เสียงหัวใจที่เต้นโครมครามในอกของผมไม่ได้ดังมาจากความกลัวต่อโครงสร้างคอนกรีตที่กำลังปริร้าวเบื้องหน้า แต่มันเกิดจากความเงียบงันที่น่าอึดอัด ซึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงของหญิงสาวในชุดสูทสีเข้มที่ยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่ริมขอบหน้าต่างบานใหญ่
"คุณอรุณ... เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมตึกหลังนี้ถึงไม่มีแบบแปลนโครงสร้างอยู่ในสารบบของสำนักงานเขตเลยแม้แต่แผ่นเดียว"
เสียงของดร.วิภาดาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยรอยร้าวลึกที่ผมไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนตลอดการเดินทางฝ่าฟันกฎเหล็กสิบสองข้อของตึกสำนักงานผีสิงแห่งนี้ เธอยังคงทอดสายตามองออกไปเบื้องล่าง ผ่านกระจกนิรภัยที่สะท้อนภาพหมอกสีเทาทึบของมิติพิศวง ชั้นลบ... จุดเชื่อมต่อระหว่างความจริงและความตายที่ผมจำต้องก้าวเข้ามาเพื่อไขปริศนา
ผมขยับแว่นสายตา เลื่อนตลับเมตรเลเซอร์ในมือลงช้าๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสุขุมตามแบบฉบับของสถาปนิกผู้ยึดมั่นในเหตุผล
"ผมตรวจสอบรายการคำשนวณทางวิศวกรรมมาหมดแล้วครับอาจารย์ โครงสร้างเสาและคานของชั้นนี้ถูกออกแบบด้วยระบบ Post-Tensioned Concrete ที่ล้ำยุคเกินกว่ามาตรฐานในปีที่ตึกนี้สร้างขึ้นร่วมสิบปี... มันเหมือนกับว่าถูกสร้างขึ้นมารอรับ 'บางสิ่ง' ที่มีน้ำหนักมหาศาล... หรือบางที มันอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังอะไรบางอย่างไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"
ดร.วิภาดาหันกลับมามองผม ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นทรง The Row ฉายแวววับวาววับที่ยากจะคาดเดา เธอยกมือขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อย—ท่าทางประจำตัวเวลาที่เธอกำลังประเมินความคิดของผม—ก่อนที่มุมปากอิ่มจะคล้ายจะยิ้ม แต่ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี
"คุณวิเคราะห์ได้เฉียบคมมากสมกับเป็นสถาปนิกอัจฉริยะครับ... แต่คุณยังมองไม่เห็นภาพทั้งหมด" เธอเดินเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องยางดังสะท้อนก้องกังวาน "ตึกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังวิญญาณเร่ร่อนหรอกครับ แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น 'อนุสรณ์สถาน' ของความโลภ และ... ของคนคนหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม"
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮาบ ไอเย็นยะเยือกพ่นออกมาจากช่องแอร์ที่ควรจะเสียไปนานแล้ว ผมจ้องมองใบหน้าของอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก นัยน์ตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย แม้ท่าทีจะยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นและความเป็นมืออาชีพ แต่จิตวิทยาประยุกต์ที่เธอใช้ควบคุมสถานการณ์มาตลอดทาง กลับกำลังพังทลายลงจากภายในด้วยความทรงจำที่กัดกินหัวใจ
"อาจารย์หมายถึง..." ผมเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สึก "เรื่องของพี่ชายคุณ หรือว่า... หุ้นส่วนคนสำคัญที่หายตัวไปในเหตุการณ์ตึกถล่มเมื่อสิบปีก่อนครับ"
คำพูดของผมทำให้ดร.วิภาดาชะงักฝ่าเท้า เธอนิ่งค้างไปเกือบสามวินาทีเต็ม ก่อนที่รอยยิ้มขมขื่นจะปรากฏขึ้นบนเรียวปาก
"คุณนี่นะ... รู้จักวิธีขุดคุ้ยแผลเป็นของคนอื่นได้เก่งกาจเสียจริง สมแล้วที่เป็นคนประเภทเดียวกับ 'เขาคนนั้น'" เธอดึงแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำเก่าคร่ำคร่าออกจากกระเป๋าเอกสารคู่ใจ ยื่นมันมาให้ผม "เปิดดูสิครับ... นี่คือแบบแปลนจริงของชั้นลบ แบบแปลนที่พี่ชายของฉัน เป็นคนร่างมันขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง ก่อนที่เขาจะถูกฝังกลบหายไปพร้อมกับซากคอนกรีตของตึกนี้"
ผมรับแฟ้มนั้นมาด้วยความระมัดระวัง นิ้วมือสัมผัสได้ถึงความชื้นและกลิ่นอับของกระดาษโบราณ เมื่อกางแผ่นกระดาษไขสีเหลืองนวลออกบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง ดวงตาของผมก็ต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
นี่ไม่ใช่แบบแปลนอาคารสำนักงานทั่วไป... แต่มันคือผังวงจรจิตวิทยาเชิงพื้นที่ (Spatial Psychology Blueprint) ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา! ทุกๆ มุมห้อง ทุกๆ ระยะห่างระหว่างเสา และทิศทางการไหลเวียนของลม ล้วนถูกคำนวณมาเพื่อเหนี่ยวนำ "ความทรงจำ" และ "ความรู้สึกผิด" ของผู้ที่ก้าวเข้ามาให้ติดอยู่ในลูปเวลาอันไม่มีที่สิ้นสุด
"แปลกใจใช่ไหมครับ?" ดร.วิภาดากล่าวต่อ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความเข้มแข็ง "พี่ชายของฉัน... เขาเป็นวิศวกรโครงสร้างผู้หมقมุ่นกับการสร้างตึกที่ไม่มีวันพังทลาย แต่เขากลับเป็นคนเซ็นอนุมัติใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐานต่ำในโครงการนี้ เพราะถูกบีบบังคับจากผู้มีอิทธิพล... และเมื่อตึกเริ่มมีรอยร้าว เขากลับเลือกที่จะขังตัวเองไว้ที่ชั้นนี้ เพื่อชดใช้บาปด้วยวิญญาณของเขาเอง"
เธอหันมาสบตาผมตรงๆ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดมานานนับทศวรรษ
"และนั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องเข้ามาที่นี่... ไม่ใช่เพื่อการวิจัยทางจิตวิทยา ไม่ใช่เพื่อสะสมหน่วยกิตประหลาดๆ ของระบบอะไรนั่น แต่เพราะฉันต้องการ 'ทวงคืน' สติสัมปชัญญะของพี่ชายฉันกลับมา หรือไม่ก็... ต้องทำลายวงจรอุบาทว์นี่ด้วยมือของฉันเอง!"
ในวินาทีนั้นเอง กฎเหล็กข้อที่สิบสาม—กฎที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่—ก็ปรากฏขึ้นเป็นตัวหนังสือสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของเราทั้งสองคน ระบบเสียงสังเคราะห์เย็นเยียบดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท
[ระบบตรวจพบเจตจำนงแห่งการปลดปล่อย: ดร.วิภาดา ได้เปิดเผย 'ปมในใจระดับ S' สำเร็จ]
[เงื่อนไขลับปลดล็อก: พื้นที่เขตหวงห้าม 'ชั้นลบ - ชั้นใต้ดินระดับศูนย์' กำลังเปิดใช้งาน]
[คำเตือน: บอสลับผู้พิทักษ์ความทรงจำ — "วิศวกรผู้ร่วงหล่น" ได้ตื่นจากการหลับใหลแล้ว และกำลังมุ่งหน้ามายังห้องนี้ด้วยระยะทางห่างออกไปเพียง... สามห้องโถง]
พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงโลหะบิดตัวดังเอี๊ยดอ๊าดประสานกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ลากถูมาตามทางเดินด้านนอก ใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามาทุกที
ดร.วิภาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงาร่างมหึมาทอดผ่านกระจกใสของประตูห้องทำงาน ขณะที่ผมรีบคว้าประแจเหล็กในกล่องเครื่องมือขึ้นมาตั้งรับ พร้อมกับหันไปมองอาจารย์สาวที่ยืนอยู่เคียงข้าง
"ดูท่าทางเราจะไม่มีเวลามานั่งเศร้ากันแล้วนะครับอาจารย์..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มผุดพรายเต็มใบหน้า "เตรียมตัวรับมือกับงานซ่อมแซมโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราได้เลยครับ!"
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครมาจนถึงตอนนี้นะครับ
สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก•ตอนที่ 17
ปมในใจของดร.วิภาดา
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!