กลิ่นฟอร์มาลีนเข้มข้นลอยอบอวลเสียจนแสบโพรงจมูก แต่สำหรับรินรดาแล้ว มันคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงบนโต๊ะทำงาน เธอยืนนิ่งอยู่หน้าถาดสแตนเลสบรรจุศพในห้องดับจิตอุณหภูมิศูนย์องศา แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสะท้อนบนพื้นผิวสแตนเลสเงาวับ ขับเน้นบรรยากาศรอบตัวให้เวิ้งว้างและโดดเดี่ยว ร่างไร้ชีวิตของชายหนุ่มนิรนามนอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า บนหน้าอกมีรอยกรีดผ่าพิสูจน์ตามขั้นตอนนิติเวช ร่องรอยแผลเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวความรุนแรงในวาระสุดท้ายของชีวิตได้อย่างชัดเจน—หรืออย่างน้อยที่สุด เธอก็คิดเช่นนั้นมาตลอดจนกระทั่งวินาทีนี้
"คุณรินรดาคะ ผลตรวจพิสูจน์สารพิษในเลือดรอบแรกออกแล้วค่ะ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม"
เสียงฝฝึกงานสาวเอ่ยรายงานอย่างระมัดระวังจากมุมห้อง ทว่ารินรดาไม่ได้ยินคำตอบรับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาจดจ้องอยู่เพียงจุดเดียว... ปลายเรียวนิ้วของศพนิรนามบนถาด
นิ้วชี้ข้างขวาของศพกระตุก
มันไม่ใช่การกระตุกจากปฏิกิริยาเคมีของกล้ามเนื้อที่หลงเหลือ หรือที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Post-mortem spasm ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงแรกหลังเสียชีวิตไม่นาน แต่นี่คือการเคลื่อนไหวที่ช้า ยืดหยุ่น และมีทิศทางราวกับมันกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง ข้อต่อที่ควรจะแข็งทื่อตามสภาพศพที่ผ่านการเก็บรักษาในห้องเย็นมาข้ามคืน กลับขยับงอเข้าหาฝ่ามืออย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนแทบได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ความเยือกเย็นที่เธอใช้สวมเกราะป้องกันตัวเองมาตลอดชีวิตการทำงานสั่นคลอนลงชั่วขณะ เธอก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นอีกครึ่งก้าว สัญชาตญาณของจิตแพทย์นิติเวชบอกให้เธอค้นหาคำอธิบายทางตรรกะ แต่วิณญาณลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังเงากระจกสะท้อน กลับกระซิบเตือนว่า... มีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจเอื้อมถึงกำลังลืมตาตื่นขึ้นในความมืดมิดนี้
"มีอะไรเหรอครับ หมอรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นดังขึ้นที่ด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของสารวัตรศิลา นายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในโลกแห่งความจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ เขาก้าวเข้ามาในห้องเย็นด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายเกินกว่าบรรยากาศรอบข้างจะเอื้ออำนวย ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกวาดมองร่างไร้ชีวิตด้วยความคุ้นชินกับความตาย ก่อนจะหันมาสบตากับเธอด้วยแววตาที่อ่านยาก—แววตาที่ทั้งท้าทายและดึงดูดใจในเวลาเดียวกัน
"คุณคิดว่าคนตายจะยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่มากแค่ไหนคะ สารวัตรศิลา" รินรดาเอ่ยถามเสียงเรียบ โดยไม่ละสายตาไปจากร่างบนถาดสแตนเลส เธอยังคงยืนนิ่งในท่าเดิม ราวกับต้องการซ่อนความประหลาดใจไว้ภายใต้หน้ากากมืออาชีพ
ศิลาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปากอย่างนึกขันในคำถามเชิงปรัชญา "สำหรับผม คนตายก็คือวัตถุพยานชิ้นหนึ่งครับ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีเสียงร้องเรียน และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาโกหกไม่เป็น ต่างจากคนที่ยังหายใจอยู่หลายคนในเมืองนี้" เขากล่าวพลางเหลือบมองเธอด้วยนัยน์ตาคมกริบที่แฝงความหมายบางอย่าง
"แต่วัตถุพยานชิ้นนี้ของคุณ กำลังทำในสิ่งที่ทฤษฎีทางกฎหมายและนิติเวชของคุณอธิบายไม่ได้นะคะ"
รินรดายื่นมือออกไปสัมผัสปลายนิ้วที่เพิ่งขยับของศพนิรนาม ความเย็นเยียบทะลุผ่านถุงมือยางเข้ามาถึงผิวเนื้อ แต่สิ่งที่ทำให้เธอขนลุกชันไม่ใช่ความหนาวเหน็บของห้องดับจิต หากเป็นสัมผัสตอบรับแผ่วเบาที่ส่งผ่านมาจากปลายนิ้วคู่นั้น ราวกับว่าศพตรงหน้าไม่ได้ไร้ลมหายใจอย่างที่ควรจะเป็น
ศิลาหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาทางสีหน้าของจิตแพทย์สาวผู้ขึ้นชื่อว่าไร้ความหวั่นไหวต่อสิ่งใด เขาก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังเธออย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษและโคโลญจ์จางๆ ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของห้องดับจิต ก่อเกิดเป็นเคมีอันตรายที่สั่นคลอนสมาธิของเธออย่างประหลาด มือหนาเอื้อมไปแตะขอบถาดสแตนเลสเพื่อตรวจสอบสิ่งที่เธอพูดถึง
"อย่าบอกนะว่าคุณเชื่อเรื่องงมงายพวกวิญญาณ อาถรรพ์ หรือเรื่องเล่าปรัมปรา หมอรินรดา" น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น ถ้อยคำเฉียบคมแต่แฝงความใกล้ชิดที่ทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด
"วิทยาศาสตร์ไม่ได้ตอบได้ทุกเรื่องหรอกค่ะสารวัตร... โดยเฉพาะความลับที่คนตายเลือกจะเก็บไว้" รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างกันสั้นลงจนรับรู้ได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของอีกฝ่าย ดวงตากลมโตสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาของนายตำรวจหนุ่ม ทั้งสองปะทะกันด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่าง แต่มันกลับดึงดูดพวกเขากเข้าหากันอย่างทรงพลังในเขตแดนแห่งความตายนี้
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอยคำใดออกมาทำลายความเงียบอันเร่าร้อน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงหอบหายใจของเจ้าหน้าที่เวรเปลก็ดังแทรกขึ้นจากทางเดินด้านนอก ประตูห้องดับจิตถูกผลักเปิดออกกะทันหัน พร้อมกับใบหน้าซีดเผือดของเจ้าหน้าที่หนุ่มที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"สารวัตรครับ! หมอรินรดา! รีบออกไปดูที่โถงหน้าเร็วเข้าครับ!" เจ้าหน้าที่หนุ่มละล่ำละลักพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มี... มีคนส่งกล่องพัสดุก작ปริศนามาถึงห้องชันสูตรจ่าหน้าถึงคุณหมอโดยเฉพาะ... และข้างในนั้น มันไม่ใช่เอกสารหรือหลักฐานธรรมดาแน่ๆ ครับ!"
ศิลาหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตื่นตัวขึ้นเต็มพิกัด เขารวบข้อมือของรินรดาไว้เบาๆ เป็นเชิงห้ามไม่ให้เธอเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า ขณะที่รินรดากลับนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่ดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิด
เมื่อทั้งสองเดินตามเจ้าหน้าที่ออกมาถึงโต๊ะทำงานหน้าห้องชันสูตร กล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลเข้มขนาดกลางวางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะ รอบกล่องไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงตัวเลขปริศนาที่เขียนด้วยหมึกสีแดงเข้มสดสะดุดตา และเมื่อรินรดาก้มลงมองใกล้ๆ เธอก็ต้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจ—กล่องนั้นส่งเสียงติ๊กเบาๆ คล้ายนาฬิกานับถอยหลัง และมีหยดของเหลวสีแดงเข้มซึมออกมาจากรอยต่อของฝากล่องทีละหยด... หยด...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปพร้อมกันนะคะ
- เงาจันทราลี้ลับ -
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากระจก•ตอนที่ 1
ศพที่ขยับได้
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากระจก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
