"เอาออกไป! อีสะใภ้ขี้เกียจสันหลังยาว ถ้าไม่อยากอดตายจนตัวแห้งเป็นไม้เสียบผี ก็จงคายชามข้าวต้มน้ำใสพวกนั้นออกมาให้ลูกชายฉันเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมสูงดุจแก้วแตกบาดหูของ 'แม่เฒ่าจาง' ดังลั่นทะลุผนังดินเหนียวที่ผุพังเข้ามา แรงกระชากจากมือเหี่ยวย่นที่พุ่งเข้าใส่คอเสื้อทำเอา 'หลินฟางเซียน' ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ท้ายทอยเหมือนถูกของแข็งฟาดซ้ำเติมด้วยอาการปวดหัวรุนแรงราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำที่ขมับ
หลินฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นเหม็นหืนจากกองฟางเก่าๆ เตะเข้าจมูกอย่างรุนแรง เธอพยายามลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏไม่ใช่ห้องครัวสเตนเลสอันทันสมัยที่เธอเพิ่งออกแบบเสร็จเมื่อคืน แต่มันคือกระท่อมซอมซ่อที่มีแสงตะวันลอดผ่านรูโหว่ของหลังคามุงจากลงมาเป็นลำ
"ฉันบอกให้แกคายออกมา! ของกินในบ้านนี้เป็นของตระกูลจาง ไม่ใช่ของขยะอย่างแก!"
แม่เฒ่าจางเงื้อมมือขึ้นหมายจะตบหน้าเธออีกฉาด แต่ทว่า... มือที่เคยอ่อนแอจากการขาดสารอาหารกลับคว้าข้อมือเหี่ยวย่นนั้นไว้ได้มั่น ความคมกริบในแววตาของเชฟอัจฉริยะผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครแม้แต่วินาทีเดียว แผ่ออกมาจนแม่เฒ่าจางถึงกับชะงักงัน
"ขยะอย่างนั้นหรือครับ?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะ เสียงของเธอแหบพร่าทว่าเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังแปลกใจ "ในเมื่อคุณแม่บอกว่าที่นี่คือตระกูลจาง ถ้าอย่างนั้น... ในฐานะสะใภ้ที่แต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี ฉันขอถามหน่อยว่า ข้าวต้มน้ำใสที่ว่าเนี่ย ในชามมีข้าวเกินสิบเมล็ดบ้างหรือเปล่า?"
"แก... แกกล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับฉัน!"
"ฉันไม่ได้ต่อปากต่อคำ แต่ฉันกำลังพูดถึงความจริง" ฟางเซียนลุกขึ้นยืนด้วยความโอนเอน ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ ราวกับว่าเลือดในกายถูกดูดหายไปจนเกือบหมด "ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ฉันทำแต่งานในไร่ ในขณะที่คนในบ้านนี้เสวยสุขบนหยาดเหงื่อของฉัน ถ้าคุณแม่ยังไม่หยุดพฤติกรรมกดขี่แบบนี้ เห็นทีวันนี้คนที่จะไม่ได้กินข้าวอาจไม่ใช่แค่ฉัน... แต่เป็นทุกคนในบ้านนี้ต่างหาก"
บรรยากาศในกระท่อมเงียบสนิทลงฉับพลัน แม่เฒ่าจางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง สะใภ้ที่เคยเป็นเพียงเบี้ยล่างคนนี้หายไปไหน? ทำไมแววตาของมันถึงได้เย็นชาและดุดันราวกับเสือที่กำลังล่าเหยื่อเช่นนี้
ฟางเซียนขยับตัวก้าวเดินไปที่มุมมืดของกระท่อม ความรู้สึกประหลาดบางอย่างสั่นไหวอยู่ในมโนภาพของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย ราวกับมีมิติลับซ้อนทับอยู่ในห้วงความคิด... ใช่แล้ว! 'มิติห้างสรรพสินค้า' ที่เธอเคยอธิษฐานขอไว้ก่อนจะหมดสติไปในชาตินั้น มันตามเธอมาจริงๆ ด้วย
เพียงแค่เธอนึกถึง 'ความหิว' ของอาหารระดับเชฟ มิติในหัวก็ตอบสนองทันที กลิ่นหอมฟุ้งของซุปกระดูกหมูเข้มข้นที่ผ่านการตุ๋นอย่างพิถีพิถันเริ่มอบอวลอยู่ในมโนภาพ เพียงแค่เธอเอื้อมมือไปคว้าผ่านอากาศที่ว่างเปล่า ขวดเครื่องปรุงและวัตถุดิบคุณภาพสูงก็แทบจะกระโจนเข้าหาเธอ
แต่เธอต้องอดทนไว้ก่อน... สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่อำนวยให้เผยไต๋
"ออกไปให้พ้นหน้าฉัน" ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เยือกเย็น "ถ้ายังไม่อยากเห็นฉันลุกขึ้นมา 'ปฏิวัติ' ครัวนี้เสียใหม่จนแม้แต่ก้นหม้อก็ไม่มีให้ทำอาหาร"
แม่เฒ่าจางถอยกรูดออกไปเหมือนเห็นผี นางตะโกนด่าทอทิ้งท้ายเสียงสั่นด้วยความกลัวก่อนจะวิ่งหนีไปทางเรือนใหญ่ ทิ้งให้ฟางเซียนยืนอยู่ในความเงียบ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด สายตามองไปที่อากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า
'ห้างสรรพสินค้าของฉัน... ยินดีต้อนรับสู่ยุค 70 นะครับ' เธอคิดในใจพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเข้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักออกอย่างแรง กลิ่นอายของความดิบเถื่อนและบุรุษที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามปรากฏตรงหน้าเขาคือ 'จางเหว่ย' สามีที่ถูกส่งตัวไปประจำการที่ชายแดนและเพิ่งกลับมาถึงในวันนี้
เขามองดูภรรยาที่ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก แต่แววตากลับเปล่งประกายอย่างประหลาด เขาขมวดคิ้วแน่น กวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะวางถุงผ้าใบใหญ่ลงบนพื้น เสียงตุ้บหนักๆ ของมันทำให้ฟางเซียนต้องหันไปมอง
"ฉันได้ยินข่าวลือมาว่า... ที่บ้านนี้เขากดขี่ภรรยาของฉันจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด" จางเหว่ยพูด เสียงเข้มลึกต่ำที่ฟังดูทรงพลังและปกป้องอย่างที่สุด "ฟางเซียน... ต่อไปนี้ใครจะรังแกเธอไม่ได้อีก แม้แต่แม่ของฉันเองก็ตาม"
ฟางเซียนมองชายหนุ่มตรงหน้า เคมีบางอย่างระหว่างพวกเขามันรุนแรงและชัดเจนเกินกว่าจะเป็นแค่คนแปลกหน้า เธอไม่ได้ต้องการแค่สามีที่ซื่อสัตย์ แต่เธอต้องการ 'พันธมิตร' ที่จะร่วมสร้างอาณาจักรอาหารให้เป็นทองในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
ทว่าก่อนที่เธอจะเอ่ยปากตอบ ความสนใจของเธอก็ถูกดึงดูดไปยังถุงผ้าที่จางเหว่ยนำมาด้วย มันมีคราบเลือดจางๆ ติดอยู่... ไม่ใช่เลือดสัตว์ แต่เป็นเลือดของมนุษย์ และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพกกลับมาด้วย จะไม่ใช่แค่เงินเดือนทหาร แต่มันคือ 'สมบัติ' บางอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของคนทั้งหมู่บ้านในทันที
ฟางเซียนมองสบตาจางเหว่ยด้วยความเข้าใจในทันที ว่าการมีชีวิตรอดในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การหาข้าวกินให้อิ่มท้อง แต่คือการอยู่ให้รอดจากเงื้อมมือของ 'คนที่คิดไม่ซื่อ' ที่กำลังล้อมกรอบบ้านหลังนี้เข้ามาทุกขณะ
"คุณกลับมาได้ทันเวลาพอดีครับ..." ฟางเซียนขยับยิ้มพราย "เพราะวันนี้ ฉันตั้งใจจะปรุงอาหารมื้อใหญ่ที่หอมฟุ้งไปทั้งตำบล... แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยการเปิดโปงความลับที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ให้หมดสิ้น"
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดปากพูดถึงสิ่งที่พบในมิติ ประตูหน้าบ้านก็ถูกกระแทกจนพังครืนเข้ามา กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบที่ไม่คุ้นตาพร้อมอาวุธครบมือพุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขา จางเหว่ยคว้าตัวฟางเซียนมาไว้ข้างหลังทันที พร้อมกับชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากรองเท้าบูทอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
"ส่ง 'กล่องนั่น' มา... แล้วพวกแกจะมีชีวิตรอดไปจนถึงรุ่งเช้า" หัวหน้ากลุ่มคนนั้นขู่เสียงเหี้ยม
ฟางเซียนมองกล่องไม้เก่าๆ ในมือจางเหว่ย ก่อนจะหันมามองที่มิติของตัวเองที่ยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าในกล่องนั้นคืออะไร... และเธอก็รู้ด้วยว่ามันคือจุดเริ่มต้นของการพลิกฟาร์มร้างแห่งนี้ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ใครก็หยุดไม่อยู่
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในจุดเริ่มต้นของตำนานนี้นะครับ
บันทึกนักโบราณคดีครับ
กับดักกลิ่นปรุงรส: ปฏิบัติการพลิกฟาร์มร้างให้เป็นทอง•ตอนที่ 1
ฟื้นขึ้นมาในกระท่อมโสมม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักกลิ่นปรุงรส: ปฏิบัติการพลิกฟาร์มร้างให้เป็นทอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
