“หากเจ้ายังไม่หยุดส่งเสียงครางแผ่วๆ เหมือนสุนัขใกล้ตายเช่นนี้ ข้าจะเอาฟางแห้งพวกนี้ยัดปากเจ้าให้สิ้นเรื่อง! ในเมื่อท่านพี่ทอดทิ้งเจ้าไว้เป็นเสนียดแก่โรงนาแห่งนี้ ก็จงนอนเน่าตายไปเสียเถิด อย่าได้หวังว่าจะได้กินแม้แต่เศษข้าวต้มจากมือข้า!”
เสียงแหลมสูงที่เจือด้วยความเกลียดชังกรีดผ่านโสตประสาทของ ‘หลินหว่านเอ๋อร์’ ดุจคมมีดที่กรีดลงบนแก้วใส เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมาด้วยแสงตะวัน แต่ตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถสิบล้อบดขยี้ผ่านอวัยวะภายใน ร่างกายนี้หนักอึ้งดั่งจมอยู่ในโคลนตมหนืดเหนียว
กลิ่นสาบฟางเก่า กลิ่นมูลสัตว์จางๆ และไอความเย็นเยือกของฤดูหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้กระดานผุพัง นี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัดปลอดเชื้อที่เธอคุ้นเคย... ไม่ใช่แสงไฟนีออนสีขาวโพลนจากโรงพยาบาลระดับประเทศที่เธอเพิ่งจะก้าวพ้นออกมาหลังการผ่าตัดกู้ชีวิตยาวนานกว่าสิบชั่วโมง
หว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวในร่างของศัลยแพทย์มือหนึ่งค่อยๆ ปรับโฟกัส ท่ามกลางความสลัวรางของโรงนาเก่า เธอเห็นสตรีร่างผอมบางในชุดผ้าหยาบสีตุ่นกำลังยืนเท้าสะเอว พ่นวาจาอาบยาพิษใส่ร่างที่นอนจมกองฟาง
“มองหน้าข้าทำไม? จะบอกว่าหิวหรือ? หรือจะบอกว่าอยากให้ใครมาช่วย? ฝันไปเถอะ! ตระกูลซ่งเขาต้องการแค่ ‘ชื่อ’ ของเจ้าเพื่อเซ็นรับรองการหย่าร้างเท่านั้น เมื่อใดที่ลายเซ็นปรากฏบนใบหย่า ข้าจะลากคอเจ้าไปทิ้งที่ท้ายหมู่บ้านเอง!”
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตอบโต้ เธอเพียงแต่สงบนิ่ง ทบทวนข้อมูลที่พุ่งเข้าสู่สมองราวกับกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ชื่อ ‘หลินหว่านเอ๋อร์’ เช่นกัน กำลังหลอมรวมเข้ากับตัวเธอ สะใภ้ที่ถูกตระกูลสามีทอดทิ้งเพราะความอ่อนแอและโง่งม การถูกกระทำย่ำยีที่สะสมมานานจนสิ้นลมหายใจในคืนที่หนาวเหน็บนี้
*‘โง่เขลานัก...’* เธอคิดในใจ พลางขยับนิ้วมือที่ไร้เรี่ยวแรงเพียงเล็กน้อย
ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านทำให้เธอรู้ว่า ร่างกายนี้บอบช้ำจากบาดแผลภายในอย่างหนัก แต่ในฐานะศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเธอ สิ่งที่น่ากลัวคือการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีต่างหาก
“เจ้า... เจ้าจะไปไหน!” เสียงของสตรีคนเดิมสั่นเครือขึ้นมาฉับพลัน เมื่อเห็นร่างที่ควรจะไร้วิญญาณค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากกองฟางอย่างยากลำบาก ท่วงท่าของหว่านเอ๋อร์แม้จะดูโซเซ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามที่น่าประหลาดใจ
หว่านเอ๋อร์ไม่มองหน้าอีกฝ่าย เธอจดจ้องไปที่มือของตนเอง—มือที่เคยจับมีดผ่าตัดด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร บัดนี้กลับหยาบกร้านและซีดเซียว เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ความเงียบของเธอในยามนี้กลับกดดันจนอีกฝ่ายต้องถอยกรูดไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าไม่มีสิทธิ์จะหย่า” เสียงของหว่านเอ๋อร์แหบพร่า ทว่ากังวานและเฉียบขาด “หากจะหย่า ข้าต้องเป็นคนยื่นใบหย่าด้วยตัวเอง”
“เจ้าพูดอะไรนะ! แกเป็นแค่คนไร้ค่า ตระกูลซ่งจะเอาของขยะอย่างเจ้าไว้ทำไม!”
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น สบสายตาผู้หญิงตรงหน้าอย่างนิ่งสนิท แววตาของเธอในยามนี้ เย็นเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลกจนสตรีที่กำลังด่าทอถึงกับชะงักงัน เธอรับรู้ได้ทันทีว่า ‘หลินหว่านเอ๋อร์’ คนเดิมได้ตายไปแล้ว และวิญญาณที่มาอาศัยร่างนี้อยู่นั้น... เป็นผู้ที่แม้แต่ยมทูตยังต้องเกรงใจ
“ถ้าข้าเป็นขยะ ก็จงบอกสามีของเจ้าให้กลับมาพูดกับข้าด้วยตัวเอง” เธอเอ่ยพลางเหยียดยิ้มที่มุมปาก “หรือว่าเขากลัว? กลัวการเผชิญหน้ากับสตรีที่เขาทอดทิ้งให้ตายในโรงนาเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน?”
บรรยากาศในโรงนาพลันเปลี่ยนไปจากความกดดันกลายเป็นความเงียบงันที่น่าขนลุก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดั่งหินผาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านนอกโรงนา มันไม่ใช่ฝีเท้าของชาวนา แต่เป็นจังหวะการเดินที่ผ่านการฝึกฝนจากกองทัพ
เสียงประตูไม้ที่ผุพังถูกผลักออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุดกระจาย ไอความหนาวจากภายนอกพุ่งทะลักเข้ามา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกที่ดูสะอาดสะอ้านและทรงพลัง
ร่างนั้นสูงตระหง่านจนบดบังแสงสลัวของค่ำคืนไว้จนมิด ใบหน้าคมสันดุจรูปสลัก ทว่าฉายแววเคร่งขรึมและดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองสภาพที่เลวร้ายในโรงนา ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของสตรีในกองฟาง
“พี่จินหาน!” สตรีที่กำลังด่าทอรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นตื่นตระหนกและละล่ำละลัก “พี่... พี่กลับมาได้ยังไงคะ? ไหนว่าจะไปปฏิบัติภารกิจที่เขตเหนือสามวัน?”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘พันเอกซ่งจินหาน’ ไม่แม้แต่จะปรายตาแลสตรีผู้นั้น เขาก้าวเท้าตรงเข้ามาหาหว่านเอ๋อร์ ทุกก้าวย่างของเขาทำให้หัวใจของคนที่อยู่ในห้องเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ก้มตัวลงต่ำ พลางยื่นมือหนาที่มีรอยด้านจากการจับอาวุธมาแตะที่หน้าผากของเธอเพื่อวัดอุณหภูมิ
สัมผัสที่อบอุ่นและแข็งกร้าวปะทะเข้ากับผิวหนังของเธอ หว่านเอ๋อร์ไม่หลบเลี่ยง เธอจ้องกลับด้วยแววตาท้าทาย
“ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่ตายสินะ” เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของซ่งจินหานเอ่ยขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระแสเสียงที่เย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่นเมื่อหันไปหาหญิงสาวอีกคน “ใครอนุญาตให้เจ้าลากภรรยาของข้ามาอยู่ในที่ต่ำช้าเช่นนี้? และใครสั่งให้เจ้ามาตัดสินชีวิตของคนในตระกูลซ่ง?”
ทว่า ก่อนที่สตรีผู้นั้นจะได้แก้ตัว ซ่งจินหานก็หยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ มันไม่ใช่ใบหย่า... แต่เป็นคำสั่งด่วนจากส่วนกลางที่ประทับตราครั่งสีแดงสดบ่งบอกถึงอำนาจทางการเมืองระดับสูงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“คำสั่งใหม่มาถึงแล้ว” เขากล่าวพลางเหลือบมองหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ทางการระบุว่า เจ้าและข้า... ต้องสมรสกันใหม่ตามกฎระเบียบใหม่ของเขตปฏิรูป ไม่เช่นนั้น ข้าจะต้องโดนปลดจากตำแหน่ง และเจ้า... จะต้องถูกส่งไปใช้แรงงานที่เหมืองหินทางเหนือตลอดชีวิต”
เขายัดใบแจ้งคำสั่งใส่มือที่สั่นเทาของเธอ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของยาสูบและไอหนาว “เลือกเอา... จะหย่าแล้วไปตายที่เหมืองหิน หรือจะแต่งงานกับข้าอีกครั้ง เพื่อเอาชีวิตรอดจากนรกขุมนี้ไปพร้อมกับข้า”
หวังว่าทุกท่านจะดื่มด่ำไปกับปฐมบทแห่งการเดิมพันชีวิตครั้งนี้ แล้วพบกันในตอนถัดไปนะคะ
หลินฮวายุคปฏิรูป
บันทึกหัตถ์ทองคำในทุ่งรวงทองแห่งความหลัง•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในกองฟาง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัตถ์ทองคำในทุ่งรวงทองแห่งความหลัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
