เสียงก้องกังวานของโน้ตตัวสุดท้ายที่ถูกทุบลงไปอย่างรุนแรง ยังคงสั่นค้างอยู่ในโสตประสาทของทุกคนในห้องโถงใหญ่
รินรดานิ่งงัน ปลายปากกาในมือที่กำลังจดบันทึกอาการทางจิตวิทยาหยุดชะงัก เธอมองเด็กชายวัยสิบขวบเบื้องหน้า—ธันวา—ผู้ซึ่งหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือเค้าเลือด ลมหายใจของเขาหอบถี่จนไหล่เล็กยกขึ้นลงอย่างน่ากลัว ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันควรแบกรับ
"นั่นหรือคะ... คือสิ่งที่คุณเรียกว่าการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบ?"
เสียงทุ้มนุ่มแต่เฉียบคมของรินรดาเอ่ยทำลายความเงียบ เธอกวาดสายตาไปยังคุณหญิงภารดี ผู้เป็นแม่ ซึ่งกำลังยืนกอดอก ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะการฝึกซ้อมเปียโนอันเข้มงวด
"คุณหมอคะ ถ้าเด็กคนนี้ไม่ถูกเคี่ยวเข็ญ วันข้างหน้าเขาจะเอาอะไรไปยืนหยัดในสังคมชั้นสูง?" คุณหญิงภารดีเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงเจือความเย่อหยิ่งและเย็นชา "โน้ตทุกตัวต้องแม่นยำ จังหวะต้องสมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดคือความอับ-อา-ยค่ะ"
รินรดาลุกขึ้นช้าๆ เธอไม่ได้โต้เถียงกับมารดาผู้หลง ใหลในภาพลวงตา แต่เดินเข้าไปใกล้เปียโนหลังใหญ่สีดำสนิท ซึ่งบัดนี้เปรียบเสมือนกรงขังอันหนาทึบที่กัก ขังจิตวิญญาณของเด็กชายไว้ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายธันวา มือเรียวบางวางทับลงบนมือเล็กที่ยังคงสั่นเทาเบาๆ
"ธันวาคะ..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นที่สุดเท่าที่จิตแพทย์คนหนึ่งจะทำได้ "หนูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงมีชีวิตนะคะ หนูมีหัวใจ มีความรู้สึก และมีสิทธิ์ที่จะเล่นดนตรีในแบบของตัวเองค่ะ"
เด็กชายหันมามองเธอ แววตาสั่นระริกเหมือนลูกนกตกน้ำ ริมฝีปากแห้งผากขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ความกดดันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความคาดหวังที่หนักอึ้งราวกับหินผา และเสียงกรีดร้องในใจที่ไม่มีใครเคยได้ยิน กำลังหลอมรวมกันจนแทบจะบดขยี้เด็กน้อยให้แหลکสลาย
ในวินาทีนั้นเอง ธันวากลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเล็กๆ ทั้งสองข้างไม่ได้เอื้อมไปกดคีย์เปียโนตามบทเพลงคลาสสิกอันเคร่งครัดที่มารดาบังคับ แต่เขากลับใช้กำปั้นทุบลงไปบนคีย์เปียโนหลายครั้งติดต่อกัน เกิดเป็นเสียงประสานที่ไร้ท่วงทำนอง ไร้ระเบียบ และดิบเถื่อน เป็นเสียงสะท้อนของความโกรธเกรี้ยว ความอัดอั้นตันใจ และการเรียกร้องอิสรภาพที่ถูกจองจำมาเนิ่นนาน
คุณหญิงภารดีเบิกตากว้างด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว "ธันวา! หยุดเดี๋ยวนี้นะลูก! ลูกกำลังทำลายเปียโนราคาแพงและทำลายอนาคตของตัวเองอยู่รู้ไหม!"
ทว่าธันวาไม่สนใจเสียงกรีดร้องของผู้เป็นแม่ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้นิ้วมือบรรจงกดโน้ตทีละตัว ช้าๆ ทว่าหนักแน่น มันไม่ใช่บทเพลงของโมสาร์ทหรือบีโธเฟน แต่เป็นทำนองที่เขาแต่งขึ้นเองสดๆ จากความรู้สึกข้างก้นบึ้งของหัวใจ—ทำนองที่เศร้าสร้อย อ้างว้าง แต่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่กำลังดิ้นรนเพื่อประกาศตัวตน
รินรดานั่งมองเด็กชายด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ เธอยิ้มบางๆ ให้เขา เป็นรอยยิ้มที่บอกว่า *'หนูทำได้แล้วค่ะ หนูหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นแล้ว'*
แต่ความเงียบสงบในห้องโถงกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดตรงทางเดินประตูใหญ่
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพล ปรากฏกายขึ้นภายใต้แสงไฟสลัว รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนมุมปากของเขา สายตาคมกริบมองตรงมาที่รินรดาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนขนหัวลุก
"คุณหมอรินรดาครับ... ดูเหมือนว่าคุณกำลังทำการรักษาที่เกินขอบเขตของจรรยาบรรณแพทย์ไปเสียแล้วกระมั้งครับ?"
กระจกเงาสะท้อนใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครของกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 45
การเผชิญหน้ากับความกลัว
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในกรงแก้ว: บันทึกรอยร้าวที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!