สถาปนิกไร้เงากับวิศวกรผู้พังทลาย•ตอนที่ 3

ความเงียบหลังงานเลิก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"รอยยิ้มของคุณอคินในวันนี้ ดูไร้เดียงสาเกินกว่าจะถือแฟ้มโครงการมูลค่าพันล้านมาด้วยตัวเองนะครับ" เสียงทุ้มต่ำของธีร์ดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องประชุมทันทีที่บานประตูไม้สักปิดสนิท ร่างท้วมในชุดสูทราคาแพงของ ดร.อคิน ชะงักเล็กน้อย ดวงตาหลังกรอบแว่นสายตาทองคำหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ประเมินสถาปนิกหนุ่มผู้ยืนกอดอกอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ดที่เต็มไปด้วยเส้นร่างโครงสร้างอาคารประวัติศาสตร์ ดร.อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ กิริยาที่แสดงออกถึงความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาวางแฟ้มสีดำสนิทลงบนโต๊ะกระจกกลางห้อง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังแท้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับเป็นเจ้าของสถานที่ตัวจริง "คุณธีร์นี่มองโลกในแง่ร้ายเสมอเลยนะครับ... สมแล้วที่เป็นสถาปนิกที่ยึดติดกับอิฐเก่าๆ ผุพัง" ดร.อคินเอ่ยพลูดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากแฟ้ม "แต่บางที คุณอาจจะต้องหัดมองโลกตามความเป็นจริงบ้าง ว่าความงามทางสถาปัตยกรรม มันกินไม่ได้" รินรดาซึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง หันขวับกลับมามองชายวัยกลางคนทั้งสอง สายตาคมกริบของวิศวกรสาวกวาดมองเอกสารในมือของ ดร.อคินด้วยความระแวง เธอก้าวเข้ามายืนเคียงข้างธีร์โดยไม่รู้ตัว แรงกดดันในห้องประชุมพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดฝนด้านนอกเริ่มซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างเสียงดังสนั่น ลมพายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำกรุงเทพมหานคร ยามวิกาลที่ไฟในไซต์งานเริ่มกะพริบและดับลง "ถ้าคุณหมายถึงความฉ้อฉลและการถมทับประวัติศาสตร์เพื่อแลกกับคอมมิชชั่นก้อนโต ผมคิดว่าเราคงนิยามคำว่า 'ความเป็นจริง' ไม่เหมือนกันหรอกครับ ดร.อคิน" ธีร์สวนกลับทันควัน นํ้าเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง ดร.อคินยิ้มเยาะ เขาไม่ได้โกรธเคือง กลับหัวเราะชอบใจเสียด้วยซ้ำ "เชิญพวกคุณถกเถียงเรื่องอุดมการณ์กันตามสบายเถอะครับ แต่อีกสามวันข้างหน้า คณะกรรมการบริหารจะตัดสินใจเรื่องการรื้อถอนตึกนี้ และแฟ้มนี้..." เขาเคาะนิ้วลงบนกระดาษ "...คือใบประกาศิตที่จะเปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นคอนโดมิเนียมไฮไลฟ์ที่ทำกำไรมหาศาล ขอตัวก่อนนะครับ ฝนตกหนักแบบนี้ การเดินทางในกรุงเทพฯ ค่อนข้างลำบาก" สิ้นเสียงประตูปิดลง ความเงียบงันอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งชั้น สภาพอากาศข้างนอกทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงฟ้าผ่าคำรามก้องสะเทือนไปถึงโครงสร้างตึก ทันใดนั้นเอง แสงไฟนีออนบนเพดานก็ดับวูบลงสนิท ทิ้งให้ทั้งห้องจมอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงแฟลชจากสายฟ้าส่องเข้ามาเป็นระยะ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยกมือขึ้นกอดอกเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาจากโครงสร้างปูนเปลือย "ไฟดับ... ระบบสำรองฉุกเฉินคงมีปัญหาจากน้ำฝนที่ซึมเข้าห้องเครื่องชั้นใต้ดินแน่ๆ" "ดูเหมือนว่าคืนนี้ เราต้องติดอยู่ที่นี่ด้วยกันแล้วล่ะครับ คุณรินรดา" ธีร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อยเมื่อไม่มีบุคคลที่สาม วิศวกรสาวถอนหายใจยาว เธอเดินไปหยิบไฟฉายสำรองจากโต๊ะทำงานแสงสว่างสีขาวนวลส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "คุณไม่กังวลเลยหรือไง ธีร์?" รินรดาเอ่ยเรียกชื่อจริงของเขาเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ น้ำเสียงอ่อนลง "เอกสารในแฟ้มนั้น... ถ้า ดร.อคินเอาไปยื่นให้บอร์ดบริหารจริงๆ อาคารเก่าแก่ที่คุณพยายามปกป้องตั้งครึ่งปี จะถูกทุบทำลายราบเป็นหน้ากลองภายในพริบตา ความพยายามของคุณ... จะสูญเปล่า" ธีร์เดินช้าๆ เข้าไปใกล้หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างที่สายฝนกำลังซัดกระหน่ำใส่โครงเหล็กและเสาคอนกรีต เขาถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้มือคลึงหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า "คุณรู้ไหมครับ ริน... ทำไมผมถึงเลือกเรียนสถาปัตยกรรม ทั้งที่ครอบครัวผมเคยสูญเสียบ้านหลังแรกไปเพราะการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างตึกสูงสำนักงาน" ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ รินรดานิ่งงฟัง เธอค่อยๆ วางไฟฉายลงบนโต๊ะ ปล่อยให้แสงสว่างสาดกระทบผนังห้อง เธอไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวของธีร์มาก่อน ผู้ชายคนนี้ปิดตายตัวเองไว้หลังกำแพงความเงียบงันเสมอ "ตอนผมอายุสิบขวบ ผมเห็นบ้านไม้โบราณที่ปู่สร้างด้วยมือถูกพังทลายลงในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง รถแบ็คโฮคันใหญ่บดขยี้เสาไม้สักทองจนไม่เหลือชิ้นดี ในตอนนั้นผมเกลียดวิศวกร เกลียดเครื่องจักร และเกลียดความก้าวหน้าอย่างไร้หัวใจ" ธีร์หันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่คมในเงาสลัวสะท้อนความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "แต่พอผมโตขึ้น ผมถึงเข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักร... แต่อ1ยูท่ี 'มนุษย์' ที่ใช้มันต่างหาก" รินรดานิ่งอึ้ง คำพูดของธีร์กระทบเข้ากับความเชื่อมั่นในตรรกะและตัวเลขของเธออย่างจัง เธอก้าวเข้าไปประชิดเขาอีกนิด ระยะห่างระหว่างสถาปนิกผู้พิทักษ์อดีตกับวิศวกรผู้สร้างอนาคตเหลือเพียงไม่กี่คืบ "แต่ตึกมันต้องเดินหน้า ธีร์ โลกเราหยุดพัฒนาไม่ได้..." รินรดาแย้งเสียงแผ่ว ความมั่นใจในหลักการวิศวกรรมของเธอกำลังสั่นคลอนต่อหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความเปราะบางของชายหนุ่ม "ถ้าเราไม่สร้างตึกสูง เราจะเอาพื้นที่ที่ไหนรองรับคนนับล้านในเมืองนี้?" "การพัฒนาที่ไม่เหลือพื้นที่ให้วิญญาณของมนุษย์หายใจ มันก็เป็นแค่การสร้าง 'กรงขัง' ขนาดใหญ่เท่านั้นแหละครับ" ธีร์ก้าวเข้ามาประชิดจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และความเยียบIย็นของบรรยากาศรอบตัว "เหมือนกับที่เรากำลังยืนอยู่บนรอยร้าวของตึกหลังนี้... คุณก็รู้ใช่ไหมครับ ริน ว่าโครงสร้างหลักของชั้นใต้ดินมันไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรกแล้ว" รินรดาสบตาเขา หัวใจของเธอดวงเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวเรื่องโครงสร้างถล่ม แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน "ฉัน... ฉันกำลังตรวจสอบเรื่องนั้นอยู่" เธอกลืนก้อนสะอื้นในลำคอ "และฉันพบว่า... รอยร้าวพวกนั้น ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสภาพตามกาลเวลา" ธีร์ขมวดคิ้วทันที "คุณหมายความว่ายังไง?" "มันเกิดจากการจงใจเจาะทำลายโครงสร้างเหล็กเส้นภายในเสาหลัก... เพื่อให้ตึกนี้ทรุดตัวลงเองตามธรรมชาติ" รินรดากระซิบเสียงสั่นด้วยความตกใจเมื่อนึกถึงข้อมูลในแล็ปท็อปของเธอ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกหน้าห้องประชุม เสียงโลหะกระทบพื้นปูนดังชัดเจนท่ามกลางเสียงฝนที่ซัดสาด รินรดาและธีร์หันขวับไปมองบานประตูพร้อมกันด้วยความระแวง แกร็ก... ลูกบิดประตูห้องประชุมหมุนช้าๆ อีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าห้อง พร้อมกับเสียงเคาะเบาๆ สามครั้งที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเงียบงันนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับวิศวกรผู้พังทลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%