กลิ่นฟอร์มาลีนเข้มข้นในห้องชันสูตรยามวิกาลไม่ได้ทำให้สติของรินรดาลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ปลายเรียวลิ้นของเธอกำลังกวาดต้อนความเงียบงันในโพรงปาก ขณะที่ปลายนิ้วซึ่งสวมถุงมือยางสีขาวสะอาดกำลังลูบไล้อย่างเชื่องช้าไปตามรอยหยักของเนื้อเยื่อกะโหลกศีรษะที่ถูกเปิดออก แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสาดส่องลงบนโครงกระดูกมนุษย์ไร้ชื่อ ราวกับกำลังพิพากษาความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับทศวรรษ
"คุณกำลังใช้สัญชาตญาณมากเกินไป รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของดร.ศิลาดังขึ้นจากมุมห้อง ผ่าความเงียบสงบขึ้นมาอย่างจงใจ ร่างสูงโปรดในชุดกาวน์สีขาวพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นข้อศอกแกร่งและเส้นเลือดปูดโปนตามสัญชาตญาณของแพทย์ผู้ผ่านการผ่าตัดมานับร้อยเคส เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้จนรินรดาได้กลิ่นโคโลญจ์จางๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายความตายที่คุ้นเคย
"สัญชาตญาณมักแม่นยำกว่าตรรกะที่บิดเบี้ยวของคุณเสมอค่ะ, ดร.ศิลา" รินรดาตอบโดยไม่ละสายตาจากหลุมลึกบนกะโหลก "โดยเฉพาะเมื่อตรรกะของคุณกำลังพยายามปฏิเสธร่องรอยที่ฟ้องอยู่ตำตา"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันเป็นเอกลักษณ์ เขายื่นมือเข้ามาใกล้ โดยไม่แตะต้องตัวเธอ แต่เป็นการโน้มใบหน้าลงมาเหนือไหล่ข้างซ้ายของเธอ เพื่อมองลอดผ่านแว่นสายตาไร้กรอบไปยังชิ้นส่วนกระดูกที่เธอกำลังถืออยู่ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดป่านผ่านต้นคอทำให้ผิวเนื้อของรินรดาลุกชันขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เคมีอันตรายระหว่างพวกเขายังคงคุกรุ่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในห้องแล็บที่อบอุ่นหรือท่ามกลางความหนาวยะเยือกของศพไร้ญาติ
"มันเป็นเพียงรอยร้าวจากการกระแทกหลังการเสียชีวิต หรือไม่ก็รอยผุกร่อนตามกาลเวลา" ศิลาเอ่ยแย้ง น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นจนน่ากลัว "คุณเป็นนักมานุษยวิทยากายภาพ ไม่ใช่หมอผีโบราณคดี รอยแหว่งบนกระโหลกศีรษะมนุษย์มักมีเหตุผลทางพยาธิวิทยาเสมอ"
รินรดาไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เธอกลับใช้คีมปลายแหลมเขี่ยเศษเนื้อเยื่อสีน้ำตาลที่แห้งกรังและอุดตันอยู่ออกอย่างประณีต ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำในมุมห้องที่ตอกย้ำความอึดอัด
พรึบ...
รินรดาใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นผงสุดท้ายออก สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาภายใต้แสงไฟสว่างจ้าทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกะทันหัน ความเยือกเย็นแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่ต้นกระดูกสันหลังจนเธอต้องกักเก็บอาการสั่นเทาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
มันไม่ใช่รอยร้าวตามธรรมชาติ และไม่ใช่รอยโรคจากพยาธิสภาพใดๆ ทั้งสิ้น
ลึกลงไปในเนื้อกระโหลกบริเวณขมับด้านขวา มีร่องรอยการสลักเส้นลวดลายเรขาคณิตที่สมมาตรอย่างน่าขนลุก เส้นสายเหล่านั้นคมกริบและลึกลงไปถึงชั้นเนื้อกระดูกชั้นใน (Diploe) บ่งบอกว่ามันถูกกระทำขึ้นขณะที่เจ้าของกะโหลกยังทีชีวิตอยู่ เพื่อให้ร่องรอยนั้นสมานตัวและทิ้งรผลึกแคลเซียมไว้ตามขอบลายเส้นอย่างชัดเจน
"นี่..." เสียงของรินรดาขาดห้วงไปชั่วขณะ เธอหันขวับกลับมาอย่างลืมตัว จนปลายจมูกเกือบชนเข้ากับปลายคางของศิลาที่โน้มตัวลงมาดูใกล้พอกัน
ดวงตาคมกราบของศิลาหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะบนมุมปากของเขาหายวับไปทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสัญลักษณ์ประหลาดนั้น ภายในระยะประชิดนี้ รินรดากลิ่นอายความตึงเครียดแผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ของเขาอย่างชัดเจน ศิลานิ่งงันไปอึดใจใหญ่ ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพลวดลายประหลาดใต้กะโหลกศพด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจคาดเดา
"รอยกรีด... ไม่ใช่การผ่าตัดรักษาโรคในยุคปัจจุบัน" ศิลาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงที่เคยราบเรียบและมั่นใจกลับมีความลังเลเจือปนเป็นครั้งแรก "มันถูกทำขึ้นด้วยเครื่องมือโลหะที่มีความคมสูงและลวดลายแบบนี้... มันสอดคล้องกับตำนานพื้นบ้านเรื่องการ 'ผนึกวิญญาณ' ที่คุณเคยพูดถึงเมื่อวาน"
"ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องงดงำไร้สาระแบบนั้นค่ะ" รินรดาย้อนกลับทันควัน แม้ว่าหัวใจของเธอจะเต้นรัวด้วยความหวาดระแวง "แต่สัญลักษณ์นี้... ฉันเคยเห็นมันในบันทึกภาคสนามของพี่ชายฉัน ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในหุบเขาโบราณแห่งนั้นเมื่อห้าปีก่อน"
บรรยากาศในห้องชันสูตรเปลี่ยนไปในพริบตา ความดึงดูดทางเพศและแรงปะทะทางความคิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมืดมนของอดีตที่กลับมาหลอกหลอน ศิลามองรินรดาด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้น เขายื่นมือหนาออกมา หมายจะสัมผัสหลังมือของเธอที่สั่นเล็กน้อยบนคีมเหล็ก แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะแตะถึงตัว...
กริ๊ก... ตึ้ง!
เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นที่หน้าประตูห้องชันสูตร ซึ่งควรจะถูกล็อคสนิทจากด้านในตามระเบียบความปลอดภัยขั้นสูงสุด!
ทั้งสองคนผุดลุกขึ้นสัญชาตญาณพร้อมกัน รินรดารีบคว้าคีมในมือไว้มั่น ขณะที่ศิลาก้าวมาบังร่างเธอกึ่งหนึ่งอย่างปกป้องโดยไม่รู้ตัว สายตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังบานประตูกระจกฝ้าที่ปิดสนิท
เงาดำทะทึนร่างหนึ่งทาบทับลงบนกระจกฝ้า ลากยาวเข้ามาด้านในช้าๆ ราวกับผู้มาเยือนจงใจประกาศการมาถึง และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ประตูห้องก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดของดอกไม้ป่าที่เน่าเปื่อยซึ่งลอยมาแตะจมูก—กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนโครงกระดูกปริศนาร่างนี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้นะคะ
นิติมานุษยวิทยากับทฤษฎีกลิ่นอายความตาย•ตอนที่ 3
สัญญาณจากกระดูก
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติมานุษยวิทยากับทฤษฎีกลิ่นอายความตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
