กลิ่นของฟอร์มาลินและเลือดที่แห้งกรังไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกของผม มันไม่ใช่กลิ่นที่ชวนคลื่นไส้สำหรับอาชีพนี้ แต่มันคือกลิ่นของความล้มเหลว—กลิ่นที่เตือนใจว่าความตายได้เดินนำหน้าเราไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ
"ห้องปิดตายจากด้านใน ลูกบิดประตูถูกล็อกตายด้วยสลักเหล็ก หน้าต่างทุกบานลงกลอนจากด้านใน ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีทางเข้าอื่นนอกจากช่องลมขนาดเท่าฝ่ามือที่ติดกรงเหล็กดัดแน่นหนา"
เสียงรายงานของหมวดวิกรมดังลอดผ่านความเงียบงันของห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ภายในอพาร์ตเมนต์เก่าแก่ย่านธนบุรี อากาศข้างในอบอ้าวและอัดแน่นไปด้วยคาร์บอนได氧化物ผสมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่เริ่มคละคลุ้ง
ผมไม่ได้สนใจลูกน้องหนุ่มที่กำลังเช็ดเหงื่อบนขมับ สายตาของผมกวาดมองไปรอบห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน
นี่คือศพแรก... จุดเริ่มต้นของความเงียบงันที่กำลังจะแผดเสียงก้องไปทั่วทั้งนคร
ร่างไร้ลมหายใจของเหยื่อชายนอนพับเพียบอยู่กลางห้อง บนพื้นปูนซีเมนต์เปลือยเปล่า รอบตัวไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบราวกับตั้งใจ ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมไม่ใช่สภาพศพที่ไร้รอยแผลภายนอก หากแต่เป็นผนังสีขาวซีดเบื้องหลังร่างนั้น
รอยเลือดถูกป้ายด้วยนิ้วมือ ลากเป็นเส้นโค้งตวัดอย่างมั่นใจ กลายเป็นสัญลักษณ์รูปดวงตาที่มีรอยกรีดทับตรงกลาง—สัญลักษณ์ที่ผมเคยเห็นแต่ในตำราอาชญาวิทยาและคลังข้อมูลคดีปิดตายเมื่อสิบปีก่อน
"คุณคิดว่ามันคือพิธีกรรม หรือสาส์นท้าทายครับสารวัตร?"
เสียงนุ่มทุมแต่เย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง ผมไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นหอมจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกับความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ ปรากฏการณ์เช่นนี้มีเพียงผู้หญิงคนเดียวที่พกพาติดตัวราวกับอาภรณ์
พญ.ณิชารีย์ ก้าวเข้ามาในที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องรอให้กองพิสูจน์หลักฐานอนุญาต ชุดสูทสีดำสนิทรับกับใบหน้ารูปไข่ที่เรียบนิ่งสนิท ดวงตาสีดำคู่คมกวาดมองศพและสัญลักษณ์บนผนังแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ผม
"คุณมาช้าไปสามนาที หมอณิชารีย์" ผมเอ่ยโดยไม่ละสายตาจากสัญลักษณ์บนผนัง "เวลาสามนาทีมีค่าพอที่จะทำให้หลักฐานทางชีวภาพบางอย่างบนตัวเหยื่อเสื่อมสภาพ"
ณิชารีย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นไม่ได้มีความขบขันแม้แต่น้อย มันคือความเย้ยหยันที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสุภาพ
"ถ้าฉันรีบเร่งอย่างไร้สติเหมือนพวกตำรวจชั้นผู้น้อย คุณก็คงไม่ได้ยินการวิเคราะห์ที่แม่นยำหรอกค่ะ... อ้อ ขอโทษที ติดปากไปหน่อย พอดีฉันไม่ค่อยชินกับการต้องระวังคำพูดกับผู้ชายที่ชอบคุยกับศพมากกว่าคน" เธอยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย
ผมหันไปสบตากับเธอ ระยะห่างระหว่างเราไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน เคมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้พุ่งปะทะกันในอากาศ ความตึงเครียดที่เฉียบคมและดึงดูดใจในเวลาเดียวกัน
"ผมไม่ได้คุยกับศพ หมอณิชารีย์" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ผมกำลังฟังสิ่งที่เขาพยายามจะบอก แต่เผอิญว่า... มันเป็นภาษาที่คนอย่างคุณอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแปลออก"
ณิชารีย์เลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหรี่ลงประเมินผม เธอเดินเลี่ยงผ่านร่างไร้ลมหายใจเข้าไปใกล้ผนังที่มีสัญลักษณ์เลือดนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือยางแตะลงบนคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังอย่างไม่นึกกลัว
"คุณมั่นใจเหรอคะว่านี่คือภาษาที่เหยื่อพยายามจะบอก?" เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง "บางที... นี่อาจจะไม่ใช่สาส์นจากเหยื่อ แต่เป็นลายเซ็นของคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ เมื่อตอนที่หัวใจดวงนี้เต้นเป็นครั้งสุดท้ายต่างหาก"
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงทันที คำพูดของเธอไม่ใช่แค่การตั้งข้อสันนิษฐาน แต่มันคือการแทงตรงเข้าไปในแก่นแท้ของจิตวิทยาฆาตกร
ผมก้าวเข้าไปประชิดเธอ ชายเสื้อของเราเกือบจะสัมผัสกัน กลิ่นหอมจางๆ ของเธอยิ่งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางกลิ่นเหม็นอับของความตาย
"ถ้ามันคือลายเซ็น..." ผมโน้มตัวกระซิบเบาๆ ข้างใบหูของเธอ "แสดงว่าฆาตกรยังอยู่ในห้องนี้... หรือไม่ก็กำลังมองเราผ่านรูบางอย่างที่เรามองไม่เห็น"
ณิชารีย์ชะงักไปชั่ววินาที ลมหายใจของเธอสะดุดไปเสี้ยวหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติ เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับผม ใบหน้าของเราห่างกันเพียงคืบเดียว ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่กำลังจ้องมองเธอกลับอย่างไม่ลดละ
"คุณฉลาดมากสารวัตรปรัชญ์..." เธอยิ้มบางๆ แฝงความหมายลึกซึ้ง "แต่บางทีความฉลาดของคุณ อาจจะกำลังมองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดที่อยู่ใต้จมูกนี่เอง"
พูดจบ เธอก็ก้มลงใช้ปลายคีบโลหะหยิบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ปกเสื้อของศพขึ้นมา มันคือเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกพับไว้อย่างประณีต แนบติดอยู่กับผิวหนังด้วยคราบเหงื่อ
ณิชารีย์คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ สายตาของเธออ่านข้อความด้านใน แล้วสีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นตลอดเวลากลับเปลี่ยนเป็นแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
เธอยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ผมดูช้าๆ
บนกระดาษสีขาวมีลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำหวัดๆ แต่สะกดทุกความรู้สึกให้หยุดนิ่ง
*‘ยินดีต้อนรับกลับมาครับ... สารวัตรปรัชญ์’*
และทันทีที่ผมกวาดสายตาอ่านจบ หลอดไฟนีออนบนเพดานห้องก็กะพริบถี่ๆ ส องครั้งก่อนจะดับลงสนิท ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ดังขึ้นจากด้านนอก... ตรงระเบียงห้องที่ถูกล็อกตายจากด้านใน
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในจิตใจอันดำมืดด้วยกันนะครับ
เงาสะท้อนในดวงตาจิตแพทย์•ตอนที่ 1
ศพแรกแห่งความเงียบงัน
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสะท้อนในดวงตาจิตแพทย์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!