กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปนไปกับไอความร้อนจากเพลิงบรรลัยกัลป์ที่เผาผลาญผืนป่าจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ท้องฟ้าเบื้องบนบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันจากปราณมหาศาลที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ดั่งสวรรค์กำลังวิปลาสและแผ่นดินกำลังร่ำไห้
"จื่อเวย... เจ้าสิ้นฤทธิ์แล้ว ยอมวางกระบี่ดาราสังหารลงเสียเถิด วังจันทราดาราของเจ้าล่มสลายไปตั้งแต่วินาทีที่เจ้าทรยศต่อพันธสัญญาแห่งนิกายมืดแล้ว!"
เสียงแผดกร้าวของมารถบารมีนาม 'จ้าวพยัคฆ์ทมิฬ' ก้องกังวานไปทั่วสมรภูมิ มันยืนตระหง่านอยู่บนซากศพของเหล่าศิษย์วังจันทรา รอบกายรายล้อมด้วยจอมยุทธ์นับร้อยที่ตั้งค่ายกลล้อมกรอบสตรีผู้หนึ่งไว้ใจกลางวง
เซียนจื่อเวยยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็งอาบเลือด อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้ด่างพร้อยไปด้วยคราบสีชาด เส้นผมดำขลับที่เคยเรียบตึงหลุดลุ่ยปรกใบหน้าที่ซีดเผือด ทว่าดวงตาของนางกลับยังคงคมปลาบดุจกระบี่เย็น ดั่งดวงดาวที่ไร้ความปราณีแม้ในวาระสุดท้าย
นางกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน "พันธสัญญาที่แลกด้วยวิญญาณบริสุทธิ์... พวกเจ้าเรียกสิ่งนั้นว่าคุณธรรมหรือ? หากวิถีของพวกเจ้าคือความรุ่งโรจน์ ข้าขอยอมเป็นเศษเสี้ยวของธุลีที่ถูกเหยียบย่ำยังดีกว่าต้องกลายเป็นสัตว์ร้ายเช่นพวกเจ้า"
"ปากดีนัก! สังหารนางเสีย!" จ้าวพยัคฆ์ทมิฬคำราม พลันอักขระเวทสีดำทมิฬบนฝ่ามือก็ปะทุขึ้น ก่อตัวเป็นง้าวอสูรขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่ร่างของเซียนจื่อเวยด้วยหมายจะปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
ท่ามกลางมรณะที่พุ่งเข้าหา เซียนจื่อเวยหลับตาลงอย่างสงบ นางรวบรวมปราณดาราที่เหลืออยู่เฮือกสุดท้ายเพื่อสร้างปราการหิมะหวังต้านทาน แต่มันช่างดูเลือนลางและเปราะบางเหลือเกิน
*ฉับพลัน... โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน*
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของศัตรู ได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาคล้ายเสียงกระบี่เสียดสีกับฝักที่ดังขึ้นเพียงแผ่วเบา... *กริ๊ก*
ความมืดมิดครอบคลุมสมรภูมิชั่วขณะ ก่อนที่ประกายแสงสีเทาเงินจะวูบผ่านไปดั่งสายฟ้าฟาด เสียงระเบิดดังกึกก้องแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ง้าวอสูรที่หมายบดขยี้ร่างของเซียนจื่อเวยถูกตัดขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดายราวกับตัดกระดาษ!
ร่างบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้านาง แผ่นหลังของเขากว้างใหญ่ดั่งภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน ไอสังหารอันเยือกเย็นและลึกลับแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนเหล่าจอมยุทธ์รอบด้านต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดหวั่น
"กระบี่ไร้ลักษณ์..." จ้าวพยัคฆ์ทมิฬแค่นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง "เจ้าคือ... หลี่มู่เฉิน?"
หลี่มู่เฉินไม่หันกลับไปมองผู้ใด เขายืนนิ่งดุจรูปสิงห์หิน สายตามองตรงไปข้างหน้ายังค่ายกลดาราที่กำลังสั่นสะเทือน เขาชักกระบี่ออกจากฝักอย่างเชื่องช้า กระบี่เล่มนั้นไม่มีคม ไม่มีลวดลาย ดูธรรมดาสามัญจนน่าประหลาด ทว่าในวินาทีที่ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ มิติรอบข้างกลับบิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง
"ผู้ใดที่คิดจะแตะต้องนาง... จงวางชีวิตทิ้งไว้ที่นี่เสีย"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไร้อารมณ์ ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกดำของทุกคนในที่นั้น
เซียนจื่อเวยลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังที่คุ้นเคย หัวใจที่เคยแช่แข็งกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่ นางพยายามจะเอ่ยเรียกชื่อเขา แต่ลำคอกลับตีบตันด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก "เจ้า... เจ้ามาทำไม เจ้าควรจะหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่ใช่มาตายที่นี่กับข้า..."
หลี่มู่เฉินเอียงศีรษะเล็กน้อยเพียงพอที่จะให้จื่อเวยเห็นเสี้ยวใบหน้าคมสันที่เปื้อนด้วยรอยเลือด "ข้าเคยผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพันปีก่อน จื่อเวย... ครั้งนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ดวงดาวของข้าต้องดับแสงลงเพียงลำพังอีก"
ยังไม่ทันสิ้นคำ กองทัพศัตรูที่ตั้งสติได้ก็รุมถาโถมเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นมนุษย์ หลี่มู่เฉินวาดกระบี่เป็นวงกลมในอากาศ ปราณไร้ลักษณ์เปลี่ยนจากความว่างเปล่ากลายเป็นคมเขี้ยวที่ซัดสาดใส่เหล่านักรบจนล้มระเนระนาดไปคนละทิศละทาง
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังฝ่าวงล้อม จิตสัมผัสของหลี่มู่เฉินกลับตรวจพบกระแสพลังอันตรายที่แอบซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน มันไม่ใช่ปราณของจ้าวพยัคฆ์ทมิฬ แต่เป็นพลังงานโบราณที่ดูเหมือนจะถูกปลุกขึ้นมาจากความตาย
เขาก้มลงมองพื้นดินที่กำลังร้าวแยก ปรากฏอักขระเวทสีเลือดพุ่งขึ้นมาพันธนาการร่างของเขาและเซียนจื่อเวยไว้แน่น ทันใดนั้น ร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมนักพรตขาดวิ่นก็ก้าวออกมาจากเงามืดของซากปรักหักพัง พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าขนลุก
"หลี่มู่เฉิน... เจ้ากลับมาตามนัดหมายพอดี แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... การจะช่วยเซียนจื่อเวย เจ้าต้องแลกด้วยสิ่งใด?"
ชายชราผู้นั้นชูวัตถุบางอย่างขึ้นมา มันคือกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่สลักลวดลายวิญญาณเอาไว้ ทันทีที่เขาท่องคาถา ปราณในร่างของหลี่มู่เฉินก็พุ่งพล่านจนเกือบระเบิดออก! หลี่มู่เฉินกระอักเลือดคำโตทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดที่ประหนึ่งถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงหัวใจ
เซียนจื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นบุรุษที่เพิ่งช่วยชีวิตนางต้องมาทรมานเพราะกับดักนี้ "หลี่มู่เฉิน! อย่าฝืน! มันคือ... พันธนาการวิญญาณบรรพกาล!"
หลี่มู่เฉินกัดฟันแน่น เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ เขายันกายขึ้นอย่างทระนง แม้ในยามที่ลมหายใจรวยริน เขากลับแย้มยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งที่กำลังจะแหลกสลาย
"หากต้องแลกด้วยสิ่งนั้น... ก็จงดูให้ดี ว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า จะสังหารเทพเจ้าหรือสังหารชะตากรรมที่พวกเจ้าขีดไว้ให้กันแน่"
ปลายกระบี่ของเขาเปล่งแสงสีขาวนวลผิดปกติ และในวินาทีที่เขาจะตวัดกระบี่ทำลายพันธนาการนั้น ท้องฟ้าที่มืดมิดกลับแยกออก เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วทิศทางราวกับสวรรค์กำลังโกรธเกรี้ยว... มีบางสิ่ง... บางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังเคลื่อนตัวลงมาจากมิติเบื้องบน
ความลับที่หลี่มู่เฉินซ่อนไว้ในอดีตกำลังจะถูกเปิดเผย... และสิ่งที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือสมรภูมิในวินาทีนี้ มิใช่ศัตรูที่พวกเขาคาดคิด แต่มันคือ... เงาของตัวเขาเองในอีกมิติหนึ่ง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพที่โหดร้ายแต่สวยงามนี้ครับ - หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้สังหารดวงดาว•ตอนที่ 1
ประกายกระบี่กลางเพลิงโลกันตร์
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้สังหารดวงดาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
