ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 5

เสียงนกในเงาไม้

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
นิ้วโป้งข้างขวากดลงบนรอยเลือดแห้งกรังบนฝากล่องกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาล มันพอดีกันอย่างน่าขนลุก ราวกับแม่พิมพ์ที่หล่อขึ้นมาจากเนื้อหนังเดียวกันเมื่อสามปีก่อน ธาราไม่ได้ถอนหายใจ เสียงถอนหายใจในยามที่ความจริงตบหน้าฉาดใหญ่เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินไป เขานั่งอยู่บนพื้นไม้สักเก่าๆ ในห้องเก็บของใต้ถุนบ้าน ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ไหว ภายในกล่องนั้น นอกจากเอกสารทางบัญชีที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปตั้งแต่คืนที่บริษัทอัคคีภัยปริศนาโหมกระหน่ำ ก็ยังมีแฟลชไดรฟ์สีดำด้านอีกหนึ่งอัน วางอยู่บนกองกระดาษที่ถูกย้อมด้วยคราบสีน้ำตาลเข้มของกาลเวลา สามปีที่แล้ว เขาทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง—เงินเดือนหลักแสน ชื่อเสียงในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการเงินที่อายุน้อยที่สุด และความลับที่เขาเลือกจะปิดตายด้วยการลาออกและย้ายมาซ่อนตัวอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าของยายในต่างจังหวัด เขาคิดว่าตัวเองเลือกทางเดินใหม่แล้ว เลือกที่จะยอมรับความเรียบง่าย ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ และใช้ชีวิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก ทว่า อดีตไม่เคยถูกฝัง มันเพียงแค่รอเวลาเดินกลับมาทวงถาม เสียงกุกกักเบาๆ จากนอกหน้าต่างดึงสติเขากลับมา ธารากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ รอยเลือดบนกล่องยังคงทาบทับอยู่ในความทรงจำ เขารีบปิดฝากล่อง ดันมันเข้าไปซอกลึกที่สุดใต้กองลังไม้เก่า แล้วลุกขึ้นยืนด้วยเข่าที่สั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปที่ระเบียง ลุงบุญกำลังยืนอยู่ตรงแปลงผักสวนครัว ร่างผอมเกร็งในชุดเสื้อหม้อฮ่อมเก่าๆ กำลังใช้มือเปล่าพรวนดินอย่างใจเย็น ชายชราไม่ได้ใช้จอบหรือเสียมคมๆ เหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่เลือกใช้เพียงปลายนิ้วที่หยาบกร้านและกิ่งไม้แห้ง เขาสังเกตเห็นธารายืนมองอยู่ จึงหยุดมือ เงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นดูราวกับมองทะลุผ่านเสื้อผ้าและผิวหนังเข้าไปถึงความวุ่นวายในอกของชายหนุ่ม "นาฬิกาเรือนนั้น... ตีดังเกินไปหรือเปล่าพ่อหนุ่ม" ลุงบุญเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ เสียงของแกแหบพร่าแต่กังวานในความรู้สึก ธาราชะงัก เขารู้ว่าลุงบุญไม่ได้หมายถึงนาฬิกาแขวนฝาผนังในบ้าน แต่หมายถึงเสียงติ๊กต็อกของความคิด ความกังวล และความกลัวที่กำลังตีวนอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่เขาเปิดกล่องใต้นั้น "ผมไม่ได้ยินเสียงนาฬิกามานานแล้วครับ ลุงบุญ" ธาราตอบ เสียงของเขาแหบแห้งไม่แพ้กัน เขาก้าวลงจากระเบียง เดินเข้าไปใกล้แปลงผัก กลิ่นดินชื้นๆ และกลิ่นใบโหระพาช่วยดึงสติให้เขากลับมาสู่ปัจจุบันทีละน้อย "งั้นหรือ" ลุงบุญหัวเราะในลำคอเบาๆ "แต่ข้าเห็นเอ็งแบกมันไว้บนบ่าตั้งแต่เช้าแล้ว นกเขาคูนั้นมันไม่เคยสนใจหรอกนะว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว มันรู้แค่ว่าฟ้าสว่างมันก็ร้อง ฟ้ามืดมันก็หลับ มีแต่มนุษย์นี่แหละที่ชอบเอาเข็มเหล็กสามเข็มมาล่ามคอตัวเองไว้ แล้วก็ร้องไห้เพราะวิ่งตามมันไม่ทัน" ธาราย่อตัวลง นั่งยองๆ ข้างชายชรา ปลายนิ้วสัมผัสกับผืนดินเย็นเฉียบ ความเย็นนั้นไหลซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระแสเลือด บรรเทาความร้อนรุ่มจากเรื่องในห้องเก็บของได้ชั่วขณะ เขามองดูมดตัวเล็กๆ กำลังไต่ข้ามก้อนดิน มันไม่ได้รีบร้อน มันไม่ได้กังวลว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือแดดจะออก มันแค่อยู่ตรงนั้น เคลื่อนไปตามทางที่ควรจะเป็น "ถ้าเราทำลายมันไปแล้ว แต่มันกลับมาหาเราล่ะครับ ลุงบุญ" ธาราเอ่ยเสียงเบา สายตาจับจ้องอยู่ที่กองดินตรงหน้า "สิ่งที่เราคิดว่าจบไปแล้ว แต่มันกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง... เราควรทำยังไง" ลุงบุญหยุดมือจากการพรวนดิน แกหันมามองหน้าธาราเต็มตา รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้นตามวัย แต่แววตานั้นนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ "ดินตรงนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นกองขยะ เป็นที่ทิ้งเศษซากพืชซากสัตว์เน่าเสีย" ลุงบุญชี้มือไปที่แปลงผักเขียวขจี "ข้าไม่ได้ขุดมันทิ้ง ข้าไม่ได้หนีมัน ข้าแค่มันหมักมัน ทับถมมัน รดน้ำพรวนดินให้มัน จนในที่สุด ซากเน่าๆ พวกนั้นก็กลายเป็นอาหารให้ต้นไม้พวกนี้เติบโต สิ่งที่เรียกว่าอดีต มันก็เหมือนปุ๋ยนะธารา ถ้าเอ็งกลัวมัน มันก็จะเป็นยาพิษ แต่ถ้าเอ็งเข้าใจมัน มันก็จะกลายเป็นรากแก้วที่ทำให้เอ็งยืนหยัดได้ ไม่ว่าจะลมพายุรุ่นไหนพัดมา" คำพูดของลุงบุญเหมือนสายน้ำเย็นที่รดลงบนกองไฟในใจ ธารานิ่งเงียบ ซึมซับความหมายที่ซ่อนอยู่ใต้ความเรียบง่ายนั้น เสียงนกปรอดหัวโขนส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วมาจากกิ่งมะม่วงใหญ่หลังบ้าน เสียงของมันแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาท แทนที่เสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาในหัวที่เขาเคยหวาดกลัว ครั้งแรกในรอบสามปี ธารารู้สึกว่าจังหวะการหายใจของตัวเองเริ่มสอดประสานไปกับจังหวะของธรรมชาติ ไม่ใช่จังหวะของความเร่งรีบในโลกทุนนิยมที่เขาเคยหนีตายมา เขาสูดหายใจเข้าลึกรับกลิ่นดินและใบไม้รวน ความรู้สึกสงบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนกระทั่ง... เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบมาจากทางรั้วหน้าบ้าน—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของชาวบ้านแถบนี้ แต่มันเป็นเสียงรองเท้าหนังราคาแพงที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ความเกรงใจ ธาราหันขวับไปมอง ร่างของชายในชุดสูทสีเข้มคนหนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงประตูรั้วไม้ไผ่ มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารสีน้ำตาลแบบเดียวกันกับที่ซ่อนอยู่ใต้ถุนบ้าน ใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเงาของตัวเองในกระจก "สวัสดีครับ คุณธารา... ทางบริษัทคิดถึงคุณเหลือเกิน" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเงียบงันและลมหายใจของธรรมชาติไปด้วยกันครับ — ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%