เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะประชุมกระจกนิรساويดังสนั่นพอจะปลุกคนหูหนวกให้สะดุ้งตื่นได้สบายๆ แต่สถาปนิกหนุ่มเจ้าของร่างโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ กลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา
"ถ้าคุณกันต์ยังยืนยันจะทุบผนังกันเสียงฝั่งสตูดิโอ A ทิ้งเพื่อทำกระจกใสรับวิวเมืองตามใจรสนิยมศิลปินอินديของคุณ โปรเจกต์นี้ก็เซ็นยกเลิกสัญญาตรงนี้ได้เลยครับ ผมไม่อนุญาตให้เสียงรถไฟฟ้าข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาทำลายงานมิกซ์เสียงมูลค่าหลายสิบล้านเด็ดขาด"
น้ำเสียงของธิปไตยราบเรียบเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งในช่องฟรีซ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสطิลไร้กรอบจ้องมองตรงมาที่ฉัน... เอ่อ หมายถึงมองตรงไปยังไอ้เด็กแสบฝั่งตรงข้ามอย่างเอาเรื่อง ความเนี๊ยบระดับเซียนตั้งแต่ปมเนกไทไปจนถึงปลายรองเท้าหนังขัดเงาขับเน้นออร่าความน่ารำคาญใจให้พุ่งทะยานจนน่าหมั่นไส้
กันต์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตคู่สวยพราวระยับด้วยประกายความกวนประสาทที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้ไหม้เกรียมเป็นจุล เขายกมือขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังนั่งจิบกาแฟชมวิวริมหาด ไม่ใช่กำลังนั่งเถียงกับโปรดิวเซอร์มือทองผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมในวงการ
"โอ๊ะ... คุณโปรดิวเซอร์ครับ หายใจเข้าลึกๆ สิคะ หน้าดำหน้าแดงหมดแล้ว เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกตายคาห้องประชุมสีเทานี่ขึ้นมา ผมคงต้องรับผิดชอบด้วยการออกแบบโลงศพดีไซน์มินิมอลให้ฟรีๆ เป็นค่าชดเชยนะ" กันต์ลากเสียงกวนประสาท ยักคิ้วหลิ่วตาใส่คนตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว "อีกอย่าง... ที่ผมจะทุบผนังทิ้ง ไม่ใช่เพราะรสนิยมอินดี้อะไรของคุณนั่นหรอกนะ แต่เพราะผังเดิมมันทึบตัน ทำให้อากาศถ่ายเทแย่ งานออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึง 'สภาวะน่าสบาย' ของมนุษย์ ไม่ใช่ขังพวกคุณไว้ในกล่องทึบๆ แล้วทำงานจนสมองฝ่อหรอกค่ะ"
"นี่คุณ!" ธิปไตยผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ฝ่ามือใหญ่กดลงบนโต๊ะประชุมโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดัน ความสูงและแรงกดดันระดับพายุเฮอร์ริเคนแผ่ซ่านออกมาจนคนรอบโต๊ะเริ่มกลั้นหายใจ "เรากำลังคุยกันเรื่องสตูดิโอเสียง ไม่ใช่รีโนเวทคาเฟ่แมว ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องอะคูสติกขั้นพื้นฐาน กรุณากลับไปเปิดตำราเรียนมาใหม่ หรือไม่ก็ลาออกไปซะ!"
บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบจะเคี้ยวได้ กรณ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบยกมือขึ้นทำท่าห้ามศึก พร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ทั้งคู่
"ใจเย็นๆ ครับคุณธิป คุณกันต์... เราเพิ่งเริ่มต้นประชุมบรีฟวันแรกเองนะ ค่อยๆ จูนกันครับ กาแฟไหมครับ กาแฟกำลังดีเลย" กรณ์พยายามไกล่เกลี่ย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเสียงนกเสียงกา
กันต์ไม่สะทกสะทรานแม้แต่น้อย เขายันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่ากลับก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวโปรดิวเซอร์หน้านิ่งทีละก้าวอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นมี้และยาสูบจางๆ ลอยแตะจมูก ยิ่งขยับเข้าใกล้เท่าไหร่ ธิปไตยก็ยิ่งรู้สึกว่าพื้นที่หายใจรอบตัวแคบลงเท่านั้น
ดวงตาคมดุของสถาปนิกหนุ่มโน้มเข้าไปใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ ปลายจมูกแทบจะชนกันถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขยับ
"เรื่องอะคูสติกน่ะ ผมรู้ดีกว่าที่คุณคิดเยอะครับคุณธิปไตย..." กันต์กระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบประสาท แววตาดื้อรั้นแพรวพราวไปด้วยความท้าทาย "แต่เรื่องหัวใจคุณเนี่ย... ดูท่าทางจะปรับจูนยากกว่าผนังห้องเก็บเสียงของผมซะอีกมั้งคะ หน้าบึ้งอยู่ได้ ระวังแก่เร็วนะครับ โปรดิวเซอร์หน้าหล่อ"
ธิปไตยชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านแก้มทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตลอดชีวิตสะดุดกึกอย่างไม่น่าให้อภัย ดวงตาสสีเข้มก้มมองริมฝีปากที่ขยับพูดจายียวนกวนประสาทอยู่ตรงหน้า ระยะประชิดแบบนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเล่นๆ นั่นอย่างชัดเจน
กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับความถือดีทำให้สติของโปรดิวเซอร์หนุ่มเกือบหลุดลอย
มือหนาเผลอยื่นออกไป หมายจะคว้าแขนเรียวเล็กนั่นให้ถอยออกไปให้พ้นทาง แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสกับเนื้อผ้า ประตูห้องประชุมกระจกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง
"อ้าว ขอโทษครับ ขัดจังหวะอะไรกันหรือเปล่า พอดีผมเอาเอกสารด่วนมาให้..."
เสียงทุบทำลายบรรยากาศตึงเครียดดังขึ้น พร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุคคลที่สามที่ทำให้ทั้งกันต์และธิปไตยต้องผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต
...และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปมปัญหาในห้องประชุมสีเทานี้ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความฟินปนกวนในตอนแรกนี้นะคะ
สถาปนิกปากจัดกับโปรดิวเซอร์หน้านิ่ง•ตอนที่ 1
ปะทะยกแรกในห้องประชุมสีเทา
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรดิวเซอร์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
