้อนแสงเข้าไปได้โดยที่ห้องไม่พังทลาย ฉันเกรงว่าคุณควรกลับไปทบทวนใบประกอบวิชาชีพของตัวเองใหม่อีกรอบนะคะ คุณฟ้าใส"
ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลาเคาะลงบนแผ่นกระดาษไขสีขาวขุ่นที่กางอยู่บนโต๊ะประชุมตัวใหญ่ เสียงนั้นดังกระทบความเงียบในห้องทำงานโทนสีโมโนโครมราวกับเสียงตอกตะปูลงโลงศพของความสัมพันธ์อันดีที่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น
รินรดาเงยหน้าขึ้นจากพิมพ์เขียวในมือ แววตาหลังกรอบแว่นสายตาบางเฉียบฉายประกายความเยียบเย็นและดุดันชนิดที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนที่กล้าท้าทายหลักการออกแบบของเธอ สถาปนิกสาววัยยี่สิบแปดปีผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบและเส้นกริดทางเรขาคณิตแทบจะหายใจเข้าออกเป็นความถูกต้องตามกฎหมาย กำลังมองอินทีเรียร์ดีไซน์เนอร์สาวรุ่นน้องที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกระอาแกมหมั่นไส้
ผู้หญิงคนนี้... ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทพร้อมแฟชั่นเสื้อผ้าแนวโบฮีเมียนฉูดฉาดและรอยยิ้มพราวระยับที่ดูเหมือนไม่เคยจริงจังกับอะไรในชีวิต ก็ทำให้สมดุลในโลกอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของรินรดาสั่นคลอนอย่างรุนแรงแล้ว
"โอ้โห พี่รินขา ใจเย็นก่อนนะคะ หายใจเข้าลึกๆ อย่าเพิ่งรีบพิพากษาผลงานของหนูจากแค่ความหัวโบราณในหัวเลยค่ะ"
ฟ้าใสยิ้มกริ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับราวกับเด็กแสบที่กำลังสนุกกับการแกล้งคุณครูระเบียบจัด เธอยื่นมือเรียวเล็กไปแตะมุมกระดาษพิมพ์เขียวแผ่นนั้นเบาๆ ก่อนจะดันมันกลับมาหารินรดาด้วยท่าทางยียวน "ที่หนูเลือกโซฟาส้มตัวนั้น เพราะหนูต้องการสร้างจุดดึงดูดสายตา (Focal Point) ให้ห้องชุดสไตล์มินิมอลที่น่าเบื่อจนแทบจะหลับใหลนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาต่างหากล่ะคะ ไม่อย่างนั้น ลูกค้าเดินเข้ามาคงนึกว่ากำลังหลงเข้าไปในห้องเก็บศพโทนสีเทาของใครสักคนเสียอีก"
"นี่คุณ!" รินรดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกระแทกทำให้เก้าอี้หนังสีดำเลื่อนไถลไปด้านหลังเกิดเสียงดังครูดคราด "ห้องนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด 'Functional Minimalism' ทุกตารางเมตรถูกคำนวณด้วยสัดส่วนทองคำเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าที่สุด โซฟาบ้าบออะไรนั่นจะทำให้ทางเดินแคบลงสิบห้าเซนติเมตร ซึ่งมันผิดหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) อย่างมหันต์!"
"อุ๊ย ตายจริง..." ฟ้าใสทำท่าตกอกตกใจโดยเอามือทาบอก แต่รอยยิ้มมุมปากกลับกว้างขึ้นจนน่าหมั่นไส้ "แค่สิบห้าเซนติเมตรเองนะคะพี่ริน หรือว่า... ขาของพี่รินยาวไม่พอที่จะเดินผ่านถ้ามันแคบลงแค่นั้นเหรอคะ ถึงได้กลัวนัก"
รินรดากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Muscle นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เธอก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้สองมือยันขอบโต๊ะประชุมโน้มเข้าไปหาอีกฝ่ายเพื่อกดดัน รัศมีคุกคามแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกสาวจนบรรยากาศในห้องอึมครึมลงถนัดตา
"คุณกำลังเล่นสนุกกับงานวิศวกรรมและการออกแบบโครงสร้างที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนทั้งตึกนะคะ คุณฟ้าใส การที่คุณเอาความติสต์แตกไร้สาระมาอ้างเพื่อทำลายฟังก์ชันการใช้งาน มันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่เคารพวิชาชีพนี้เลยแม้แต่น้อย"
น้ำเสียงของรินรดานิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมและบาดลึกในทุกพยางค์ มันคืออาวุธที่เธอใช้จัดการกับคนที่ทำงานไม่เป็นมืออาชีพมานักต่อนักแล้ว
ทว่า... ปฏิกิริยาของฟ้าใสกลับไม่เป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้เลยสักนิด
อินทีเรียร์สาวไม่ได้สะดุ้งสะเทือน หวาดกลัว หรือแม้แต่จะหลบสายตา กลับกัน ฟ้าใสค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นกอดอก แล้วช้อนสายตาขึ้นมองรินรดาด้วยรอยยิ้มที่ละมุนละไมขึ้น แววตาคู่นั้นไม่มีความโกรธเคืองเจืออยู่เลย มีเพียงความท้าทายแพรวพราวที่ซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่รินรดาอ่านไม่ออก
"พี่รินคะ..." ฟ้าใสเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวลขึ้น ราวกับกำลังปลอบเด็กดื้อ "รู้ไหมคะว่าทำไมพี่ถึงเครียดอยู่ตลอดเวลาแบบนี้?"
รินรดาชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความงันงก "เกี่ยวอะไรกับเรื่องงาน?"
"เกี่ยวสิคะ เพราะพี่เอาแต่ก้มหน้ามองเส้นตารางในกระดาษ จนลืมมองความรู้สึกของคนที่ต้อง 'อาศัย' อยู่จริงๆ" ฟ้าใสลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่ารินรดาเลยแม้แต่น้อย ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิดชนิดที่ลมหายใจแทบจะรดกัน "ห้องชุดนี้ไม่ได้สร้างไว้ให้หุ่นยนต์อยู่ค่ะพี่ริน มันสร้างให้มนุษย์ที่มีหัวใจ มีอารมณ์ความรู้สึก และบางที... เขาอาจจะแค่อยากทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาส้มสีแสบตา เพื่อลืมเรื่องแย่ๆ ทั้งวันก็ได้"
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นดอกไม้ป่าลอยแตะจมูกรินรดาในจังหวะที่ฟ้าใสโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนสถาปนิกสาวต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามแบบแผน กลับกระตุกวูบอย่างน่าโมโหเมื่อสบเข้ากับดวงตาสุกใสที่มองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ
มันเป็นระยะห่างที่ใกล้เกินไป... ใกล้จนรินรดาเริ่มรู้สึกว่าการเถียงเรื่องฟังก์ชันงานเมื่อครู่กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเลยเมื่อเทียบกับการต้องมาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองในตอนนี้
"ถอยไป..." รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามผลักดันตัวเองให้ถอยหลัง แต่สะโพกกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะประชุมเสียแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังถูกฟ้าใสตรึงไว้ให้อยู่ในวงแขนโดยปริยาย
ฟ้าใสหัวנסเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากสวย "ถ้าหนยอมแก้แบบตามที่พี่รินต้องการทุกอย่าง... พี่จะมีรางวัลอะไรให้เด็กดื้อคนนี้ไหมคะ?"
รินรดากำลังจะอ้าปากตอกกลับด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของหัวหน้าโครงการ แต่ยังไม่ทันที่เสียงสักแอะหลุดรอดออกไป ประตูห้องประชุมกระจกฝ้าก็ถูกผลักเปิดผางด้วยฝีมือของกวิน เพื่อนสนิทและผู้ช่วยหนุ่มที่ถือแฟ้มเอกสารกองโตพะรุงพะรังเข้ามาหน้าตาตื่น
"ริน! แย่แล้ว แบบแปลนโครงสร้างตึกโซน B ที่เทศบาลเพิ่งส่งมาใหม่... มีปัญหาใหญ่แล้ว!"
สายตาของกวินชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—สถาปนิกสาวผู้เย็นชาและเจ้าระเบียบกำลังยืนหลังชนโต๊ะ โดยมีอินทีเรียร์ตัวแสบยืนโน้มตัวเข้าหาในระยะประชิดที่แทบจะสิงร่างกันอยู่รอมร่อ
"อุ๊ย..." กวินกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังกรูดแล้วทำท่าปิดตา "ฉัน... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าเนี่ย เชิญพวกเธอสวีท... เอ้ย เคลียร์งานกันต่อตามสบายนะ เดี๋ยวฉันมารabใหม่!"
"กวิน! กลับมาก่อนนะ!" รินรดาตะโกนเสียงหลง ใบหน้าขาวเนียนเริ่มขึ้นสีแดงจัดด้วยความอับอายและโมโหระคนกัน เธอรีบผลักอกฟ้าใสให้ออกห่างแล้วจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ทันที
ทว่าฟ้าใสกลับยืนยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูรินรดาก่อนที่เธอจะหันไปสนใจเอกสารในมือของกวิน
"เรื่องโซฟาส้ม... เรายังคุยกันไม่จบนะคะ พี่รินคนเก่ง"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วมาลุ้นไปกับสงครามหัวใจของยัยตัวแสบกับสถาปนิกสาวหน้าดุในตอนหน้ากันค่ะ!
สถาปนิกสาวกับความลับในพิมพ์เขียวของยัยตัวแสบ•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวที่ไม่ถูกใจ
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับความลับในพิมพ์เขียวของยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
