เซียนวิปลาสกับอาภรณ์โลหิตไร้เงา•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนในร่างศพไร้ญาติ

ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
กลิ่นคาวเลือดที่อัดแน่นอยู่ในโพรงจมูกนั้นรุนแรงเสียจนน่ารังเกียจ มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวลของการบำเพ็ญเพียรด้วยโอสถทิพย์ และไม่ใช่กลิ่นอายบริสุทธิ์ของยอดเขาเมฆา แต่เป็นกลิ่นเน่าเฟะของซากศพที่ถูกกองสุมรวมกันราวกับเศษขยะ ไร้ซึ่งเกียรติยศ ไร้ซึ่งความปรานี หลี่มู่เฉินรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกบดขยี้ด้วยโม่หินนับพันชิ้น กระดูกทุกท่อนส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ สติสัมปชัญญะที่ควรจะดับสูญไปนับแสนปีกลับถูกดึงกระชากกลับมาอย่างรุนแรง ท่ามกลางความมืดมิดอันหนทึบและเย็นเยียบของสุสานใต้ดิน "ฮึ่ม... การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยกลิ่นสาบศพเช่นนี้ ดูท่ารสนีย์ของพวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักอเวจีจะยังคงไร้รสนิยมเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน..." เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากและแตก1ยับเยินของเขาเอง หลี่มู่เฉินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างยากลำบาก แม้สถานการณ์ในยามนี้จะตกเป็นรองถึงขีดสุด ร่างกายที่ครอบครองอยู่จะเป็นเพียงเศษสวะขั้นรวบรวมลมปราณที่ใกล้ตายเต็มที ทว่าประกายในดวงตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง มันคือสายตาของมหาเทพผู้เคยเหยียบย่างอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร สายตาที่มองดูความเป็นความตายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน รอบกายเขามีร่างไร้วิญญาณนับร้อยถูกโยนทิ้งระเกะระระกะ นี่คือ 'หุบเขาหมื่นอเวจี' แดนประหารชีวิตของเหล่าศิษย์ชั้นต่ำผู้กระทำความผิดหรือไร้ประโยชน์ต่อสำนัก ศพแล้วศพเล่าถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเพื่อเป็นปุ๋ยแก่ค่ายกลโลหิต ทว่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในร่างของศพไร้ญาติที่นอนหายใจรวยรินอยู่ก้นเหวลึกนี้ คือดวงจิตอันทรงพลังที่เคยสั่นสะเทือนสามภพภูมิ *แกร๊ก... กรับ...* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับคบเพลิงสีเขียวมรกตที่ส่องสว่างแหวกความมืดมิดเข้ามา เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระโหลกโลหิตปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าสุสาน แวตาของผู้อาวุโสสำนักอเวจีผู้ดูแลหลุมศพเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรังเกียจเดียดฉันท์ "ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?" น้ำเสียงแห้งแล้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น "นับว่าหนังเหนียวเสียจริง ถือว่าพวกเราเสียแรงที่ถีบแกลบโยนลงมาในหลุมศพนี่เมื่อวาน แต่อย่าได้ลำพองใจไป พลังปราณในจุดตันหยางของเจ้าถูกทำลายจนย่อยยับแล้ว ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต ก็เป็นได้เพียงหนอนที่รอวันเน่าเปื่อยในนี้เท่านั้น!" หลี่มู่เฉินค่อยๆ ใช้ศอกยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า เขามองสำรวจเสื้อผ้าอาภรณ์ขาดวิ่นที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นกลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด จนผู้อาวุโสชุดดำต้องชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว "หนอนหรือ?" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล รอยยิ้มประดับบนใบหน้าเปื้อนฝุ่นดินช่างกวนประสาทและท้าทายอำนาจฟ้าดินยิ่งนัก "ผู้อาวุโส ท่านกล่าวเกินไปแล้ว... ข้าเพียงแต่หลับตาพักผ่อนไปตื่นหนึ่ง เหตุใดจึงต้องทำหน้าตาตื่นตระหนกราวกับเห็นผีเช่นนั้นเล่า? หรือว่า... หน้าตาข้าในตอนนี้จะดูหล่อเหลาเกินกว่าที่จิตใจอันเปราะบางของท่านจะรับไหว?" "ปากกล้าจริงนะไอ้เด็กเวร!" ผู้อาวุโสชุดดำโกรธจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกรอบตัวจนลมพัดกรรโชก แรงกดดันระดับสูงกดทับลงมาบนร่างบอบบางของหลี่มู่เฉินจนพื้นศิลาใต้ร่างแตกร้าว "ในเมื่อเจ้ายังอยากหายใจต่อ ข้าจะสงเคราะห์ตัดแขนตัดขาเจ้าเสียตอนนี้เลยดีกว่า!" พริบตานั้นเอง อากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ไม่มีใครทันสังเกตเห็น ว่าแม้แต่วินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา นิ้วมือเรียวยาวเปื้อนเลือดของหลี่มู่เฉินกลับขีดเขียนอักขระโบราณลงบนพื้นศิลาอย่างแผ่วเบา รวดเร็ว และแม่นยำ ราวกับเทพเจ้ากำลังร้อยเรียงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินขึ้นมาใหม่ ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือปราณสีดำมหึมาพุ่งเข้าใส่หมายบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกเป็นจุล หลี่มู่เฉินไม่ได้หลบหนี เขากลับเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำสนิทคู่นั้นทอประกายแสงสีทองเรืองรองวับวามชั่วพริบตา "วิชาบำเพ็ญของสำนักอเวจีของพวกเจ้า... ฝึกฝนจนลมปราณรั่วไหลถึงเพียงนี้ คิดจะเอาชนะใครได้ นอกจากรังแกคนตาย?" หลี่มู่เฉินสะบัดมือขึ้นเบาๆ หนึ่งครั้ง *ตูมมม!* คลื่นกระแทกอันไร้ที่มาปะทะเข้ากับฝ่ามือปราณอย่างจัง แรงสะท้อนย้อนกลับรุนแรงจนผู้อาวุโสชุดดำกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้าเป็นแค่ศพไร้ค่า เหตุใดจึง..." ผู้อาวุโสคำรามลั่นด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว รังสีฆ่าฟันที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่กรีดร้องเตือนภัยอันตรายถึงชีวิต หลี่มู่เฉินค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง แม้ร่างจะผอมโซและมีหยดเลือดไหลยศจากหน้าผาก ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับตั้งตรงสง่างามราวกับกระบี่เล่มหนึ่งที่เพิ่งถูกชักออกจากฝักหลังจากหลับใหลมานับหมื่นปี เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสชุดดำทีละก้าวอย่างใจเย็น ทุกย่างก้าวที่ประทับลงไปบนพื้นศิลา เสียงสะท้อนกลับก้องกังวานราวกับเสียงกลองแห่งความตายที่กำลังตีเร่งเร้า "โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก..." หลี่มู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาพินิจมองมือของตนเองที่ค่อยๆ มีสายฟ้าสีครามประกายทองแล่นริ้วผ่านผิวหนัง "ข้าเพิ่งจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ไม่ถึงเค่อดีนัก เหตุไฉนพวกมดปลวกถึงได้รีบเรเข้ามาหาความตายกันเร็วนักเล่า? ช่างกตัญญูเสียจริง... เกรงว่าข้าจะเหงาอยู่ในนรกกระมัง?" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในสุสานอเวจีก็พลันเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าจะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัวเหนือหุบเขาหมื่นอเวจี สายฟ้าสีเลือดสายหนึ่งผ่าแหวกความมืดลงมากระทบยอดเขาราวกับเสียงคำรามกริ้วโกรธจากสรวงสวรรค์ที่รับรู้ถึงการตื่นขึ้นของตัวตนที่มันหวาดกลัวที่สุด! และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งประหนึ่งเซียนสาวผู้ร่วงหล่นจากนفتม่านเมฆ ก็ปรากฏกายขึ้นบนยอดเสาศิลาเบื้องบน นางสวมอาภรณ์โปรยพลิ้วสีขาวบริสุทธิ์ที่แม้แต่ฝุ่นละอองก็มิอาจแปดเปื้อน ดวงตาดั่งหยกเย็นชาคู่นั้นกวาดมองลงมายังหลี่มู่เฉิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีที่ทำเอาผู้อาวุโสสำนักอเวจีถึงกับสิ้นสติ "หลี่มู่เฉิน... หนี้เลือดเมื่อชาติภพก่อน ที่ท่านติดค้างข้า ถึงเวลาต้องชำระแล้ว!" --- ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีเซียนอันลึกล้ำนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนวิปลาสกับอาภรณ์โลหิตไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%