หมากรุกกระดานสุดท้ายกับมหากาพย์แค้นข้ามภพ•ตอนที่ 1

กลิ่นอายความตายหวนคืน

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นอายความตายในความทรงจำนั้น... ช่างคาวคลุ้งและติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้นราวกับรสชาติของยาพิษสลายกระดูก ชั่วขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนกระทบพื้นหินอันหนาวเหน็บในตำหนักเย็น จ้าวเหม่ยหลิงคิดว่าความแค้นนับร้อยปีก็คงจะมลายหายไปพร้อมกับหยาดโลหิตสีดำที่นางกระอักออกมาในวาระสุดท้าย ทว่า... ความเจ็บปวดที่ควรจะดับสูญ กลับถูกแทนที่ด้วยความอุ่นร้อนวาบที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากแผ่นหลัง “องค์หญิงเพคะ... องค์หญิงฟื้นแล้วหรือเพคะ!” เสียงสะอื้นไห้ที่คุ้นเคยจนน่าใจหายดังขึ้นข้างพระหัตถ์ ร่างบางสะดุ้งเฮือก ดวงตาหงส์ที่เคยหม่นแสงและเต็มไปด้วยหยาดเลือดเบิกโพลงขึ้นอย่างตื่นตระหนก กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้ในกระถางทองเหลืองลอยเข้าจมูก แทนที่จะเป็นกลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบสร่างของคุกใต้ดิน จ้าวเหม่ยหลิงหอบหายใจถี่กระชั้น พระหัตถ์เรียวยกขึ้นกุมลำพระศอของตนเองโดยสัญชาตญาณ—ไม่มีรอยแผลเป็นจากลวดเหล็ก ไม่มีร่องรอยของการถูกพระราชทานผ้าแพรขาว ไม่มีแม้แต่รอยช้ำจากการถูกทรมาน ผิวเนื้อเนียนนุ่มดึงดูดสัมผัส ราวกับเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีผู้ยังไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมใดๆ ในวังหลวง “นี่มัน...” พระสุระเสียงแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง บานหน้าต่างไม้แกะสลักลายหงส์กางปีกเปิดรับแสงสว่างยามสาย แสงแดดไม่ได้สาดส่องความหนาวเหน็บมาเช่นในตำหนักเย็น หากแต่ทอประกายอบอุ่นอาบไล่ไปบนม่านไหมสีชาดและเครื่องเรือนไม้จันทน์หอม ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้... ชัดเจนและคุ้นตาจนหัวใจของอดีตจักรพรรดินีเต้นระรัวดั่งกลองศึก นี่คือตำหนักเหมยฮวา... ตำหนักส่วนพระองค์เมื่อสามปีก่อน! สามปีก่อนหน้าที่ตระกูลจ้าวจะถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมกำลังพลและคิดกบฏ สามปีก่อนที่บิดาและพี่ชายจะถูกประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร และสามปีก่อนที่นางจะโง่เขลาหลงเชื่อคำลวงของบุรุษผู้ใช้ความรักเป็นอาวุธสังหาร “เสี่ยวถิง” นางเอ่ยเรียกชื่อนางกำนัลคนสนิทด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด แม้ในใจจะเกิดคลื่นพายุโหมกระหน่ำจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล “หม่อมฉันอยู่ตรงนี้เพคะองค์หญิง!” เสี่ยวถิงรีบโผเข้ามาคุกเข่าข้างเตียง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา “หม่อมฉันตกใจแทบสิ้นสติ ตอนที่หมอหลวงบอกว่าองค์หญิงทรงเป็นไข้ใจจนหมดสติไปตั้งแต่เมื่อวาน... เป็นเพราะคุณหนูใหญ่สกุลมู่ผู้นั้นแท้ๆ ที่กล่าววาจาสxดแทงจิตใจขององค์หญิงในงานเลี้ยงอุทยานเหมันต์…” ชื่อนั้น... มู่ว่านQing... หญิงงามผู้ขึ้นชื่อว่าอ่อนหวานดั่งดอกบัวขาว แต่จิตใจกลับอำมหิตยิ่งกว่างูพิษ นางงูพิษตัวนั้นคือผู้ที่นำหลักฐานปลอมเรื่องตราประทับลับไปวางไว้ใต้เบาะที่ประทับของนาง จนเป็นเหตุให้ฮ่องเต้กริ้วและมีราชโองการกวาดล้างสกุลจ้าวในเวลาต่อมา จ้าวเหม่ยหลิงหลุบตาลงซ่อนประกายตาวาวโรจน์ ไอร้อนระอุแผ่ซ่านจากก้นบึ้งของดวงจิต ความแค้นที่ถูกหมักบ่มในขุมนรกนานถึงสามปีหลอมรวมกับสติปัญญาอันเฉียบคมของอดีตจักรพรรดินี รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมพระโอษฐ์อย่างช้าๆ รอยยิ้มที่ทำให้เสี่ยวถิงถึงกับหนสันหลังวาบและเงียบเสียงลงโดยพลัน “ข้าเป็นลมไปเพราะเรื่องไร้สาระแค่นั้นหรอกหรือ” จ้าวเหม่ยหลิงตรัสด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความอ่อนแอที่เคยมีในอดีต ทว่ากลับทรงอำนาจจนคนฟังต้องก้มหน้าลงต่ำโดยไม่รู้ตัว “เพคะ... องค์หญิงทรงตรัสว่าทรงเสียพระทัยที่... ที่องค์ชายรองทรงเมินเฉยต่อพระองค์ แล้วไปสนתนาอยู่กับคุณหนูมู่ตลอดทั้งงาน...” “องค์ชายรองหรือ...” จ้าวเหม่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำพระศออย่างสมเพชเวทนาตนเองในอดีต หลี่จวินเฉิน... บุรุษผู้ที่นางทุ่มเทอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหนุนหลังจนได้ขึ้นเป็นรัชทายาท บุรุษที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะแต่งตั้งให้นางเป็นมารดาแห่งแผ่นดินเคียงคู่บัลลังก์ แต่ในวันที่ตระกูลจ้าวล่มสลาย เขากลับเป็นผู้ลงนามในใบสั่งประหารด้วยมือของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้ตระกูลมู่ก้าวขึ้นมาเรืองอำนาจแทน ความรักโง่เง่าเช่นนั้น ได้ตายไปพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายในตำหนักเย็นแล้ว ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสนางได้หวนคืนกลับมาเหยียบบนกระดานหมากรุกนี้อีกครั้ง คราวนี้นางจะไม่ยอมเป็นเบี้ยให้ผู้ใดเข่นฆ่าตามใจชอบ หมากทุกตัวบนกระดานอำนาจแห่งต้าฉี... นางจะเป็นผู้กุมชะตากรรมของพวกมันเอง! “องค์หญิงเพคะ... มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรงเพคะ!” เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีหน้าพระพักตร์ดังแทรกเข้ามาหน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงเคาะประตูถี่รัว เสี่ยวถิงสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นไปเปิดประตู มหาดเล็กหลวงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือถือราชโองการม้วนยาวที่ประทับตราหยกมังกรทอง “ถวายพระพรองค์หญิงจ้าวเหม่ยหลิง พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงโขกศีรษะ น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาทมีรับสั่งด่วน ทรงมีพระราชประสงค์ให้องค์หญิงเสด็จไปที่ตำหนักอักษรหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเหม่ยหลิงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ทรงกวาดสายตามองท่าทีที่ผิดปกติของมหาดเล็กผู้นั้น ปกติแล้วหากฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้า ย่อมต้องมีขันทีอาวุโสมาพร้อมเกี้ยวหรูหรา แต่นี่กลับมีเพียงมหาดเล็กชั้นผู้น้อยที่วิ่งหน้าตาตื่นมาตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น... ในความทรงจำของชาติที่แล้ว ในช่วงเวลานี้ ไม่เคยมีเหตุการณ์เรียกเข้าเฝ้ากะทันหันเช่นนี้มาก่อน มีบางอย่าง... เปลี่ยนแปลงไปแล้วตั้งแต่การหวนคืนของนาง? หรือว่าหมากตานี้... มีผู้เล่นคนอื่นแอบขยับมันก่อนเวลาอันควร? “เกิดเรื่องอันใดขึ้นในท้องพระโรง” จ้าวเหม่ยหลิงตรัสถามด้วยน้ำเสียงกึ่งกดดัน พระเนตรคู่คมจ้องมองมหาดเล็กผู้นั้นราวกับจะทะลุปรอดเข้าไปถึงก้นบึ้งความคิด มหาดเล็กผู้นั้นเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ก้มหน้าจนชิดพื้น ไม่กล้าสบพระพักตร์ “ทูล... ทูลองค์หญิง เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่กรมคลังหลวงพ่ะย่ะค่ะ! เอกสารบัญชีสำรองเสบียงสามปีหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย และ... และมีชื่อของสกุลจ้าวปรากฏอยู่ในสมุดบัญชีลับที่ถูกพบในที่เกิดเหตุ ว่ามีส่วนพัวพันกับการยักยอกเงินท้องพระคลังพ่ะย่ะค่ะ!” เพลิงไหม้กรมคลังหลวง! บัญชีลับ! นี่มันคือแผนการขั้นเด็ดขาดที่ในชาติก่อนใช้เวลาเตรียมการถึงครึ่งปีถึงจะเปิดฉากขึ้น เหตุใดมันจึงถูกเร่งรัดให้เกิดขึ้นในวันนี้... วันแรกที่นางฟื้นคืนชีพขึ้นมา! จ้าวเหม่ยหลิงลุกขึ้นประทับยืนเต็มความสูง พระพักตร์งดงามเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไอรังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากพระวรกายจนบรรยากาศในตำหนักลดฮวบลงทันที เสี่ยวถิงถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว รวดเร็วและเหี้ยมโหดนัก... ดูท่าว่าศัตรูในเงามืดจะไม่ยอมปล่อยให้นางได้ตั้งตัวแม้แต่วินาทีเดียว “องค์หญิงเพคะ... แบบนี้จะทำอย่างไรดีเพคะสกุลเราถูกใส่ร้ายแน่ๆ!” เสี่ยวถิงร้องไห้โฮด้วยความตื่นตระหนก จ้าวเหม่ยหลิงไม่ตรัสตอบอันใด พระหัตถ์เรียวยกขึ้นจัดอาภรณ์สีชาดของตนเองให้เข้าที่อย่างใจเย็น พระเนตรคู่คมทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเบื้องนอกเริ่มมีเมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมวังหลวงราวกับรางร้าย ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมหมากรุกกระดานนี้กับนางนัก... นางก็จะเดินหมากตานี้ให้พวกมันได้ย่อยยับคามือ! ทว่า ก่อนที่พระบาทก้าวแรกจะพ้นจากธรณีประตู เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยอย่างยิ่งก็ดังขึ้นที่ลานหน้าตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศของราชองครักษ์ประจำพระองค์ที่ทำให้หัวใจของจ้าวเหม่ยหลิงกระตุกวูบ “ท่านอ๋องจวินหรานเสด็จ—!” สิ้นเสียงประกาศ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวปักลายมฆาสีดำสนิทปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ดึงดูดทุกสายตาให้ต้องสยบยอม ใบหน้าคมคายหล่อเหลาดั่งหยกสลักเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับพุ่งตรงมาที่นางราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงวิญญาณ หลี่จวินหราน... บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘อ๋องไร้ใจ’ แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งแผ่นดิน และเป็นศัตรูทางการเมืองที่น่ากลัวที่สุดขององค์ชายรอง—ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องพระพักตร์ของนาง ระยะห่างเพียงคืบ กลิ่นอายสงครามและกลิ่นหอมจางๆ ของสนป่าลอยมาปะทะนาสิก “องค์หญิงเหม่ยหลิง...” น้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟังเอื้อnเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก “ดูท่าว่า... สนุกสนานพ่ะย่ะค่ะ กรมคลังหลวงไฟไหม้ แต่เหตุใดพระพักตร์ของพระองค์จึงดู... ตื่นเต้นยิ่งกว่ายามออกศึกเสียอีกเล่า?” จ้าวเหม่ยหลิงชะงักไปชั่วลมหายใจ พระเนตรหงส์จ้องมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—ในชาติก่อน บุรุษผู้นี้คือคนเดียวที่ถือดาบุกเข้าไปในตำหนักเย็นเพื่อช่วยเหลือนางในวาระสุดท้าย แม้จะมาสายเกินไปก็ตามที และตอนนี้... เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้านาง ก่อนที่โศกนาฏกรรมใดๆ จะเริ่มต้นขึ้น --- *(เชิงอรรถจากนักเขียน)* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและเปิดกระดานแค้นไปพร้อมกับจ้าวเหม่ยหลิงนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — **หงส์เพลิงหวนคืน**
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับมหากาพย์แค้นข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%