กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไหม้เกรียมของไม้จันทน์และควันไฟจากค่ายกลเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก กำแพงเมืองอุดรทิศยามนี้หาใช่ป้อมปราการอันมั่นคงแห่งแคว้นเหลียงอีกต่อไป หากแต่เป็นสุสานกลางแจ้งที่รอเวลาพังครืนลงมาฝังกลบผู้คนนับหมื่น ชีวิตมนุษย์ในยามสงครามนั้นไร้ค่าเสียยิ่งกว่าเศษธุลีดิน เสียงกรีดร้องของทหารบาดเจ็บ เสียงเหล็กกระทบกัน และเสียงคำรามดั่งอสูรร้ายของกองทัพแคว้นเป่ยอวี๋ที่ประชิดติดเชิงเทิน ล้วนประสานกันเป็นบทเพลงมรณะที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะสดับฟัง
บนหอรบสูงชัน ท่ามกลางหิมะสีเทาปนเขม่าควัน ประทับร่างสูงสง่าในชุดเกราะหนังปักลายพยัคฆ์ทมิฬ ประดับด้วยผ้าคลุมไหล่สีชาดที่สะบัดไหวตามแรงลมกรรโชก ฉินอ๋องหลี่จวินมิได้สะทกสะท้านต่อลูกธนูที่ปลิดปลิวตัดผ่านอากาศมาปักลงบนเสาไม้เบื้องพระพักตร์แม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองลงไปยังสนามรบเบื้องล่างด้วยความเยือกเย็นจนน่ากลัว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวน้ำแข็งสลักปรากฏรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว ยิ่งขับเน้นให้บุคลิกภาพของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายผู้นี้ดูดุดันและน่าเกรงขามถึงขีดสุด
"ท่านอ๋อง! ค่ายกลปีกหงส์ที่แนวหน้าด้านตะวันออกแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพถังถอนกำลังไม่ทัน ถูกกองกำลังม้าเหล็กของข้าศึกโอบล้อมไว้หมดสิ้น!"
รองแม่ทัพนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ เม็ดเหงื่อปนเลือดไหลย้อยอาบใบหน้าอันตระหนก ทว่าหลี่จวินเพียงแค่ปรายตามองด้วยหางตา ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างอดกลั้น
"ถังหลินประเมินกำลังข้าศึกต่ำไปเอง ความประมาทคือความตายในสนามรบ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังสำริดเอ่ยขึ้นโดยไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "สั่งกองพลสำรองหน่วยที่สามเข้าเสียบแทนทันที ปิดทางถอยของพวกมัน ตัดหัวทิ้งเสียให้หมด... ข้าไม่ต้องการเชลยศึกที่เหยียบย่างเข้ามาบนแผ่นดินนี้"
"รับ... รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" รองแม่ทัพตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อประกายตาดุจคมมีดนั้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นถอยฉากออกไป
หลี่จวินหันกลับมามองแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้กฤษณาที่สั่นไหวตามแรงระเบิดจากศิลาเพลิง ทว่าในใจกลับว่างเปล่า... ความตายของทหารนับพัน ความพินาศของเมืองอุดรทิศ หรือแม้แต่ชะตากรรมของแคว้นเหลียงในยามนี้ ล้วนเป็นเพียงหมากตาหนึ่งบนกระดานที่เขาต้องเล่นให้ชนะ เพื่อล้างมลทินและทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณของครอบครัวที่ถูกสังหารอย่างอยุติธรรมในราชสำนักเมื่อหลายปีก่อน
ทันใดนั้นเอง ประตูไม้หนาหนักของหอรบก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ทหารยามสองนายพยายามเข้าขัดขวางแต่กลับถูกผลักกระเด็นถอยหลัง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศนองเลือดก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยด้วยปิ่นไม้ไผ่เรียบง่าย แม้ใบหน้าจะเปื้อนเขม่าควันและมีรอยขีดข่วนจางๆ ทว่าดวงตากลับกระจ่างใสราวกับลำธารบนยอดเขา หญิงสาวผู้นี้มิได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อบรรยากาศกดดันรอบตัวแม้แต่น้อย
"บังอาจ! ที่นี่คือบัญชา2การรบหลวง สามัญชนกล้าดลบันดาลเข้ามาได้อย่างไร! ทหาร ลากตัวนางออกไป!" นายกองผู้หนึ่งชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าประชิดตัวนางในพริบตา
"หากท่านฆ่าข้าในตอนนี้ อีกหนึ่งเค่อต่อมา เมืองอุดรทิศจะกลายเป็นทะเลเพลิงที่แม้แต่ซากกระดูกก็จะไม่เหลือพ่ะย่ะค่ะ... อ๊ะ หรือควรจะกล่าวว่า 'ท่านแม่ทัพ' ดีล่ะ?"
เสียงใสทว่าราบเรียบและเปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับดังขึ้น นางเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยสรรพนามบุรุษที่สามอย่างจงใจ พร้อมกับย그มุมปากขึ้นเล็กน้อยในรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
คมกระบี่ที่จ่ออยู่เหนือลำคอระหงหยุดชะงักลงทันที หลี่จวินหันขวับมามองผู้บุกรุก สายตาดุจเหยี่ยวจ้องมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บรรยากาศรอบกายของแม่ทัพหนุ่มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนผู้คนรอบข้างต้องหายใจติดขัด
"เจ้าเป็นใคร?" หลี่จวินเอ่ยถาม น้ำเสียงต่ำลึกกดดันจนแทบหยุดหายใจ
เว่ยซูเหยียนมิได้หลบสายตานั้น นางก้าวเท้าเดินผ่านคมกระบี่ที่สั่นระริกของนายกองอย่างไม่สะทกสะท้าน ตรงไปยังโต๊ะแผนที่ยุทธศาสตร์เบื้องหน้าพระพักตร์ ก่อนจะหยิบหมากสีดำขึ้นมาวางลงบนจุดอับของแผนที่ด้วยปลายนิ้วเรียวยาวอันมั่นคง
"หม่อมฉัน เว่ยซูเหยียน ธิดาคนรองแห่งตระกูลเว่ย" นางกล่าวแนะนำตัวอย่างสง่างามราวกับกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสวนบุปผชาติในราชสำนัก มิใช่สนามรบที่กำลังจะแตก "ผู้ที่จะมาพลิกสถานการณ์และนำชัยชนะกลับคืนสู่ท่านอ๋อง... ในยามที่กองทัพกำลังจะพ่ายแพ้ย่อยยับพ่ะย่ะค่ะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทหารรอบบริเวณต่างกลั้นหายใจรอรับพระre-actionของฉินอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเกลียดชังคนอวดดีเป็นที่สุด หลี่จวินหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยว่าสตรีผู้นี้อันตรายยิ่ง แต่วิธีการที่นางวางหมากเมื่อครู่... กลับตรงกับจุดยุทธศาสตร์ที่เขาพยายามคิดหาทางแก้มาตลอดสามวันสามคืน
"ตระกูลเว่ยที่ถูกเนรเทศเพราะข้อหากบฏเมื่อสัปดาห์ก่อนน่ะหรือ?" หลี่จวินก้าวเข้าไปใกล้ จนกระทั่งกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนปะปนกับกลิ่นควันไฟลอยเข้าสู่โสตประสาท "เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าข้าจะฟังคำพูดของนักโทษหนีตายเช่นเจ้า ไม่ใช่สั่งตัดหัวเจ้าข้อหาบุกรุก?"
เว่ยซูเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นอย่างไร้ความหวาดกลัว ริมฝีปากบางแย้มยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
"หม่อมฉันไม่กล้าเอาชีวิตของตระกูลมาล้อเล่นหอกหักดาบหลุดหรอกพ่ะย่ะค่ะ... แต่อีกไม่ถึงก้านธูป แคว้นเป่ยอวี๋จะใช้ 'กองทัพอัคคี' ทะลวงประตูทิศเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ท่านอ๋องทรงละเลยเพราะคิดว่าเป็นพื้นที่ลาดชันเกินกว่าจะเคลื่อนพลได้" ซูเหยียนโน้มตัวเข้าไปกระซิบแผ่วเบาจนลมหายใจอุ่นปะทะกับปลายพระนาสิก "หากท่านไม่เชื่อ... ลองทอดพระเนตรดูที่หอคอยทิศเหนือในยามนี้สพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากทิศเหนือตามคำกล่าวของนางไม่ผิดเพี้ยน แสงเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีราวกับอสุรกายร้ายที่กำลังอ้าปากกลืนกินเมืองทั้งเมือง
หลี่จวินเบิกเนตรกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตระหนักรู้บางอย่างแล่นริ้วผ่านเข้ามาในสมองดั่งสายฟ้าฟาด สตรีผู้นี้มิได้เพียงแต่ล่วงรู้กลยุทธ์ของศัตรู หากแต่กำลังอ่านใจและกุมชะตากรรมของเขาไว้ในกำมืออย่างสมบูรณ์แบบ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ทหารสื่อสารผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงด้วยความรีบร้อน พร้อมกับชูหีบไม้ประทับตราลัญจกรทองคำขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"ท... ท่านอ๋อง! พระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินรับหีบไม้มาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเมื่อเปิดออกและทอดพระเนตรอักษรบนม้วนผ้าแพรสีเหลืองทอง ดวงเนตรคมกริบก็หรี่แคบลงทันที ความโกรธเกรี้ยวระลอกใหญ่ประทุขึ้นในอกจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ
ในพระราชโองการระบุชัดเจนว่า... *ให้ปลดฉินอ๋องหลี่จวินออกจากตำแหน่งแม่ทัพบูรพาในทันที และให้มอบอำนาจบัญชาการทั้งหมดแก่แม่ทัพรองผู้ภักดีต่อองค์รัชทายาท พร้อมทั้งส่งตัว 'เว่ยซูเหยียน' กลับไปรับโทษประหารชีวิตที่เมืองหลวงโดยด่วน*
บรรยากาศรอบกายฉินอ๋องในวินาทีนั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ากลับคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความพินาศที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
หลี่จวินเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ สายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นตวัดกลับมามองสตรีตรงหน้า ซึ่งยังคงยืนสงบนิ่งราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดล่วงหน้าอยู่แล้ว
"ดูท่าทาง..." หลี่จวินแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจดั่งพญายม "พวกเราต่างก็เป็น 'คนตาย' ในสายตาของเมืองหลวงเหมือนกันสินะ, กุนซือเว่ย"
เว่ยซูเหยียนยิ้มรับคำกล่าวร-นั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะขอบม้วนพระราชโองการเบาๆ
"เช่นนั้นแล้ว..." ดวงตากระจ่างใสทอประกายคมปลาบอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน "ท่านอ๋องจะเลือกสยบยอมเป็นผีไร้ญาติ หรือจะร่วมมือกับคนตายเช่นหม่อมฉัน... เพื่อขึ้นไปเหยียบย่ำราชบัลลังก์นั้นให้แหลกคามือเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ด้วยกันครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับยอดกุนซือหญิงผู้พิชิตบัลลังก์•ตอนที่ 1
มรสุม ณ ชายแดนเหนือ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับยอดกุนซือหญิงผู้พิชิตบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!