เสียงปิดแฟ้มหนังตึงหนักหน่วงดังสะท้อนก้องห้องทำงานกว้างขวาง สถาปัตยกรรมภายในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูหราใจกลางกรุงเทพมหานครแห่งนี้ ตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำเข้มขรึมและไม้โอ๊กอเมริกันราคาแพงระยับ ทว่าในยามวิกาลที่แสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้าด้านนอกสาดส่องลอดผ่านม่านโปร่งสีขาว บรรยากาศรอบตัวกลับเยียบเย็นราวกับห้องเก็บศพ
พิมพ์รตานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยจับแต่พู่กันและกล้องถ่ายรูปราคาสูง บัดนี้กำลังสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เธอบรรจงวางสิ่งของชิ้นสุดท้ายลงบนพื้นผิวกระจกเงาวับของโต๊ะทำงานตัวใหญ่
กระดาษแผ่นบางสองแผ่นที่ผ่านการร่างและลงลายมือชื่ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถูกทับไว้ด้วยแหวนเพชรเม็ดงาม น้ำงามร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ส่องประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟ มันคือแหวนแต่งงานมูลค่าหลายสิบล้านบาทที่ภาคินทร์ โชติวัฒนากุล สวมให้เธอเมื่อสามปีก่อน... วันที่เธอเดินเข้าบ้านตระกูลโชติวัฒนากุลด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความหวัง และเดินจากออกมาในคืนนี้ด้วยเศษซากความรู้สึกที่แหลกสละจนไม่เหลือชิ้นดี
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักจนบวมช้ำ ทอดมองแผ่นกระดาษแผ่นนั้นนิ่งนาน เธอไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองด้วยซ้ำ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดและโล่งอกในเวลาเดียวกัน สามปีที่เธอต้องทนกินน้ำตาต่างข้าว สามปีที่ต้องเป็นภรรยาในนามที่ถูกสามีมองข้ามราфเป็นเพียงอากาศธาตุ สามปีที่ภาคินทร์ไม่เคยชายตาแลแม้แต่น้อยว่าเธอจะอยู่หรือจะตาย กระทั่งหัวใจดวงนี้ด้านชาและแข็งกระด้างพอที่จะตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
*พอเสียที... พิมพ์รตา*
เธอพึมพำกับตัวเองในใจ หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นกระทบลงบนมุมกระดาษแผ่นหย่า เกิดเป็นรอยด่างจางๆ ก่อนที่เธอจะรีบใช้หลังมือปาดมันออกอย่างไร้เยื่อใย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติ สองมือเรียวเอื้อมไปหยิบกระดาษโน้ตสีขาวอีกแผ่นขึ้นมาจรดปากกาเขียนข้อความสั้นๆ ทิ้งไว้ด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์
*'ใบหย่าและแหวนอยู่บนโต๊ะค่ะ ฉันขออนุญาตหยิบสิ่งเดียวที่ควรเป็นของฉันไป... ขอให้คุณมีความสุขในโลกที่คุณสร้างขึ้นมาเองนะคะ ภาคินทร์'*
พิมพ์รตาวางกระดาษโน้ตทับไว้บนแหวนวงนั้นเป็นสิ่งสุดท้าย เธอกวาดสายตามองรอบห้องทำงานที่เธอไม่จำเป็นต้องกลับมาเหยียบอีกตลอดชีวิต ความทรงจำอันเจ็บปวดมากมายไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกเร่งความเร็ว แต่เธอก็เลือกที่จะสะบัดหน้าไล่ความอ่อนแอพวกนั้นออกไป เพราะยังมีอีกหนึ่งดวงใจดวงน้อยที่กำลังรอเธออยู่ที่ห้องพักชั่วคราว... ดวงใจที่บริสุทธิ์และเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอยังคงมีแรงหายใจในวันนี้
ร่างระหงในชุดเดรสยาวสีครีมเรียบง่ายก้าวเดินหันหลังให้ห้องทำงานนั้นอย่างเด็ดเดี่ยว ประตูบานใหญ่ปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงหัวใจที่เริ่มกลับมาเป็นของเธอเองทีละน้อย
...
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ เมื่อเสียงปลดล็อกรหัสประตูดิจิตอลหน้าห้องดังขึ้น ภาคินทร์ โชติวัฒนากุล ในชุดสูทสีเข้มที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น ก้าวเข้ามาในห้องชุดด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีผู้เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ ขยี้กลุ่มผมสีดำสนิทของตนเองอย่างหงุดหงิด เขากลับมาดึกดื่นเช่นนี้ทุกวันเป็นปกติวิสัย โดยไม่เคยใส่ใจเลยว่าภรรยาของเขาจะรอคอยหรือหลับไปแล้ว
"พิมพ์..."
เขาร้องเรียกชื่อภรรยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นตามเคย ความเงียบงันคือคำตอบที่ได้รับกลับมาดังเช่นทุกค่ำคืน ภาคินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ปกติแล้วต่อให้จะดึกดื่นแค่ไหน ไฟที่ห้องโถงหรือห้องครัวมักจะเปิดทิ้งไว้เสมอ แต่วันนี้ภายในห้องกลับมืดสนิทและเย็นเยียบผิดปกติ
ชายหนุ่มถอดสูทพาดไว้ที่พนักโซฟา ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวบริเวณคอออกสองเม็ดเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวเพื่อเคลียร์เอกสารกองสุดท้ายที่ค้างคา ความเหนื่อยล้าทำให้ฝีเท้าของเขาก้าวไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งมือหนาผลักประตูห้องทำงานให้เปิดกว้างออก
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องกระทบเข้ากับความว่างเปล่า
ภาคินทร์ชะงักฝีเท้า หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่คืบคลานเข้ามาในอากาศ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิ ซึ่งเป็นกลิ่นประจำตัวของพิมพ์รตา ยังคงหลงเหลือจางๆ อยู่ในบรรยากาศ แต่เจ้าของกลิ่นกลับไม่อยู่ตรงนั้น
ขายาวก้าวฉับๆ เข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านความสลัว และวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลก็สะดุดกึก ราวกับถูกใครบางคนใช้มือหนากระชากออกไปจากทรวงอก
บนพื้นผิวกระจกใส วัตถุสองชิ้นวางสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
แหวนแต่งงานเพชรเม็ดโตที่ควรจะอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของภรรยา ถูกถอดวางเคียงคู่กับกระดาษสองแผ่นที่มีตัวอักษรพิมพ์ไว้อย่างเป็นทางการ หัวข้อตัวหนาเด่นชัดกระแทกเข้าเต็มสองตาจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ
...*ใบหย่า*...
ภาคินทร์ยืนนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้น มือหนาที่เอื้อมออกไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นมาถึงหัวใจ สมองของเขาขาวโพลนราวกับสัญญาณโทรทัศน์ที่ถูกตัดขาด เขารีบกวาดสายตาอ่านข้อความในกระดาษโน้ตที่วางทับอยู่ด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยเมื่อซึมซับทุกตัวอักษรที่ภรรยาเขียนไว้
*...ขอให้คุณมีความสุขในโลกที่คุณสร้างขึ้นมาเองนะคะ ภาคินทร์...*
คำว่า 'มีความสุข' ดังก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำไปซ้ำมา แต่มันกลับเสียดแทงลึกลงไปในเนื้อเยื่อหัวใจจนเจ็บแปลบราวกับถูกคมมีดกรีดซ้ำอย่างไรอย่างนั้น ความโกรธเกรี้ยว ความตกใจ และความเคว้งคว้างประเดประดอนเข้ามาปะทะกันจนตั้งตั้งรับไม่ทัน สามปีที่ผ่านมาเขาชินชากับการมีเธออยู่เป็นเงาตามตัว ชินกับการที่เธอยอมอดทนรองรับอารมณ์ ชินกับการที่เธอยืนรออยู่ที่นี่เสมอไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน
เขาไม่เคยคิดเลย... ว่าผู้หญิงที่อ่อนหวานและเจียมเนื้อเจียมตัวคนนั้น จะกล้าหาญพอที่จะตัดสินใจหยิบข้าวของแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย!
"พิมพ์รตา... เธอคิดจะเล่นเกมอะไรกันแน่!"
เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องห้องทำงานที่ว่างเปล่า ความหงุดหงิดพุ่งสูงปรี๊ดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ภาคินทร์ขยำกระดาษโน้ตในมือจนยับยู่ยี่ด้วยความโมโห
เขารีบคว»าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมากดโทรออกหาภรรยาด้วยความรวดเร็ว เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นในความเงียบ... ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย จนกระทั่งระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนว่า *'หมายเลขที่คุณเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้'*
ภาคินทร์สบถออกมาคำโตอย่างหัวเสีย เขากดโทรซ้ำเป็นครั้งที่สอง สาม และสี่ แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินวนไปวนมาในห้องทำงานด้วยความกระวนกระวายใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต ความเยือกเย็นและมาดมั่นที่เคยมีพังทลายลงไม่เป็นท่า หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวเร็วกระชั้นชิดด้วยความกลัว... ความกลัวที่ว่าเขาอาจจะกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไปตลอดกาล
ชายหนุ่มตัดสินใจคว้ากุญแจรถยนต์บนโต๊ะเตรียมจะก้าวเดินออกไปตามหาเธอให้พลิกแผ่นดิน แต่ทว่า... สายตาก็เหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารอีกเล่มหนึ่งที่ถูกวางพิงไว้กับมุมโต๊ะ ด้านบนแฟ้มนั้นมีกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองแปะไว้ พร้อมกับข้อความด้วยลายมือที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงักลงทันที
*...เอกสารสำคัญที่คุณตามหา... และสิ่งที่ฉันไม่อาจยอมให้คุณพรากมันไปจากอก...*
ภาคินทร์ขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยระคนสังหรณ์ใจประหลาด มือหนายื่นออกไปเปิดแฟ้มเอกสารนั้นออกอย่างช้าๆ แสงไฟสลัวสาดส่องลงบนกระดาษแผ่นแรกที่ถูกหนีบไว้ด้านใน ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวหนังสือและภาพถ่ายทางการแพทย์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า... และวินาทีนั้นเอง ลมหายใจของนักธุรกิจผู้ทรงอำนาจก็ขาดห้วงไปสนิท
ภาพถ่ายอัลตราซาวด์ของทารกตัวน้อยในครรภ์ พร้อมกับผลตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ที่ระบุชื่อของ 'พิมพ์รตา' ชัดเจน... และที่มุมกระดาษอีกแผ่น มีสำเนาสูติบัตรของเด็กชายวัยเตาะแตะคนหนึ่ง... เด็กชายที่มีใบละม้ายคล้ายคลึงกับรูปถ่ายในวัยเด็กของเขาเองราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!
หัวใจของภาคินทร์หล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม ขาแกร่งแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้นห้องเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อใหญ่ที่ถูกปิดบังไว้ตลอดสามปีเต็ม...
*[โปรดติดตามตอนต่อไป]*
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบรรทัดนี้นะคะ ชฎาพรายไวน์แดงสัญญาว่าบทต่อไปจะยิ่งเข้มข้นและบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเดิมค่ะ
หยดน้ำตาสุดท้ายบนใบหย่า•ตอนที่ 1
ใบหย่าบนโต๊ะทำงาน
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยดน้ำตาสุดท้ายบนใบหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
