"หุบปากเสีย หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อก้มกราบฝ่าเท้าข้าในวันพรุ่งนี้!"
เสียงตวาดกร้าวของบุรุษหนุ่มชุดสีเพลิงดังสะท้อนผ่านผนังหินที่เย็นเฉียบ เงาของเขาทาบลงบนร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษซากของหญ้าวิญญาณที่ถูกเหยียบย่ำจนแหลกเหลว
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น... ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความว่างเปล่าที่บาดลึกราวกับถูกใบมีดนับพันกรีดผ่านวิญญาณ สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือประกายกระบี่สีครามที่ตัดผ่านมิติและทัณฑ์สวรรค์ที่แผดเผาจิตวิญญาณมหาเทพให้แตกดับ ทว่าบัดนี้ เขากลับพบว่าตนเองกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ในร่างที่ผอมโซ เส้นลมปราณในกายขาดสะบั้นราวกับถูกทำลายทิ้งด้วยฝีมือของผู้ที่ไร้ความปรานี
"ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเศษสวะเช่นเจ้า ไม่มีค่าพอแม้แต่จะถูกนับเป็นศิษย์ชั้นนอกของสำนักเมฆา"
บุรุษชุดเพลิงหัวเราะร่า ก่อนจะใช้ปลายรองเท้าบูทหนังหนาเหยียบลงบนอกของหลี่มู่เฉินอย่างแรง แรงกดนั้นทำให้เลือดสดๆ ทะลักออกมาจากมุมปากของเด็กหนุ่ม
หลี่มู่เฉินไม่ได้ร้องขอชีวิต สายตาของเขาที่มองไปยังคนเบื้องบนนั้นเรียบเฉย เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีที่ไร้ก้นบึ้ง ดวงตาสีถ่านคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันโอหังของศิษย์ร่วมสำนัก แต่ทว่าข้างในดวงตาคู่นั้นกลับมีความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่านั้น—มันคือการประเมิน... การประเมินค่าความตายของมดปลวกที่บังอาจริอ่านวางก้ามเหนือมหาเทพ
*ข้า... จุติใหม่ในร่างสวะงั้นหรือ?* หลี่มู่เฉินแค่นยิ้มในใจ ความแค้นหรือ? ไม่เลย สำหรับเขา ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่ของการทวงคืนทุกสิ่งที่สูญเสีย
"ข้าจำได้ว่าข้าสั่งให้เจ้าไปขุดรากบัวเพลิงที่หุบเขาอเวจี ไม่ใช่ให้มานอนเป็นสุนัขที่รอความตายอยู่ตรงนี้!" บุรุษชุดเพลิงสะบัดมือ พลังปราณสีแดงฉานก่อตัวเป็นคมหอก พุ่งตรงมายังลำคอของหลี่มู่เฉิน
หลี่มู่เฉินขยับตัวตามสัญชาตญาณ แม้กายหยาบจะอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณแห่งเซียนยังคงอยู่ เขาบิดกายหลบคมหอกนั้นเพียงเสี้ยวอึดใจ ความเร็วที่เหนือการคาดเดาทำให้ศิษย์ชุดเพลิงชะงักงันไปชั่วครู่ ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"เจ้า... เจ้ายังมีเรี่ยวแรงหลบอีกหรือ!"
หลี่มู่เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะโซเซเล็กน้อย แต่มือของเขากลับกุมไปที่ด้ามกระบี่ไม้ที่หักครึ่งเหน็บอยู่ข้างเอว บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน ความกดดันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างผอมแห้งนั้นทำให้ลมหายใจของศิษย์ชุดเพลิงสะดุดกึก กลิ่นอายของความตายที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มธรรมดาจะสร้างขึ้นได้
"เจ้าเรียกใครว่าสุนัข?" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินแหบพร่า ทว่าทุ้มต่ำและกังวานราวกับเสียงกระดิ่งแห่งหายนะ
ในจังหวะนั้นเอง แสงจันทร์ที่ทอดยาวผ่านยอดเขาเมฆาพลันสั่นสะเทือน ความมืดมิดรอบข้างดูเหมือนจะหลีกทางให้แก่ร่างที่ยืนหยัดอย่างทะนงตนท่ามกลางเงาจันทร์ สายลมที่เคยพัดพาความหนาวเหน็บกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระแสปราณที่บ้าคลั่งหมุนวนรอบร่างของเขา
เย่ว์ฉิงเซียน... ผู้ที่เฝ้ามองจากยอดผาสูงชันในชุดขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกแย้ม แววตาของนางที่เคยเย็นชาและว่างเปล่าพลันสั่นไหวเล็กน้อย กระบี่เย็นที่นางถืออยู่ส่งเสียงกังวานเบาๆ ราวกับตอบรับกับบางสิ่งที่เพิ่งตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน
นางเห็นเขาลุกขึ้นยืน... ในฐานะของบางสิ่งที่เหนือกว่าเศษสวะที่นางเคยเมินเฉย
ทันใดนั้นเอง พลังปราณที่บ้าคลั่งในร่างของหลี่มู่เฉินก็พุ่งทะยานเข้าสู่จุดตันเถียนที่เคยดับสูญ ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ แต่มันกลับกระแทกเข้ากับผนังกั้นที่ปิดตายมานานนับปี เสียงระเบิดของปราณภายในกายดังก้องในโสตประสาทของเขาราวกับฟ้าร้องกลางฤดูหนาว ความเจ็บปวดแสนสาหัสแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่เขากลับกัดฟันแน่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นประกายสีครามดุจดาราที่ดับแสง
ศิษย์ชุดเพลิงที่กำลังตกตะลึงเตรียมจะฟาดฟันลงมาอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ขยับตัว ปลายกระบี่ไม้ที่แตกหักกลับชี้ตรงมาที่ลำคอของมันด้วยความเร็วที่เร็วกว่าความคิด
ไม่ใช่เพลงกระบี่ของสำนัก... แต่มันคือวิถีแห่งการสังหารที่บริสุทธิ์ที่สุด
"เจ้าไม่มีค่าพอแม้แต่จะทำให้กระบี่ข้าเปื้อนเลือด" หลี่มู่เฉินกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ปราณไร้ลักษณ์ที่รวบรวมได้เพียงน้อยนิดพลันกระแทกศิษย์ชุดเพลิงจนกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบจ้าง เลือดพุ่งกระจายอาบผืนดิน
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุม มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง เป็นสตรีในชุดขาวที่งดงามราวกับเทพธิดาจันทรา นางเดินเข้ามาหยุดลงเบื้องหน้าเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ปลูกบนยอดเขาเมฆาลอยมาแตะจมูก
"เจ้าไม่ใช่ศิษย์สวะคนเดิมของข้าอีกต่อไปแล้ว" เย่ว์ฉิงเซียนกล่าว เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงหนึ่งลมหายใจ "บอกข้ามา... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
หลี่มู่เฉินหันกลับไปสบตานาง แววตาของเขาที่เคยเย็นชากลับทอประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ
เขายังไม่ทันได้เอ่ยตอบ กลับมีเสียงระฆังสำนักดังสนั่นก้องกังวานขึ้นสามครั้ง—เสียงระฆังแห่งทัณฑ์สวรรค์ที่บอกว่าขีดจำกัดของโลกใบนี้กำลังจะถูกทำลายลงด้วยการจุติใหม่ของเขา
และในเงามืดหลังพุ่มไม้ที่ห่างออกไป บุคคลที่สามที่ถือครองคมอาวุธลึกลับก็ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนความอำมหิตไว้ภายใต้หน้ากากเหล็ก...
ชิงเสวี่ยเหมันต์หวังว่าคุณนักอ่านจะเพลิดเพลินไปกับเส้นทางสายเซียนที่เต็มไปด้วยขวากหนามนี้นะคะ
กระบี่ไร้ลักษณ์ สยบอหังการ์หมื่นศัตราวุธ•ตอนที่ 1
ศิษย์สวะใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์ สยบอหังการ์หมื่นศัตราวุธ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
