สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ•ตอนที่ 7

บทสนทนาบนดาดฟ้า

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
รอยยิ้มบนมุมปากของธันวาในวินาทีที่เอ่ยประโยคต้อนรับนั้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกของผู้ชนะ แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อผู้มีเกียรติเข้าสู่มุมอับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงกระดาษพลิกไหวในมือของเธอเบาหวิวราวกับขนนก แต่กลับหนักอึ้งราวกับแบกรับชะตากรรมของตึกทั้งหลัง "โปรเจกต์จริง..." ทวนคำนั้นเบาๆ ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเงยขึ้นสบกับนัยน์ตาสีสนิมเหล็กของวิศวกรหนุ่ม "คุณหมายถึงตึกเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนั้น... ที่พวกเราเพิ่งถูกปฏิเสธแบบฟาสต์แทร็กจากคณะกรรมการเขตเมื่อเดือนก่อน?" "ถูกต้องครับ" ธันวาหมุนตัวกลับไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะก้าวเดินผ่านเธอไปอย่างไร้เสียง "และตอนนี้ เจ้าของโครงการให้เวลาเราสัปดาห์เดียวในการรื้อฟื้นโครงสร้างเดิมขึ้นมาใหม่ โดยไม่ทุบตึกทิ้ง... ซึ่งตามทฤษฎีกลศาสตร์วัสดุ มันเป็นไปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์" "แต่ในทางสถาปัตยกรรม มันคือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้" รินรดาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นระริกด้วยความท้าทายที่ถูกกระตุ้น "คุณยึดติดกับตัวเลขและสูตรคำนวณจนลืมไปหรือเปล่าธันวา ว่าตึกหลังนั้นถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 มันมีจิตวิญญาณ มีรอยย่นของกาลเวลาที่ฟิสิกส์ของคุณอธิบายไม่ได้" ธันวาหยุดเดิน เขานิ่งเงำไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของคำว่า 'จิตวิญญาณ' ที่หญิงสาวเพิ่งโยนใส่หน้า ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกขึ้น "ถ้าจิตวิญญาณของคุณ ทำให้คานเหล็กรับน้ำหนักแอ่นตัวเกินสิบเซนติเมตรในคืนที่ฝนตกหนัก... ผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความตาย แทนที่จะเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามนะครับ รินรดา" บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความตึงเครียดระหว่างอุดมการณ์สองขั้วแผ่ซ่าน ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ รินรดากำกระดาษแบบแปลนในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เธอเกลียดความจริงอันเย็นชาของเขา เกลียดความถูกต้องไร้หัวใจที่เขายึดถือ แต่ในขณะเดียวกัน เกลียดไม่ได้เลย... ที่สายตาคู่นั้นกลับดึงดูดสายตาของเธอให้ติดตรึงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น "ถ้าคุณแน่ใจนักว่ามันเป็นไปไม่ได้..." รินรดาเชิดหน้าขึ้น ท้าทายด้วยความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเปราะบาง "ขึ้นไปบนดาดฟ้ากับผม... เอ่อ... กับฉันตอนนี้สิ" เผลอหลุดคำสามัญสำนองความเป็นผู้หญิงออกไปเล็กน้อย แต่เธอก็รีบดึงมาดสถาปนิกสาวผู้มั่นใจกลับคืนมาทันที "ไปพิสูจน์ให้เห็นกันจะๆ ว่าฟิสิกส์ของคุณ กับศิลปะของฉัน ใครกันแน่ที่กำลังตาบอด" ธันวามองท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนั้นด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะเอ็นดูแต่ก็เย้ยหยันในเวลาเดียวกัน "เชิญครับ สถาปนิกผู้พิทักษ์วิญญาณ" ลมหนาวยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าทันทีที่ประตูเหล็กดาดฟ้าเปิดออก ตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ เบื้องล่างทอดยาวเป็นสายธารแห่งแสงไฟจากยานยนต์ระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ร่วงหล่นมาอยู่แทบเท้า บนพื้นที่ดาดฟ้าโล่งกว้างแห่งนี้ เสียงลมหวีดหวิวผ่านเสาอากาศโทรทัศน์ดังระงม ราวกับเสียงกระซิบจากอดีต ธันวาเดินตรงไปยังขอบปูนกั้นระเบียง มือหนาสอดเข้ากระเป๋าเสื้อสูท สายตาทอดมองไปยังโครงสร้างเหล็กถักของตึกเป้าหมายที่ตั้งอยู่ไกลออกไป ท่ามกลางความมืดมิดของย่านเมืองเก่า รินรดาก้าวตามไปยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว เธอยกมือขึ้นกอดอกเพื่อต้านทานความหนาวเย็นที่แทรกผ่านเนื้อผ้า แต่ความจริงแล้ว... ความหนาวจากสายตานิ่งสนิทของชายข้างกายต่างหากที่ทำให้เธอรู้สึกสั่นสะท้านยิ่งกว่า "คุณเกลียดอะไรในอดีตกันแน่ รินรดา" จู่ๆ ธันวาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่หันมามองหน้าเธอ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะหยุดลมหายใจของเธอได้ชั่วขณะ รินรดาชะงัก ร่างกายแข็งทื่อ เธอนิ่งเงียบไปหลายวินาที ดวงตาคู่สวยมองทอดไปยังแสงไฟเบื้องล่าง "ทำไมคุณถึงถามเรื่องนี้" "เพราะทุกเส้นสายที่คุณวาดลงบนกระดาษ มันตะโกนบอกผมว่าคุณกำลังพยายามซ่อมแซมอะไรบางอย่าง... บางอย่างที่พังทลายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน" ธันวาหันมามองเธอเต็มตา แสงนีออนจากป้ายโฆษณาตึกฝั่งตรงข้ามสาดกระทบใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นแววตาที่ไม่ได้มีแต่ความแข็งกระด้าง แต่มันเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างน่าประหลาด "ตึกที่พ่อของคุณออกแบบแล้วถล่มลงมา... ไม่ใช่ความผิดของคุณ ทำไมคุณต้องแบกมันไว้บนหลังตลอดเวลาด้วยล่ะครับ" ราวกับมีค้อนเหล็กทุบลงกลางอก รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกจนหมดสิ้น ความลับที่เธอฝังกลบไว้ใต้กองแบบแปลนและรอยยิ้มมั่นใจ ถูกรื้อถอนออกอย่างไร้ความปรานี น้ำตาคลอหน่วยขึ้นที่หน่วยตาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความโกรธผสมผสานกับความเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาในลำคอ "คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดเรื่องนี้!" เธอกัดฟันกรอด เสียงสั่นเครือ "คุณเป็นแค่วิศวกร... คุณรู้จักแต่คำว่าแรงอัด แรงดึง โมเมนต์ความเครียด! คุณจะไปเข้าใจอะไรกับความรู้สึกของคนที่สูญเสียความฝันไปต่อหน้าต่อตา! พ่อฉันไม่ได้อยากให้มันพัง... แต่เพราะพวกคุณ... พวกคนที่คิดแต่ตัวเลข จนลืมมองว่าตึกหลังนั้นมันมีชีวิต!" น้ำตาหยดแรกไหลรินลงอาบแก้ม แต่นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือหยดน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่สะสมมาแรมปี รินรดาหันหลังหนี เตรียมจะก้าวเท้าเดินกลับลงไปข้างล่างเพราะทนรับความจริงที่ถูกขุดคุ้ยไม่ไหว แต่ทว่า... สัมผัสอุ่นจัดที่ข้อมือซ้ายกลับหยุดเธอไว้ แรงดึงที่ไม่หนักหน่วงแต่เด็ดขาด ทำให้เธอต้องหมุนตัวกลับไปปะทะกับแผงอกกว้างของวิศวกรหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ธันวาคว้าข้อมือเธอไว้เบื้องหน้า ดวงตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาที่เปียกชื้นของเธออย่างสั่นไหว "ใช่... ผมเป็นแค่วิศวกรที่รู้จักแต่ตัวเลข" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมาจากผู้ชายคนนี้ มันทุ้มต่ำและก้องกังวานท่ามกลางเสียงลมราตรี "แต่ตัวเลขพวกนั้นมันบอกผมว่า... โครงสร้างที่มันพังทลายลงในอดีต มันเกิดจากรอยร้าวเล็กๆ ที่ไม่มีใครยอมรับฟังตั้งแต่เริ่มต้นต่างหาก" เขายกมืออีกข้างขึ้นอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยหยดน้ำตาที่ข้างแก้มของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ไร้การรุกราน แต่มันกลับทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "และผม..." ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงของเขาแฝงไปด้วยความจริงจังที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ "...จะไม่ยอมให้รอยร้าวแบบนั้นเกิดขึ้นกับคุณอีกเด็ดขาด ในโปรเจกต์นี้... เราจะซ่อมมันไปด้วยกัน รินรดา" รินรดานิ่งงัง สมองขาวโพลน เธอมองใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความรู้สึกต่อต้าน ความโกรธ และทิฐิทั้งหมดมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยกระแสความอบอุ่นแปลกประหลาดที่ไหลซึมเข้าสู่หัวใจที่เคยเยือกเย็นของเธอ ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังถักทอเข้าหากันด้วยความเงียบงันอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเสียงหอบเหนื่อยและแสงไฟฉายที่สาดส่องขึ้นมาบนดาดฟ้า "คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงของลูกน้องในทีมตะโกนแทรกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก "ผลการตรวจคลื่นเสียงความถี่ต่ำล่าสุดจากใต้ฐานตึกริมน้ำ... ปรากฎว่า... เราเจอโพรงอากาศขนาดใหญ่ใต้เสาเข็มต้นที่สาม... และมันกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งครับ!" ธันวาชะงัก นัยตาคมกริบหันขวับไปมองทางต้นเสียงทันที สีหน้าที่เคยนิ่งสงบและควบคุมสถานการณ์ได้ทุกอย่าง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขารีบปล่อยมือจากข้อมือของรินรดาอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหันมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "โพรงอากาศใต้เสาเข็ม...?" รินรดาทวนคำ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "นั่นหมายความว่า..." "หมายความว่าตึกหลังนั้นไม่ได้กำลังจะพังเพราะแรงลมหรือความเก่าแก่..." ธันวาพูดตัดบท น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงจนน่ากลัว "แต่มันกำลังจะถูกกลืนหายไป... เพราะมีคนจงใจเจาะทำลายฐานรากมันจากข้างล่างต่างหาก" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "สายลมแผ่วเบา" นะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%