สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา•ตอนที่ 17

ความเปราะบางของคนเก่ง

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงคัตเตอร์โลหะกรีดผ่านกระดาษไขแผ่นหนาดัง *แกร็ก* เป็นจังหวะเดียวกับที่ความเงียบงันภายในห้องทำงานสถาปัตยกรรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ย่านเก่าเริ่มหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก อาคเนย์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแขกยามวิกาล ปลายนิ้วที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายยังคงกดน้ำหนักลงบนด้ามดินสอไม้ไฮโดรลิก ลากเส้นตัดขวางแปลนอาคารชุดหรูหราที่ถูกรื้อทิ้งบนกระดาษร่างอย่างแม่นยำ ทว่าเส้นสายเหล่านั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่เจ้าตัวพยายามกดทับไว้ใต้ท่าทีนิ่งเฉย รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีมะฮอกกานีตัวเดิม แต่อากัปกิริยาของเธอกลับเปลี่ยนไปจากหญิงสาวผู้เย่อหยิ่งและทรงอำนาจในห้องประชุมเจรจาธุรกิจอย่างสิ้นเชิง เปลือกตาของเธอซูบตอบ รอยคล้ำใต้ตาถูกกลบเกลื่อนด้วยเครื่องสำอางราคาแพงแต่มันก็ยังไม่อาจปิดบังความอ่อนล้าที่กัดกินจิตวิญญาณภายใน มือเรียวบางทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก นิ้วมือจิกเข้าหากันจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ราวกับกำลังพยายามยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวสุดท้ายของความภาคภูมิใจไม่ให้หลุดลอย "คุณกำลังทำลายตัวเอง รินรดา" อาคเนย์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบสนทนาแต่แฝงด้วยความเฉียบคม "โครงการรีโนเวทตึกเก่าหัวมุมถนนสีลมที่คุณกำลังผลักดันให้กลุ่มทุนกว้านซื้อ มันไม่ใช่แค่การไล่ที่ชาวบ้านธรรมดา... คุณก็รู้ว่าโครงสร้างฐานรากตรงนั้นมันทรุดตัวตั้งแต่ปีต้มยำกุ้งแล้ว ถ้าคุณฝืนถมทับด้วยคอนกรีตสูงสาม สิบชั้น แรงดันน้ำใต้ดินจะดึงตึกแถวรอบข้างพังครืนลงมาเป็นโดมิโน่" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง เธอยกปลายนิ้วขึ้นทัดผมที่หลุดรุ่ย "คุณคิดว่าฉันไม่รู้หรือคะ... เอ่อ... ผมหมายถึง คุณคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง อาคเนย์" เธอแก้สรรพนามกระทันหันเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่เงยขึ้นมอง "ในฐานะนักประเมินทรัพย์สิน ฉันตรวจสเปกวิศวกรรมพวกนั้นละเอียดยิ่งกว่าที่คุณเขียนแบบเสียอีก" "ถ้าคุณรู้ แล้วทำไมยังดึงดันจะเซ็นสัญญาบ้าๆ นั่นให้พวกนายทุนหน้าเลือด?" สถาปนิกหนุ่มวางดินสอลงบนโต๊ะ เสียงกระแทกเบาๆ สะท้อนความหงุดหงิดที่พุ่งพล่าน "คนระดับคุณ เลือกงานได้ตั้งนานแล้ว ทำไมต้องเอาชื่อเสียงและจรรยาบรรณมาทิ้งไว้กับโปรเจกต์มรณะแบบนี้" "เพราะจรรยาบรรณมันกินไม่ได้ อาคเนย์!" เสียงของรินรดาตวัดสูงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำยามไร้ลม บัดนี้กลับไหวระริกด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอแต่ยังดึงดันไม่ยอมให้ร่วงหล่น เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวเหยียดเพื่อดึงสติอันน้อยนิดกลับคืนมา ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางฮัมเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์ "คุณเคยรู้จักความรู้สึกของการตื่นขึ้นมาตอนตีสาม แล้วพบว่าโทรศัพท์มือถือสั่นระรัวไม่หยุดไหมคะ..." รินรดาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ราวกับกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าจะสนทนา "ไม่ใช่สายเรียกเข้าจากลูกค้า แต่เป็นสายจากโรงพยาบาล... จากเจ้าหนี้... จากบริษัททวงหนี้ที่ส่งคนไปยืนรอแม่ฉันที่หน้าตลาดตั้งแตadฟ้ายังไม่สว่าง" อาคเนย์ขยับตัวเล็กน้อย สีหน้าที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เขารู้ว่ารินรดาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย เธอกินกาแฟแก้วเดิม ขับรถคันเดิมมาสามปี และไม่เคยใส่เครื่องประดับราคาแพงเกินฐานะ ภาพลักษณ์นักเจรจาผู้เยือกเย็นเป็นเพียงเกราะกำบังที่เธอสวมไว้เพื่อเอาตัวรอดในโลกธุรกิจที่พร้อมจะขยี้คนอ่อนแอ "พ่อของฉันเคยเป็นวิศวกรโครงสร้างที่ซื่อตรงที่สุดคนหนึ่งในวงการ" รินรดาหลุบตาลงมองมือตัวเอง "ท่านสร้างตึกมาครึ่งชีวิตด้วยอุดมการณ์แบบเดียวกับที่คุณมี... อาคเนย์ รักในงาน ออกแบบด้วยหัวใจ ไม่โกงวัสดุ และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร" เธอเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ราวกับกำลังกลืนกินความเจ็บปวดเข้าไปซ้ำๆ "แล้วผลลัพธ์คืออะไรล่ะคะ? วันที่วิกฤตเศรษฐกิจซัดถล่ม บริษัทของพ่อล้มละลาย ลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพราะผู้รับเหมาช่วงหนีงาน ทุนที่ท่านสะสมมาทั้งชีวิตมลายหายไปในพริบตา สิ่งที่เหลือไว้ให้ครอบครัวเราไม่ใช่ความภาคภูมิใจในผลงานสถาปัตยกรรม แต่คือหนี้สินก้อนโตที่พอกพูนขึ้นทุกวัน... ดอกเบี้ยนอกระบบที่ตามล่าพวกเราเหมือนเงาตามตัว" อาคเนย์ฟังเงียบๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่รอยย่นบนหัวไหล่ของเสื้อสูทราคาแพงที่เธอสวมใส่ มันเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนมมือสองที่ถูกรีดจนเรียบกริบเพื่อตบตาคนในแวดวงสังคมสูงศักดิ์ "แม่เส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อสามปีก่อน ต้องใช้เงินเดือนละหลักแสนบาทในการทำกายภาพบำบัดและซื้อยา" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเปราะบางอย่างถึงที่สุด "ฉันมีพี่ชายที่เคยติดการพนันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด และน้องสาวที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย... ถ้าฉันไม่ก้มหัวให้กลุ่มทุนสีเทาพวกนั้น ถ้าฉันไม่ยอมเอาความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์มาช่วยพวกมันกว้านซื้อที่ดินราคาถูกเพื่อแลกกับ 'ค่าคอมมิชชั่น' ก้อนโต แม่ของฉันคงตายไปนานแล้ว อาคเนย์" ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ฟูมฟาย มีเพียงหยาดน้ำตาเม็ดโตที่ไหลรินอาบแก้มเนียนเงียบเชียบ ความเงียบนี้หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอ มันคือความจริงอันโหดร้ายของเมืองใหญ่ เมืองที่บีบให้คนเก่ง คนมีความสามารถ และคนที่มีศักดิ์ศรี ต้องยอมจำนนต่อโซ่ตรวนแห่งภาระผูกพัน อาคเนย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่รินรดานั่งอยู่ ชายหนุ่มทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นปูนเปลือยขัดมัน สายตาของเขามองระดับเดียวกับดวงตาที่แดงก่ำของหญิงสาว มือหนายื่นออกไปช้าๆ ลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะวางลงบนหลังมือที่เย็นเฉียบของเธอที่จิกกันแน่นอยู่ "คุณไม่ได้โง่ รินรดา" อาคเนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มาในรอบหลายปี "และคุณก็ไม่ได้ขายวิญญาณ... คุณแค่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าสองข้างนี้คนเดียว" รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสไออุ่นจากฝ่ามือของเขา แววตาไหววูบด้วยความตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาความเข้าใจที่เธอไม่เคยได้รับจากใครในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการหักหลัง "แต่การเลือกช่วยพวกมันทำลายตึกแถวตรงนั้น มันกำลังจะสร้างเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบครอบครัว" อาคเนย์พูดต่อ น้ำเสียงจริงจังแต่มั่นคง "คนแก่ที่อยู่ที่นั่นมาครึ่งชีวิต เด็กๆ ที่วิ่งเล่นในตรอกนั้น พวกเขาจะกลายเป็น 'รินรดา' ในเวอร์ชันที่ไม่มีทางเลือกเหมือนที่คุณกำลังเป็นอยู่ตอนนี้" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด "แล้วฉันควรทำยังไงคะ? ให้ฉันลาออกแล้วปล่อยให้แม่ถูกถอดเครื่องช่วยหายใจงั้นหรือ? ให้ฉันบอกเจ้าหนี้พวกนั้นว่า 'ขอโทษนะ ฉันลาออกจากงานเพราะอยากรักษาจรรยาบรรณสถาปนิก' อย่างนั้นเหรอ!" "ไม่ต้องลาออก" อาคเนย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายความมุ่งมั่นบางอย่างที่เฉียบคมราวกับใบมีด "เราจะไม่ลาออก... แต่เราจะเล่นเกมนี้ในแบบของเรา" รินรดาขมวดคิ้ว "คุณหมายความว่ายังไง?" "ในเมื่อคุณรู้จุดอ่อนทางกฎหมายและเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดของกลุ่มทุนนั้น และฉันรู้โครงสร้างวิศวกรรมจุดตายของตึกแถวพวกนั้น..." อาคเนย์ระบายยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน "ทำไมเราไม่ร่วมมือกันบ่อนทำลายพวกมันจากข้างใน? ทำให้โปรเจกต์นี้กลายเป็นฝันร้ายที่ราคาแพงที่สุดในชีวิตของพวกมัน แต่ในขณะเดียวกัน... ฉันจะหาทางเคลียร์หนี้ก้อนนั้นให้คุณด้วยวิธีที่สะอาดกว่าการขายที่ดิน" รินรดานิ่งงัง เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตา "คุณบ้าไปแล้วหรืออาคเนย์? พวกมันมีทั้งอิทธิพลและนักกฎหมายมือฉมับเป็นร้อยคน เราเป็นแค่มดปลวกสองตัว..." "มดปลวกที่รู้ว่าไม้ท่อนไหนกำลังผุจากข้างใน" อาคเนย์ตัดบท เสียงของเขาหนักแน่นทรงพลัง "ว่ายังไงครับ คุณจะยอมก้มหัวให้พวกมันเหยียบย่ำต่อไป หรือจะลองเสี่ยงเดิมพันครั้งสุดท้ายกับสถาปนิกไร้เงาคนนี้" รินรดานิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกลัวผสมผสานกับความหวังที่ริบหรี่ ราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้ท่อนไม้ลอยคอท่ามกลางพายุฝน เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบเพื่อตกลง ทว่า... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างรุนแรงและไร้ซึ่งมารยาท มันไม่ใช่เสียงเคาะของลูกค้าทั่วไป แต่เป็นจังหวะเคาะแบบรหัสลับที่คุ้นเคย—รหัสที่อาคเนย์ตั้งไว้สำหรับเตือนภัยยามฉุกเฉินเท่านั้น ไฟนีออนบนเพดานกะพริบไหวสองครั้งแล้วดับวูบลงทันที ความมืดโรยตัวปกคลุมห้องทำงานในเสี้ยววินาที ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูหน้าห้องที่ถูกงัดเปิดออกอย่างแรงด้วยประแจเลื่อนเหล็ก! อาคเนย์ผุดลุกขึ้นสัญชาตญาณ ดึงร่างของรินรดาให้หลบหลังตู้เก็บแบบพิมพ์เขียว พร้อมกับที่เงาร่างสูงใหญ่สามร่างสวมหมวกไอ้โม่งสีดำก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับแสงไฟฉาย LED ที่กวาดสาดส่องหาเป้าหมายอย่างเหี้ยมเกรียม และหนึ่งในนั้น... ถือซองเอกสารลับโครงการสีลมที่รินรดาเพิ่งขโมយมาจากเซฟของบริษัทเมื่อบ่ายนี้อยู่ในมือ! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจรอยต่อของความจริงและผลประโยชน์ไปกับผมในตอนนี้ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนักล่าพื้นที่สีเทา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%