"คุณอรุณ... ผมเตือนแล้วว่าอย่าเคาะผนังรับแรงเฉือนลำดับที่สามในยามวิกาล"
เสียงกระซิบที่แหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกลากผ่านแผ่นโลหะดังขึ้นชิดใบหูของผม ในวินาทีที่ปลายนิ้วก้อยข้างขวายังคงแตะค้างอยู่บนคอนกรีตเสริมเหล็กเปลือยเปล่าของเสาต้นที่สิบสอง ชั้นแปดสิบสี่ ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่พังเสียหายไปตั้งแต่สามปีก่อน แต่มันพุ่งทะลุผ่านผิวหนังชั้นนอก ตรงดิ่งเข้าสู่ไขสันหลังราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทง
ผมกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อกรามปูดนูน รสชาติคาวปร่าของเลือดจางๆ คลุ้งอยู่ในโพรงปากจากการเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเมื่อครู่ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองรอยร้าวรูปก้นหอยบนผนังปูนที่กำลังขยายตัวด้วยความเร็วสูง เสียง 'แคร็ก...' ดังระรัวราวกับกระดูกสันหลังที่กำลังหักสะบั้นทีละข้อ
*‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เจ้าของร่างคนใหม่’*
ประโยคปริศนาจากผนังปูนเมื่อวินาทีที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงสะท้อน แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนทางความถี่ต่ำที่ถูกส่งตรงมาจากโครงสร้างเหล็กภายในตู้ลิฟต์ขนของเก่าขมุกขมัว ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงโถงทางเดินมืดทึบเบื้องหน้า
"ถอยหลังสามก้าว... อรุณ" น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาดดังขึ้นจากทางด้านหลัง ดร.วิภาดาก้าวเท้าเข้ามาในเขตอโคจรอย่างไม่เกรงกลัว ร่างระหงภายใต้เสื้อคลุมกันหนาวสีเทาเข้มสะท้อนกับแสงไฟฉายคาดหัวของเธอ เผยให้เห็นแววตาที่ไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นของนักวิจัยผู้บ้าคลั่งที่กำลังจดจ้องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติด้วยหลักการทางจิตวิทยาประยุกต์
ผมทำตามสัญชาตญาณของสถาปนิกผู้ยึดมั่นในความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง สองเท้าถอยหลังตามคำสั่งอย่างเป็นระเบียบพร้อมกับยกแผ่นกระดานรองเขียนขึ้นตั้งฉากเพื่อกำบังเศษปูนที่เริ่มกะเทาะร่วงหล่นลงมาเป็นฝอย
"อาจารย์วิภาดาครับ พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ในแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ปี ค.ศ. 2012" ผมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงพยายามรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจจะพุ่งทะยานเกินร้อยสามสิบครั้งต่อนาทีไปแล้ว "เสาต้นนี้... มันถูกสร้างขึ้นภายหลัง และถ้าดูจากระยะพิทץของเหล็กเส้นแกนหลัก มันกำลังรับน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่ควรจะมีอยู่จริงร่วมแปดร้อยตัน"
อาจารย์สาวปราบสายตามองสำรวจรอยร้าวบนผนังด้วยความเชี่ยวชาญไม่แพ้กัน เธอยกปลายนิ้วเรียวยาวขึ้นดันแว่นตากรอบบางก่อนจะเอ่ยตอบโดยไม่ละสายตา
"ถูกต้องครับคุณอรุณ... เพราะมันไม่ใช่เสาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้ำ M&E (ระบบวิศวกรรมอาคาร) หรือโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม แต่ความจริงแล้ว มันคือ 'หลักปักเขต' ทางจิตวิญญาณที่ใช้กักขังพลังงานตกค้างของสถาปนิกคนก่อนต่างหากล่ะครับ"
คำว่า *'สถาปนิกคนก่อน'* ทำให้ผมต้องชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
ภาพเหตุการณ์ตึกถล่มในอดีตที่ผมเคยฝันร้ายซ้ำๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองส่วนความทรงจำทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นริ้วขึ้นมา – ตึกสำนักงานแห่งนี้ไม่ได้ถูกทิ้งร้างเพราะพิษเศรษฐกิจอย่างที่เอกสารราชการระบุไว้ตั้งแต่แรก แต่มันมีประวัติการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของหัวหน้าทีมสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างหลักตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งานอาคาร
และดูเหมือนว่า... ผมกำลังยืนอยู่บนร่องรอยสุดท้ายที่เขาหลงเหลือเอาไว้
"ตามผมมาสิครับ" ดร.วิภาดาหมุนตัวเดินนำไปยังซอกมุมอับของเสาต้นที่สิบสอง ซึ่งบัดนี้รอยร้าวได้หยุดขยายตัวลงแล้ว เหลือเพียงช่องว่างขนาดเท่าฝ่ามือที่อ้าปากค้างส่งกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กโชยออกมา
ภายใต้ลำแสงสีขาวนวลจากไฟฉายคาดหัว สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่โครงสร้างคอนกรีตทึบตันอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นช่องเซอร์วิสลับที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้อัดหนาและทาสีทับอำพรางไว้อย่างแนบเนียน ร่องรอยการงัดแงะไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย มีเพียงรอยขูดขีดเป็นเส้นตรงยาวเรียงกันนับร้อยเส้นบนเนื้อไม้ คล้ายกับสถิติการนับวันเวลาของนักโทษเดตาย
ผมย่อตัวลง ใช้สันมือเคาะเบาๆ ที่แผ่นไม้อัด เสียงที่สะท้อนกลับมาเป็นเสียงโปร่ง... ด้านหลังนั้นมีโพรงอากาศ
"ระวังเรื่องแรงดันอากาศด้วยนะครับคุณอรุณ ถ้าเราเปิดแผ่นไม้นี้ออก ความต่างของความกดอากาศระหว่างโถงทางเดินกับพื้นที่ปิดตาย อาจทำให้สิ่งของที่อยู่ข้างในถูกดูดกระชากออกมาได้" อาจารย์เตือนพร้อมกับยื่นอุปกรณ์ชะแลงขนาดพกพาให้
ผมรับมันมาด้วยความนิ่งขรึม สติสัมปชัญญะกลับคืนสู่โหมดการทำงานของสถาปนิกผู้รอบคอบ ผมใช้ปลายชะแลงสอดเข้าตามร่องขอบไม้อัด ออกแรงงัดอย่างเป็นจังหวะและคำนวณมุมองอาศัยหลักคานดีดคานงัด เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกที่อาจทำลายหลักฐานภายใน
*แกร็ก! แอ๊ด...*
เสียงไม้เก่าแก่ลั่นเปรี๊ยะก่อนจะถูกงัดหลุดออกมาจากร่องปูน กลิ่นอับชื้นรุนแรงพวยพุ่งทะลักออกมาทันที พร้อมกับฝุ่นละอองสีเทาที่ฟุ้งกระจายในลำแสงไฟ ผมยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกชั่วคราวขณะที่ดร.วิภาดาส่องไฟฉายนำทางเข้าไปข้างใน
พื้นที่ด้านในเป็นช่องซ่อมบำรุงระบบท่อเก่าที่มีขนาดกว้างพอให้คนเข้าไปนั่งได้พอดี ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมไม่ใช่ระบบท่อเหล็กขึ้นสนิมเหล่านั้น หากแต่มันคือวัตถุสีดำคล้ำขนาดเท่าสมุดบันทึกเล่มหนา ซึ่งวางสงบนิ่งอยู่บนแท่นอิฐบล็อกที่ถูกก่อขึ้นอย่างลวกๆ
ผมเอื้อมมือสวมถุงมือยางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ปกหน้าทำจากหนังเทียมสีดำที่เริ่มเปื่อยยุ่ย ตัวอักษรปั๊มทองเคที่เคยสวยงามเลือน4จางเกือบหมด แต่ยังพออ่านเค้าโครงลายมือชื่อตวัดหรูหราที่มุมขวาล่างได้ชัดเจน – *'กวินท์... สถาปนิกโครงการ'*
"นี่คือไดอารี่ของสถาปนิกคนที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน..." ผมพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสอดส่องมองหน้าปกที่มีรอยคราบสีน้ำตาลเข้มคล้ายคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่
"เปิดดูหน้าสุดท้ายสิครับคุณอรุณ... นั่นคือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของวงจรอุบาทว์ทั้งหมดในตึกหลังนี้" อาจารย์วิภาดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เธอยืนประกบข้างพร้อมกับยกมือถือขึ้นเตรียมพร้อมบันทึกข้อมูล
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นิ้วมือค่อยๆ เปิดพลิกหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบทีละแผ่นอย่างทะนุถนอม กลิ่นของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์โบราณคละคลุ้ง ข้อความในแต่ละหน้าเต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยความเร่งรีบ บางประโยคเริ่มอ่านไม่ออกเนื่องจากถูกหยดน้ำหมึกหรือคราบความชื้นกัดกร่อน
จนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้าย... หน้ากระดาษที่ถูกฉีกขาดออกไปครึ่งหนึ่ง แต่ข้อความที่เหลืออยู่กลับทำให้ลมหายใจของผมต้องสะقفค้าง
*'วันที่ 14 ตุลาคม... วันที่อาคารสร้างเสร็จสมบูรณ์'*
*'พวกมันไม่ได้สร้างตึกนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนอยู่... แต่พวกมันสร้างตึกนี้ขึ้นมาเพื่อ "รอคอยคนมาเปลี่ยนกะ"*
*'ถ้าคุณกำลังอ่านบันทึกเล่มนี้อยู่... และได้ยินเสียงเคาะผนังจากเสาต้นที่สิบสอง... ขอเตือนด้วยความหวังดี อย่าหันกลับไปมองกระจกเงาฝั่งตรงข้ามเด็ดขาด... เพราะเงาที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณตอนนี้... ไม่ใช่เงาของคุณอีกต่อไปแล้ว'*
ผมอ่านข้อความนั้นจบ หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าลามเลียขึ้นมาถึงต้นคอ
ไม่ใช่เพราะความกลัวจากเนื้อหาในไดอารี่... แต่เป็นเพราะในขณะนี้... ภาพสะท้อนของผมบนกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่สุดปลายโถงทางเดินเบื้องหน้า กำลังค่อยๆ *ยกมือขึ้นช้าๆ* สวนทางกับท่าทางของผมที่กำลังก้มหน้าอ่านสมุดบันทึกอย่างสิ้นเชิง
ดร.วิภาดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำเตือน แต่ทว่า...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน (Fire Alarm) ของอาคารที่เงียบงันมานานนับสิบปี จู่ๆ ก็แผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาพร้อมกันทุกชั้น แสงไฟสีแดงฉานสลับกับความมืดมิดกระพริบถี่รัวระรัวทั่วทั้งโถงทางเดิน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของผมก็สั่นสะเทือนติดต่อกันสามครั้งพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระบบจากแอปพลิเคชันปริศนาที่ผมไม่ได้ติดตั้งไว้
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสถาปนิกผู้สืบทอดคนที่ 2 เข้าสู่พื้นที่ควบคุมระดับ SSS]
[เงื่อนไขภารกิจพิเศษถูกปลดล็อก: "ซ่อมแซมรอยต่อแห่งกาลเวลา" - ระยะเวลาจำกัด: 180 วินาที]
[คำเตือนจากระบบ: ห้ามสบตากับเงาสะท้อนตนเองเด็ดขาด... มิฉะนั้น การถ่ายโอนร่างจะเสร็จสมบูรณ์ 100%]
ร่างในกระจกเงาสุดปลายทางเดินฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู พร้อมกับก้าวเท้าเดินออกจากกรอบกระจกตรงมาทางเราด้วยความเร็วสูง!
โปรดติดตามตอนต่อไป... ครับ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาโครงสร้างมรณะนี้ไปด้วยกันนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก•ตอนที่ 7
ร่องรอยของคนก่อนหน้า
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!