"ถ้านายยังไม่หยุดมองภาพถ่ายนั่นด้วยสายตาแบบนั้น ผมเกรงว่าเราคงไม่ได้ข้อสรุปอะไรก่อนเที่ยงคืนแน่ครับ รินทร์"
เสียงของศรุตดึงสติผมออกจากภวังค์ที่กำลังจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดในใจ ผมลดภาพถ่ายในมือลง ความคมชัดของรอยเลือดบนพื้นห้องปิดตายในคดีนี้กำลังซ้อนทับกับความทรงจำที่ผมพยายามฝังกลบมาตลอดห้าปี กลิ่นคาวเลือดจางๆ ราวกับจะลอยออกมาจากแผ่นกระดาษ ภาพของคนรักที่จากไปในอ้อมแขนผมในเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกำลังสั่นคลอนลอจิกที่ผมยึดถือ
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงานที่มืดมิด แสงไฟจากตึกระฟ้าใจกลางเมืองสะท้อนกับกระจก สร้างภาพซ้อนทับของใบหน้าผมกับความว่างเปล่าข้างนอกนั่น
"ศรุต... นายว่าคนเราจะสามารถแยก 'ความจริง' ออกจาก 'ความรู้สึก' ได้จริงๆ หรือเปล่า?" ผมถามโดยไม่หันไปมองคู่หูที่กำลังนั่งไขว้ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังเก่าๆ ในมือเขามีเพียงแฟ้มเอกสารที่เต็มไปด้วยบันทึกการสืบสวน "ถ้าลอจิกที่ผมใช้อยู่ตลอดมา คือเครื่องมือที่หน้ากากเงินใช้หลอกล่อให้ผมเดินเข้าไปในกับดักล่ะ?"
ศรุตวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ก' เขาไม่ได้ตอบทันที แต่ทอดสายตามองแผ่นหลังของผมด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
"ความรู้สึกไม่ใช่ศัตรูของเหตุผลหรอกครับรินทร์ แต่มันคือตัวแปรที่คนอย่างมันใช้คำนวณความผิดพลาดของเราต่างหาก หน้ากากเงินรู้ดีว่าคุณเป็นคนประเภทที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในตรรกะ มันถึงได้ทิ้งร่องรอยที่ 'ผิดปกติ' ไว้ในคดีห้องปิดตายเพื่อให้คุณหมกมุ่น... และสุดท้าย เมื่อคุณเริ่มไม่ไว้ใจตัวเอง นั่นแหละครับคือช่วงเวลาที่มันชนะ"
ผมกำมือแน่นจนนิ้วซีดขาว คำพูดของเขาบาดลึกเข้าไปในความสับสนที่กำลังกัดกินใจ ผมต้องการความจริง แต่ความจริงกลับกลายเป็นภาพหลอนที่วนเวียนอยู่ในกระจกเงาทุกบานที่ผมส่องมอง
"แต่ถ้าคดีนี้... คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ผมรู้จักดีล่ะ?" ผมหมุนตัวกลับมา เผชิญหน้ากับศรุต "รอยนิ้วมือที่พบในจุดที่ห้ามแตะต้อง... มันเป็นรอยนิ้วมือที่ผมคุ้นเคยที่สุด"
ศรุตชะงัก สายตาที่เคยนิ่งสงบวูบไหวไปชั่วขณะหนึ่ง เขาขยับแว่นสายตาแล้วถอนหายใจยาว
"อย่าบอกนะว่าคุณกำลังหมายถึง..."
"ใช่ครับ" ผมขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "รอยนิ้วมือที่ตรวจพบในห้องปิดตาย... มันเป็นของคนที่ผมเชื่อมาตลอดว่าตายไปแล้วพร้อมกับคดีครั้งก่อน"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน บรรยากาศอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก ผมตัดสินใจเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานหยิบซองเอกสารชิ้นหนึ่งออกมา มันคือผลตรวจเปรียบเทียบ DNA ล่าสุดที่ผมเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมวางมันลงบนโต๊ะกลางห้องต่อหน้าศรุต
"ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รินทร์..." ศรุตมองผลตรวจนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "นั่นหมายความว่าสิ่งที่คนรักของคุณทิ้งไว้ให้ก่อนตาย มันอาจไม่ใช่การลาก่อน แต่มันคือการเปิดโปงอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น"
"และมันอาจหมายความว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้กำลังไขคดีฆาตกรรม... แต่ผมกำลังเดินตามแผนของคนที่ผมไว้ใจที่สุดมาโดยตลอด"
ผมเดินไปที่กระจกบานใหญ่ข้างฝาผนัง ภาพสะท้อนของผมดูเหนื่อยล้าและพ่ายแพ้ ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของตัวเองในกระจก พยายามมองหาคำตอบที่หลบซ่อนอยู่หลังม่านตาคู่นั้น แต่ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะหันหลังกลับ ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นปราดขึ้นมาตามสันหลัง
ภาพสะท้อนของผมในกระจก... ไม่ได้ขยับตามผม
เงาในกระจกค่อยๆ เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง มือของมันค่อยๆ ยกขึ้นมาแตะกระจกจากอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่ผมตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ศรุตที่ยืนอยู่ข้างหลังผมเบิกตากว้างจนแทบหลุดจากเบ้า เขาอ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา มือของเงาในกระจกเริ่มเขียนข้อความทิ้งไว้บนพื้นผิวแก้วที่เย็นเยียบ
'ความจริงไม่มีอยู่จริง มีเพียงสิ่งที่มึงอยากให้เป็น'
ผมถอยหลังกรูดจนชนเข้ากับโต๊ะทำงาน เสียงกระจกแตกร้าวเล็กน้อยจากแรงสั่นสะเทือนขณะที่เงาในกระจกนั้นแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยวให้ผม พร้อมกับแสงไฟในห้องทำงานที่ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทุกสิ่ง
ผมได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นเคย... ดังออกมาจากมุมมืดที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รินทร์... แผนการของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเอง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและอดทนรอคอยคำตอบไปพร้อมกับผมนะครับ
เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย•ตอนที่ 41
ความสับสนในใจ
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!