“ริน... วางมีดลงก่อนเถอะค่ะ”
เสียงของเมฆไม่ได้ดัง แต่กลับหนักแน่นจนรินรดาที่กำลังซอยเครื่องแกงด้วยจังหวะที่เร็วผิดปกติถึงกับชะงัก เธอไม่ได้มองหน้าเขา มือที่ถือมีดสั่นระริกโดยที่เจ้าตัวพยายามจะกดมันไว้ให้แน่นที่สุด กลิ่นขมิ้นสดที่เพิ่งตำเสร็จฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว แต่มันกลับไม่ช่วยกลบความรู้สึกแสบร้อนในอกที่กำลังปะทุขึ้นเหมือนน้ำแกงที่เดือดพล่านจนล้นหม้อ
“ฉันยังทำไม่เสร็จค่ะเมฆ ลูกค้าจองโต๊ะตอนเที่ยงไว้สามชุด แล้วไหนจะพริกแกงที่ต้องเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้อีก...” รินตอบกลับโดยไม่ยอมสบตา เธอจดจ้องอยู่เพียงแค่เขียงไม้เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยรอยมีดนับพันรอย สิ่งที่เธอพยายามทำคือการสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะร่วงหล่นลงไปในครกหินใบเก่งของยาย
เมฆสาวเท้าเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้แย่งมีดไปจากมือเธอ แต่กลับวางมือลงบนไหล่ของรินเบาๆ สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้รินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่ไหล่ทั้งสองข้างจะลู่ลงอย่างคนหมดแรง
“ริน มองหน้าฉันค่ะ” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “เครื่องแกงที่รินทำวันนี้... มันไม่ได้มีกลิ่นหอมของความสุขเหมือนเมื่อก่อน แต่มันมีกลิ่นของความพยายามที่จะลืมใครบางคนอยู่”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มลงไปในจุดที่เธอซ่อนไว้ รินปล่อยมือจากมีดทันที มันกระแทกลงบนเขียงเสียงดัง *ปึก* ก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่ยายเคยนั่งพิงเพื่อปอกมะพร้าว เธอปิดหน้าด้วยมือทั้งสองข้าง พยายามกักเก็บเสียงสะอื้นที่เริ่มเล็ดลอดออกมา
“ยายไม่อยู่แล้ว... ร้านนี้ก็เหมือนคนไม่มีวิญญาณ ฉันพยายามรักษาทุกอย่างไว้ ทั้งสูตรอาหาร ทั้งบรรยากาศที่ทุกคนบอกว่าอบอุ่น แต่ทำไม... ยิ่งทำ ฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียตัวตนไปเรื่อยๆ ล่ะคะเมฆ?”
เมฆทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ เธอ ในฐานะคนที่เฝ้ามองรินรดามาตลอด เขาเห็นทุกก้าวย่าง เห็นความอดทนที่เธอมีให้คนอื่นมากกว่าตัวเอง เขาหยิบผ้ากันเปื้อนที่เลอะคราบน้ำกะทิออกจากตัวเธออย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง
“ถ้าวันนี้หัวใจมันเหนื่อยจนปรุงรสชาติอาหารไม่อร่อย ก็ให้มันหยุดพักบ้างเถอะค่ะ รินไม่ใช่เครื่องจักรที่ต้องผลิตความทรงจำให้คนอื่นกินตลอดเวลา การปิดร้านสักพักไม่ได้แปลว่ารินล้มเหลว แต่มันแปลว่ารินกำลังให้เวลาตัวเองได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
“แต่ลูกค้า...”
“ลูกค้าที่รักร้านของรินจริงๆ เขาจะรอค่ะ รินเชื่อใจคนที่รักเราบ้างสิคะ” เมฆเชยคางเธอขึ้นเบาๆ ดวงตาคมคายของเขามีความอ่อนโยนที่ทำให้รินใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ในใจลึกๆ ของเธอยังคงมีความกลัวที่อธิบายไม่ได้
รินมองไปรอบห้องครัวที่เงียบงัน เสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เคยฟังดูอบอุ่นยามทำอาหาร กลับกลายเป็นเสียงที่ตอกย้ำความว่างเปล่าที่ยายทิ้งไว้ เธอตัดสินใจกวาดสายตาไปทั่วครัวเป็นครั้งสุดท้าย—กระทะทองเหลืองที่ขึ้นเงา ครกหินที่ผ่านการใช้งานมานับสิบปี และสมุดบันทึกสูตรลับปกหนังเก่าคร่ำที่วางอยู่บนชั้นลอย
“ถ้าฉันปิดร้าน... ฉันจะกลับมาได้ไหมคะ ถ้าวันหนึ่งฉันลืมรสชาติที่ยายเคยสอนไปหมดแล้ว”
“รสชาติไม่ได้อยู่ที่ปลายลิ้นรินหรอกค่ะ แต่มันอยู่ที่ความรู้สึกที่รินใส่ลงไป ถ้าหัวใจรินกลับมาเป็นปกติ รสชาติพวกนั้นก็จะไหลกลับมาเอง ไม่ต้องกลัวนะคะ”
รินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นเครื่องเทศที่เคยเป็นดั่งโซ่ตรวน บัดนี้กลับดูจางลง เธอหยิบปากกาเมจิกสีดำขึ้นมา เขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ด้วยลายมือที่สั่นไหวเล็กน้อย *‘ร้านปิดชั่วคราว เพื่อตามหารสชาติแห่งความสุขที่หายไป’* เธอแปะมันไว้ที่หน้าประตูกระจกของร้าน
ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับเพื่อไปเก็บของในครัว เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่เธอเพิ่งล็อกไว้ก็ดังขึ้น!
*กรุ๊งกริ๊ง...*
รินชะงักกึก หันกลับไปมองผ่านกระจก เงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าประตูท่ามกลางแสงโพล้เพล้ทำเอาหัวใจเธอแทบหยุดเต้น คนผู้นั้นไม่ใช่ลูกค้าที่มาสาย แต่เป็นหญิงชราในชุดไทยเรียบง่ายที่รินไม่ได้เห็นมานานนับปี... ผู้หญิงที่ควรจะจากโลกนี้ไปแล้วพร้อมกับสูตรอาหารทั้งหมด
“ยาย...” รินพึมพำด้วยเสียงที่แทบจะไม่มีตัวตน มือของเธอสั่นระริกขณะเอื้อมไปจับลูกบิดประตูอีกครั้ง
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเปราะบางและการเริ่มต้นใหม่ของรินรดาในบทนี้กับครัวคุณยายนะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 36
ร้านปิดชั่วคราว
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!