กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณอายุร่วมพันปีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอฝนที่ลอยเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ดเหล็กดัด ซึ่งถูกงัดจนบิดเบี้ยว
บนโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบเศษฝุ่นที่กำลังล่องลอยอยู่ในอากาศราวกับหมู่ดาวในกาแล็กซีอันมืดมิด ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของคนทั้งคู่ในห้องนี้หาใช่บรรยากาศอันวังเวงไม่ หากแต่เป็นวัตถุสีดำสนิทที่วางอยู่กลางกองเอกสารการแปลภาษารูปลิ่ม
“คุณกำลังทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ, คุณริน”
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ศิลา ศาสตราจารย์หนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและแว่นตากรอบเงิน ปรายตามองหญิงสาวที่ยืนพิงขอบหน้าต่างด้วยท่าทีผ่อนคลายเกินกว่าจะเรียกว่าผู้บุกรุก นิ้วเรียวยาวของเขากำดินสอไม้แน่นจนข้อต่อนูนขาว
รินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เธอปัดเศษฝุ่นออกจากแจ็คเก็ตหนังสีเข้ม ก่อนจะก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน โดยไม่ยี่หระต่อสายตาคมกริบที่ราวกับใบมีดผ่าตัดของศาสตราจารย์หนุ่มเลยแม้แต่น้อย
“หลักฐานเหรอคะ... อภัยด้วยนะคะ ศิลา แต่สำหรับฉัน มันคือ ‘ตั๋วรถไฟ’ พาหนะที่จะพาเราออกไปจากหลุมศพพวกนี้ต่างหาก” เธอยักไหล่ ดวงตาสสีนิลพินิจพิเคราะห์แผ่นศิลาสีเลือดขนาดเท่าฝ่ามือที่วางอยู่ตรงหน้า “คุณเรียกมันว่าวัตถุโบราณที่ต้องเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ แต่นักลงทุนจากตลาดมืดพร้อมจ่ายสามล้านดอลลาร์เพื่อให้มันกลับไปอยู่ในตู้เซฟส่วนตัว... และฉันเดาว่าเงินจำนวนนั้นคงสร้างห้องแล็บให้คุณได้อีกสามตึกทีเดียว”
“คุณมองทุกอย่างเป็นสินค้าตีราคาได้เสมอสินะครับ” ศิลาถอดแว่นตาออกอย่างช้าๆ ใช้ผ้าเช็ดเลนส์ด้วยความประณีต ราวกับต้องการถ่วงเวลาเพื่อระงับความหงุดหงิดที่กำลังพุ่งพล่านในอก “วิทยาการ ความรู้ และประวัติศาสตร์นับพันปี... สำหรับคุณมันมีค่าแค่เศษกระดาษที่ใช้แลกเงินสดหรือครับ”
“อย่ามาทำเป็นพูดเรื่องคุณธรรมกับฉันหน่อยเลยค่ะ ศิลา” รินโน้มตัวลงมา มือเรียวท้าวกับขอบโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนเขาสามารถรับรู้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของสนิมเหล็กและบุหรี่เมนทอลจากตัวเธอ “คนที่นั่งแปลอักษรสาปแช่งพวกนี้จนดึกดื่นทุกคืน ไม่ได้ทำเพราะอยากให้โลกรู้ความจริงหรอกค่ะ... คุณทำเพราะคุณ ‘เสพติด’ ความรู้สึกของการเป็นผู้ไขปริศนาต่างหาก เราสองคนไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด เราต่างก็เป็นพวกกระหายความตื่นเต้น เพียงแต่คุณใส่สูทผูกไท ส่วนฉันสะพายปืนพก”
คำพูดนั้นเฉียบคมและตรงเข้าเป้าเสียจนศิลาต้องนิ่งเงบไปชั่วขณะ ดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เธอไม่ใช่แค่นักล่าสมบัติทั่วไป รินมีความฉลาดเฉียบแหลมที่อ่านใจคนทะลุปรุโปร่ง และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับเขา—ความรู้สึกที่ว่า เธอมองเห็นรอยร้าวในอุดมการณ์ของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“แต่ครั้งนี้คุณคิดผิด…” ศิลาวางแว่นลงบนโต๊ะ น้ำเสียงของเขากลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง “ศิลาจารึกแผ่นนี้ไม่ใช่สมบัติที่จะเอาไปขายได้ มันคือคำเตือน”
“คำเตือนจากใครคะ? พวกสุเมเรียนที่ตายไปแล้วเมื่อสี่พันปีก่อนงั้นเหรอ?” รินเหยียดยิ้ม
“ไม่ใช่แค่คำเตือน... แต่มันคือพิกัด”
ศิลาใช้นิ้วเคาะลงไปบนพื้นผิวสีเลือดของแผ่นศิลา ซึ่งเมื่อยามที่แสงไฟตกกระทบในมุมที่ถูกต้อง ร่องรอยสลักเสลาเหล่านั้นจะสะท้อนประกายสีแดงก่ำคล้ายกับแร่เฮมาไทต์ผสมเรซินโบราณ
“คุณคิดว่ารอยสลักพวกนี้คือภาษารูปลิ่มปกติใช่ไหมครับ? ลองมองดูดีๆ สิครับ ริน”
รินหรี่ตาลง เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายของเธอลอยวนอยู่ใกล้จมูกของเขาจนน่าประหลาดใจ หญิงสาวก้มลงเพ่งมองลวดลายเรขาคณิตที่สลักแทรกระหว่างตัวอักษรโบราณเหล่านั้น สมองอันปราดเปรื่องของนักล่าสมบัติประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจะค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย
“นี่มันไม่ใช่ภาษาเขียน... แต่มันคือแผนที่ภูมิประเทศ” รินพึมพำ น้ำเสียงขาดความมั่นใจไปชั่วขณะ “ร่องพวกนี้... มันคือเส้นทางน้ำใต้ดินของหุบเขาแห่งความตาย”
“ถูกต้องครับ” ศิลาหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา วาดเส้นโยงลงบนแผนที่กระดาษไขที่ทับอยู่ด้านบน “บันทึกโบราณของนักบวชชาวบาบิโลนที่ผมเพิ่งถอดรหัสได้เมื่อชั่วโมงก่อนระบุไว้ตรงกัน ศิลาแผ่นนี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่ใช้ถอดรหัสประตูหลุมศพของกษัตริย์นารัม-ซิน ผู้ถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์เพราะความหยิ่งผยองที่กล้าท้าทายเทพเจ้า”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายกระทบกระจกด้านนอก
รินเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่ง แววตาสนุกสนานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยประกายความโลภและความท้าทายที่ถูกจุดประกายขึ้นอย่างเงียบๆ
“กษัตริย์นารัม-ซิน... ผู้ครอบครองมหาสมบัติแห่งอัคคาดที่หายสาบสูญ” รินทวนชื่อนั้นเบาๆ ลมหายใจของเธอเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย “พวกนักโบราณคดีสายอนุรักษ์นิยมอย่างคุณบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง เป็นแค่ตำนานปรัมปรา”
“ผมเคยคิดแบบนั้น จนกระทั่งผมพบว่าแผ่นศิลานี้ทำมาจากหินบะซอลต์ชนิดเดียวกับที่พบเฉพาะในเขตก่อสร้างใต้ดินลึกสามร้อยเมตร ณ ภูเขาซากรอส” ศิลาปรายตามองเธอ “และที่สำคัญที่สุด... มันไม่มีทางถูกเปิดออกได้ด้วยกำลังทหารหรือไดนาไมต์อย่างที่คุณชอบทำหรอกครับ”
รินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ คราวนี้แววตาของเธอลุกโชนด้วยไฟแห่งนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่ออันโอชะ
“ถ้าอย่างนั้น... เราก็มีข้อตกลงกันแล้วสินะคะ ศาสตราจารย์” เธอยื่นมือเรียวบางออกมาตรงหน้าเขา ฝ่ามือของเธอนั้นมีรอยด้านจากการจับอาวุธและปีนป่ายหน้าผา “คุณต้องการความรู้และชื่อเสียงในการค้นพบทางประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ ส่วนฉันต้องการสมบัติที่จะทำให้ฉันเกษียณได้ตลอดชีวิต... วิน-วิน ทั้งคู่ค่ะ”
ศิลามองมือที่ยื่นมาตรงหน้า นานนับนาทีที่เขาชั่งใจระหว่างจริยธรรมอันเคร่งครัดที่เขาถือปฏิบัติมาตลอดชีวิต กับความจริงที่ว่า... เขาไม่มีทางไขปริศนาลับแลนี้ได้โดยไม่มีความสามารถในการเอาตัวรอดในพื้นที่อันตรายของเธอ
ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ ประตูไม้บานหนาหน้าห้องทำงานก็ส่งเสียง ‘เอี๊ยด’ ดังขึ้นแผ่วเบา
ทั้งสองคนชะงัก รินดึงมือกลับไปแตะด้ามปืนพกใต้แจ็คเก็ตอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณนักล่า ส่วนศิลากวาดสายตาไปยังเงาดำทึบที่ทาบทับอยู่บนพื้นหน้าประตูกระจกฝ้า
ไม่มีเสียงเคาะ ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า
ทว่าลูกบิดประตูกลับค่อยๆ หมุนวนช้าๆ จากด้านนอก—ท่ามกลางความมืดมิดของตึกภาควิชาที่ควรจะปิดทำการไปนานแล้ว และไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองคน
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันนะครับ
ศาสตราจารย์หัวขบถกับนักล่าสมบัติมือฉมัง•ตอนที่ 1
ศิลาจารึกสีเลือด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราจารย์หัวขบถกับนักล่าสมบัติมือฉมัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
