"ถ้าคุณกันต์ยังมีสมองเหลือไว้คิดงาน มากกว่าเอาไว้ใช้ใส่มอยส์เจอไรเซอร์ราคาแพง กรุณาใช้มันอ่านแปลนวิศวกรรมฉบับนี้ให้ทะลุปรุโปร่งก่อนจะปากพล่อยสั่งแก้เป็นรอบที่ห้าในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยค่ะ!"
เสียงกระแทกแฟ้มกระดาษหนังไก่ลงบนโต๊ะทำงานสนามดัง *ปัง!* จนฝุ่นผงปูนซีเมนต์ที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศถึงกับสะเทือน รวิชญ์ยืนจังก้าด้วยความสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องเขม็งไปยังร่างสูงโปร่งของซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ
กันต์ดนัยไม่แม้แต่จะชายตามองแฟ้มที่ถูกกระแทกใส่ เขายังคงไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะทำงานช้าๆ เป็นจังหวะเพลงคลาสสิกที่แสนจะน่าหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นระดับโลกประดับด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นกวาดมองสถาปนิกหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต
"ปากเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ นะคะ คุณรวิชญ์... สถาปนิกมือหนึ่งที่สมาคมสถาปนิกการันตี แต่ดูท่าทางแล้ว ฝีปากคงจะคมกว่าฝีมือการออกแบบหลายเท่าตัว ถึงได้กล้ามาขึ้นเสียงใส่ประธานบริษัทอย่างฉัน"
กันต์ดนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง แต่ทุกถ้อยคำกลับอัดแน่นไปด้วยความกดดันและความเย่อหยิ่งที่พร้อมจะบดขยี้คู่สนทนาให้แหลกคามือ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างของรวิชญ์ทีละน้อย กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ยิ่งทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนจนมุมในกรงขังของเสือร้าย
รวิชญ์ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะรัศมีคุกคามจากอีกฝ่ายมันน่ารำសាលใจเกินกว่าจะยืนหายใจร่วมอากาศเดียวกันได้ใกล้ๆ เขาเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้
"ถ้าคุณกันต์มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างรับน้ำหนักสักนิด ชีวิตฉันคงไม่ต้องมานั่งแก้แบบบ้านหรูหลังนี้จนเส้นเลือดในสมองจะแตกตายอยู่แล้วค่ะ! นี่คือบ้านเดี่ยวสามชั้น ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะนึกอยากจะทุบกำแพงฝั่งนี้แล้วย้ายสระว่ายน้ำไปไว้บนดาดฟ้าตามอารมณ์ชั่ววูบได้!"
"อารมณ์ชั่ววูบเหรอคะ?" กันต์ดนัยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนรวิชญ์อยากจะคว้าหมวกกันน็อกฟาดหน้าหล่อๆ นั่นสักที สองมือของซีอีโอหนุ่มเท้าลงบนโต๊ะทำงาน ล้อมกรอบรวิชญ์ให้อยู่ในอาณัติ "เงินสามร้อยล้านสำหรับคุณอาจจะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ แต่สำหรับฉัน มันเป็นแค่เศษเงินที่จ่ายเล่นๆ เพื่อซื้อความบันเทิง... และความบันเทิงในตอนนี้ของฉัน ก็คือการยืนดูคุณหัวปั่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นี่แหละค่ะ"
"ไอ้...!" รวิชญ์สูดหายใจเข้าลึก ภูเขาไฟในอกปะทุขึ้นจนร้อนผ่าว ความเกลียดชังพวกมหาเศรษฐีไร้เหตุผลพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาที่พร้อมจะอาฆาตมาดร้ายไปตลอดชีวิต "คนรวยหน้าเลือดอย่างคุณนี่มันไม่เคยเห็นหัวใครนอกจากความสนุกส่วนตัวสินะคะ! เชิญหาคนอื่นมาออกแบบเองเถอะค่ะ ฉันไม่รับงานนี้แล้ว!"
พูดจบ รวิชญ์ก็คว้ากระเป๋าเป้คู่ใจ สะพายขึ้นบ่าเตรียมจะเดินหนีออกจากไซต์งานก่อสร้างที่อบอวลไปด้วยฝุ่นควันและอารมณ์คุุกรุ่นทันที
หมับ!
ทว่า... ข้อศอกเรียวกลับถูกมือหนาคว้าหมับไว้แน่น แรงบิดที่ข้อมือนั้นหนักแน่นจนรวิชญ์สะดุ้งสุดตัว หันกลับมามองด้วยความตกใจ กันต์ดนัยก้าวเข้ามาประชิดจนหน้าอกแทบจะแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มขาวเนียนของสถาปนิกหนุ่ม ดวงตาคมกริบคู่นั้นเปลี่ยนเป็นประกายเจ้าเล่ห์ลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา
"จะรีบหนีไปไหนล่ะคะ... คู่หมั้นตัวน้อยของฉัน"
ประโยคสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ทำเอารวิชญ์ชะงักงัน ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาลในวันที่ฟ้าโปร่ง สมองที่เคยประมวลผลแปลนวิศวกรรมได้อย่างรวดเร็วหยุดทำงานไปชั่วขณะ
*คู่หมั้น... ตัวน้อย?* บ้าไปแล้ว! หมอนี่มันสติหลุดไปถึงดาวอังคารแล้วหรือไง ถึงได้มาพูดจาเพ้อเจ้ออะไรแบบนี้ในสถานที่ก่อสร้าง!
"ปล่อยนะคะ! ใครคู่หมั้นคุณ! อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อแถวนี้ ฉันกับคุณเราเป็นแค่สถาปนิกกับลูกค้าผู้มีพระคุณที่น่ารังเกียจเท่านั้นแหละ!" รวิชญ์สะบัดแขนสุดแรง ร่างเพรียวถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดเศษอิฐบล็อกด้านหลัง
กันต์ดนัยไม่ได้โกรธเคือง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามปกเสื้อของรวิชญ์อย่างถือวิสาสะ การกระทำนั้นสนิทสนมเกินกว่าคนเพิ่งรู้จักกันจนน่าขนลุก
"ลืมสัญญาหมั้นหมายที่ผู้ใหญ่จัดการไว้ให้แล้วหรือคะ? คุณปู่ของคุณกับคุณตาของฉันเซ็นสัญญาแลกหุ้นกันตั้งแต่คุณยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลยนะคะ... ว่าที่ภรรยา"
รวิชญ์อ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความจริงข้อนี้เคยได้ยินแม่พูดผ่านๆ อยู่บ้าง แต่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกไร้สาระของคนรุ่นเก่า ไม่นคิดว่าไอ้ซีอีโอจอมเผด็จการปากเสียคนนี้จะหยิบมันขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานเขาในสถานการณ์แบบนี้!
"ฝันไปเธอล่ะค่ะ! ต่อให้ทั้งโลกนี้เหลือผู้ชายคนเดียว ฉันก็ไม่มีวันแต่งงานกับคนเผด็จการอย่างคุณเด็ดขาด!" รวิชญ์ชี้หน้าคาดโทษ น้ำเสียงสั่นด้วยความโกรธปนความประหม่าที่ก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด
กันต์ดนัยแค่นยิ้มบางๆ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพง หยิบการ์ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟลวดลายหรูหราออกมา โยนมันลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *กริ๊ง*
"พูดคำไหนคำนั้นนะคะ... แต่ช่วยจำไว้ด้วยว่า ทุกตารางนิ้วของไซต์งานนี้ รวมถึงบริษัทสถาปัตยกรรมใกล้เจ๊งของคุณ ฉันเป็นคนถือหุ้นใหญ่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณไม่อยากให้พนักงานทั้งบริษัทต้องตกงานพรุ่งนี้เช้า กรุณานั่งลง แล้วแก้แบบบ้านตามที่ฉันสั่งใหม่อีกรอบ... เดี๋ยวนี้ค่ะ!"
รวิชญ์กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความคับแค้นใจพุ่งปรี๊ดจนอยากจะกระโดดเตะก้านคอคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นลูกน้องในทีมที่กำลังยืนมองด้วยสีหน้าวิตกกังวลอยู่ไกลๆ หากเขาดื้อรั้น คนที่ต้องเดือดร้อนไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่คืออนาคตของคนนับสิบชีวิตในออฟฟิศ
ไอ้คนสารเลว! ใช้เงินซื้ออำนาจมาขู่กันชัดๆ!
ในจังหวะที่รวิชญ์กำลังจะอ้าปากด่ากราดด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบที่สุดในชีวิต
*บรึ๊งงงงงงงงงงง—!*
เสียงเครื่องยนต์เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดใหญ่ดังกระหึ่มก้องกังวานเหนือท้องฟ้าของไซต์งาน แรงลมมหาศาลพัดกระโชกจนฝุ่นตลบอบอวล ร่างของทุกคนในบริเวณนั้นต้องยกมือขึ้นปัดป้องเศษฝุ่นที่ปลิวว่อน เฮลิคอปเตอร์สีดำสนิทประทับตราสัญลักษณ์ตระกูลมหาเศรษฐีค่อยๆ ลดระดับลงจอดบนพื้นที่โล่งหน้าไซต์งานอย่างอุกอาจ
ประตูห้องโดยสารเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพง พร้อมด้วยชายวัยกลางคนท่าทางเจ้าเล่ห์ก้าวลงมาด้วยท่าทีราวกับกำลังเดินพรมแดงในงานกาล่าดินเนอร์
พิมพ์ชนกยกแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองสภาพมอมแมมของรวิชญ์ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับกันต์ดนัยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่ดัดจริตจนน่าสะบัดร้อนสะบัดหนาว
"อ้าว... น้องกันต์คะพานadsมาตรวจไซต์งานเหรอคะเนี่ย? ช่างน่าสงสารจังเลยนะคะ ที่ต้องมาทนดูคนไม่มีระดับทำงานแบบนี้... อุ๊ย! ขอโทษทีค่ะ พอดีชนกไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกใครหรอกนะยะ รวิชญ์... เธอคงไม่ได้คิดจะเอาดีไซน์บ้านสังกะสีนี่มาเสนอขายคุณกันต์หรอกใช่ไหม?"
รวิชญ์หันขวับไปมองหน้าพิมพ์ชนก ดวงตาสวาทฉายแววอันตราย ความอดทนที่สะสมมาทั้งวันขาดผึ่งลงทันที กำลังจะอ้าปากสวนกลับให้หงายเงิบ
ทว่า... มือหนาของกันต์ดนัยกลับเอื้อมมาคว้าเอวบางของรวิชญ์เข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างเข้ามารบกวนจนแนบชิด แรงโอบกระชับนั้นหนักแน่นจนรวิชญ์แทบหายใจไม่ออก ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแต่ทรงพลังจนขนลุกซู่
"เงียบก่อนนะคะคนสวย... ยืนดูฉันตบหน้าพวกมันให้ตาค้างไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ"
รวิชญ์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นรำกระหน่ำในอกอย่างไม่เป็นจังหวะ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเสือร้ายข้างกาย ก็พบรอยยิ้มเย็นชาที่น่ากลัวที่สุดในสามโลกปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นแล้ว!
---
*ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาติดกับดักความแซ่บของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!* — **ไอศกรีมมินต์ช็อก**
สถาปนิกปากแซ่บกับทายาทหมื่นล้านสายป่วน•ตอนที่ 1
เปิดฉากสงครามที่ไซต์งาน
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากแซ่บกับทายาทหมื่นล้านสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
