“คุณรินรดาคะ... ดิฉันอ่านบทความร่างแรกที่จะตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับหน้าแล้ว มีประโยคหนึ่งที่กองบรรณาธิการเราถกเถียงกันค่อนข้างหนักค่ะ”
เสียงของ ‘กุลธิดา’ บรรณาธิการบริหารนิตยสารอาหารชื่อดังระดับประเทศดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องรับรองของร้าน ‘สูตรลับตำรับยาย’ กลิ่นหอมจางๆ ของรากผักชี กระเทียม และพริกไทยที่โขลกจนเนียนเป็นเนื้อเดียวในครกหิน ยังคงลอยอวลอยู่ในบรรยากาศ เจือด้วยกลิ่นอุ่นๆ ของน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
รินรดายกถ้วยชาอัญชันมะนาวสีม่วงครามขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเรียบเฉย เธอยังคงสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมตัวเก่งที่มีรอยเปื้อนคราบแป้งจางๆ ตรงกระเป๋าหน้า สะท้อนตัวตนของหญิงสาวผู้ใช้สองมือนี้สร้างสรรค์ความสุขผ่านจานอาหาร เธอมองหน้าบรรณาธิการสาวผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
“ประโยคไหนหรือคะคุณกุล” รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นพอที่จะสะกดให้คู่สนทนาชะงักไปชั่วขณะ
“‘อาหารที่ดี ไม่ได้วัดกันที่เทคนิคการทำระดับมิชลิน แต่วัดกันว่าคนทำ... กำลังคิดถึงใครอยู่ตอนที่ตักข้าวใส่จาน’... กองบก. ของเรามองว่ามันดูเป็นนามธรรมเกินไปค่ะคุณริน มันโรแมนติกแบบนิยายเกินกว่าจะเป็นคอลัมน์สัมภาษณ์เชิงธุรกิจร้านอาหาร เรารู้สึกว่ามันควรจะเน้นเรื่องสูตรลับ ยอดขาย หรือการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบมากกว่านะคะ”
กุลธิดาขยับแว่นตาพร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อยเชิงตั้งคำถาม เธอเป็นมืออาชีพในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ที่มองหาตัวเลขและกระแสความนิยม รินรดาเข้าใจมุมมองนั้นดี แต่เธอก็รู้เช่นกันว่า จิตวิญญาณของร้านนี้คืออะไร
รินรดายวางถ้วยชาลงบนจานรองกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดอย่างช้าๆ เสียงกระทบกันเบาๆ นั้นก้องกังวานในความเงียบ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินไปหยิบหม้อดินเผาใบเล็กที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านหลังเคาน์เตอร์ กลิ่นหอมละมุนของกะทิและข่าตะไคร้โชยแตะจมูกทันทีที่เธอเปิดฝา
“คุณกุลลองชิม ‘ต้มข่าไก่บ้าน’ ถ้วยนี้ดูสิคะ” รินรดาตักน้ำแกงสีขาวนวลใสใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบ ลอยหน้าด้วยพริกขี้หนูสวนบุบพอแตกและใบมะกรูดฉีกสีเขียวสด ยื่นส่งให้แขกผู้มาเยือนด้วยกิริยาสำรวม
กุลธิดานิ่งไปนิด นัยน์ตาฉายแววแปลกใจระคนลังเล แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่นิ่งสงบแต่ลุ่มลึกของรินรดา เธอก็ยอมรับช้อนกระเบื้องมาตักน้ำแกงเข้าปากช้าๆ
ทันทีที่รสสัมผัสแรกแตะลงบนลิ้น กุลธิดาก็ต้องเบิกตากว้างโดยไม่รู้ตัว ความมันกลมกล่อมของกะทิสดที่ไม่เลี่ยนจนเกินไป ผสานกับรสเปรี้ยวแหลมกำลังดีจากมะนาวแท้และความเผ็ดร้อนนุ่มนวลของข่าแก่จัด มันไม่ใช่แค่ความอร่อยแบบมาตรฐานทั่วไป แต่มันมีมิติบางอย่าง... มิติที่อบอุ่นจนทำให้หัวใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองกรุงมาตลอดสัปดาห์รู้สึกเหมือนได้ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกนุ่มๆ ที่บ้านเกิด
“นี่มัน... รสชาติแบบนี้...” กุลธิดาพึมพำ ดวงตาเริ่มรื้นด้วยละอองน้ำใสๆ โดยไม่ทันตั้งตัว ภาพความทรงจำวัยเด็กที่เคยนั่งกินข้าวร่วมกับคุณยายในห้องครัวเล็กๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัวสมองอย่างฉับพลัน
“คุณยายของรินมักจะสอนเสมอค่ะว่า อาหารไทยไม่ได้ปรุงด้วยสูตรตายตัว แต่ปรุงด้วย ‘ความใส่ใจ’ ที่มีให้คนกิน” รินรดานั่งลงฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตัก สายตาทอดยาวไปยังสวนออร์แกนิกนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งร่างสูงโปร่งของนายเมฆกำลังก้มๆ เงยๆ รดน้ำแปลงโหระพาด้วยความตั้งใจ “เวลาที่รินยืนเคี่ยวหัวกะทิ รินไม่ได้คิดหรอกค่ะว่ามันจะทำกำไรได้กี่บาท หรือลูกค้าจะรีวิวให้กี่ดาวในโซเชียล... แต่รินกำลังคิดว่า ถ้าคนที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ได้ซดน้ำแกงร้อนๆ ฝีมือริน เขากจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังใจดีกับเขาอยู่บ้างไหม”
กุลธิดาวางช้อนลงช้าๆ ความเคลือบแคลงในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เธอมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มองว่าเป็นเพียงเจ้าของร้านอาหารกระแสแรงที่น่าสัมภาษณ์ ตอนนี้เธอกลับมองเห็นความลึกซึ้งบางอย่างที่ยากจะหาได้จากเชอร์ฟรอนต์หรือเชฟชื่อดังคนไหน
“คุณรินทำให้ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ...” บรรณาธิการสาวระบายยิ้มออกมาด้วยความยอมจำนน “ประโยคนั้น... เราจะไม่แก้แม้แต่คำเดียวค่ะ มันคือหัวใจของบทความนี้ และดิฉันกล้าพูดเลยว่ามันจะเป็นประโยคที่ตรึงใจคนอ่านมากที่สุดในนิตยสารฉบับนี้อย่างแน่นอน”
รินรดายิ้มรับบางๆ เป็นเชิงขอบคุณ บรรยากาศภายในร้านกลับคืน1สู่ความอบอุ่นและผ่อนคลายอีกครั้ง เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากวิทยุเก่าแก่คลอเคล้ากับเสียงลมหายใจ ความเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้ากับคำถามเชิงธุรกิจเมื่อครู่จางหายไป เหลือเพียงความภาคภูมิใจเงียบงันในหัวใจของหญิงสาว
แต่ทว่า... ความเงียบสงบนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก
เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูหน้าร้านดังกรุ๊งกริ๊งขึ้น พร้อมกับร่างของแขกผู้มาเยือนที่ไม่คาดฝัน ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางร้าน รินรดาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้างไปในทันที เมื่อพบว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่ลูกค้าขาประจำอย่างนายเมฆ หรือชาวบ้านในละแวกนี้
แต่เป็นหญิงสูงวัยแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าเรียบเฉยที่ถอดแบบความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวมาครึ่งหนึ่งจากตัวเธอเอง... ‘คุณหญิงรัตนา’ ผู้เป็นมารดา ที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอไปตั้งแต่วันที่เธอยื่นใบลาออกจากบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง เพื่อมาเปิดร้านขายข้าวแกงเล็กๆ แห่งนี้
“แม่...” รินรดาครางเบาๆ ในลำคอ หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนแทบหยุดเต้น สัมผัสได้ถึงความหนาบีบรัดในช่องอกราวกับมีใครมาใช้มือบีบขยำหัวใจของเธอไว้แน่น
คุณหญิงรัตนากวาดสายตามองไปรอบร้านที่ตกแต่งด้วยข้าวของเรียบง่าย ก่อนจะหันมาสบตากับบุตรสาว นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่รินรดาไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันคือความโกรธ ความผิดหวัง... หรือความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะแห่งความหยิ่งทะนง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 48 แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 48
การสัมภาษณ์ที่เรียบง่าย
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!