เซียนฟิสิกส์กับยัยตัวป่วน ชวนแก้ปมโลกแตก•ตอนที่ 2

ฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง vs ดวงชะตาฟ้าลิขิต

ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
ฝุ่นควันสีเทาคลุ้งกระจายกลบแสงไฟนีออนยามค่ำคืน เสียงเหล็กเส้นขนาดมหึมาเสียดสีกันจนเกิดเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู ดังสนั่นลั่นทุ่งราวกับโลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ "กรี๊ดดด! ดรณ์! สะพาน... สะพานมันขาดแล้ว! เราจะรอดไหมเนี่ย แม่จ๋าช่วยหนูด้วย!" ฟ้าใสหวีดร้องลั่นจนเสียงหลง สองมือเล็กๆ คว้าแขนเสื้อของดรณ์ไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ร่างบางสั่นเทาด้วยความตกใจกลัวจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นถนนคอนกรีต แรงสั่นสะเทือนจากการพังทลายของโครงสร้างเหล็กสะพานส่งผ่านมาถึงฝั่งที่เรายืนอยู่จนพื้นใต้เท้าโยกเยก ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขบวน ชายหนุ่มเนิร์ดเจ้าของฉายาติวเตอร์ฟิสิกส์มือหนึ่งกลับยืนนิ่งสนิท ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองวิถีการร่วงหล่นของชิ้นส่วนสะพานเหล็กอย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลตัวเลขและสมการฟิสิกส์ด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "ฟ้าใส! ตั้งสติก่อนครับ อย่าเพิ่งสติหลุด" ดรณ์หันมาดึงสติด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท มือหนาคว้าข้อมือเล็กของเธอแล้วออกแรงดึงถอยหลังออกมาจากขอบฟุตปาธที่เริ่มแตกร้าว "ถ้ามัวแต่กรี๊ดแล้วยืนขาแข็งอยู่ตรงนี้ ดวงชะตากรรมอะไรก็ช่วยคุณไม่ได้หรอกครับ... เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกมันไม่เคยมีความปรานีต่อใครหน้าไหนทั้งนั้น!" "นี่นายยังมีอารมณ์มาพูดเรื่องฟิสิกส์บ้าบออะไรตอนนี้เล่า! เห็นไหมว่าเมื่อกี้หมอดูบอกว่าฉันกำลังจะเคราะห์ร้าย ดวงตกถึงขีดสุด! นี่ไง... มันแม่นยิ่งกว่าตาเห็น!" ฟ้าใสโวยวายเสียงดังลั่น ใบหน้าสวยเปื้อนฝุ่นงอง้ำด้วยความตื่นตระหนก ดวงตากลมโตคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว "หมอดูอะไรกันครับ งมงายสิ้นดี" ดรณ์ถอนหายใจยาวพรืด พลางชี้มือไปยังซากสะพานที่กำลังดิ่งพสุธาลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างด้วยความเร่งคงที่ "ที่คุณรอดตายจากอุบัติเหตุเมื่อกี้ ไม่ใช่เพราะดวงตกหรือโชคชะตาฟ้าลิขิตอะไรทั้งนั้นครับ แต่เป็นเพราะอัตราเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง หรือค่า $g$ ที่ประมาณ $9.8$ เมตรต่อวินาทีกำลังสอง ต่างหากล่ะครับที่ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นตกลงไปในแนวดิ่งตามกฎของนิวตันอย่างแม่นยำ ไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้าไปหาคุณสักหน่อย" "ไอ้บ้าดรณ์! คนเขากำลังขวัญหนีดีฝ่อ นายยังมีแก่ใจมาติวฟิสิกส์กลางวิกฤตตึกถล่มเนี่ยนะ!" ฟ้าใสฟาดกำปั้นน้อยๆ ลงบนอกทึบของอีกฝ่ายเต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ แม้ปากจะบ่นอุบอิบแต่สัมผัสอุ่นๆ จากมือหนาที่ยังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่น กลับช่วยบรรเทาความกลัวในอกลงไปได้มากกว่าครึ่ง "ก็เพราะคุณชอบเอาแต่โทษดวงชะตาไงครับ ผมถึงต้องอธิบายให้ฟัง" ดรณ์ปรายตามองหญิงสาวที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไม่ต่างจากลูกแมวตกน้ำ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ "จำไว้นะครับฟ้าใส โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคำทำนายหรือใบเซียมซี แต่มันถูกควบคุมด้วยกฎทางฟิสิกส์ที่พิสูจน์ได้ต่างหากล่ะครับ" ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังยืนเถียงกันท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนที่วิ่งหนีตาย เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชตในโทรศัพท์มือถือของฟ้าใสก็ดังขึ้น *'ติ๊ง'* ท่ามกลางความเงียบงันชั่วขณะ ฟ้าใสสะดุ้งเล็กน้อย หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดดูด้วยมือที่ยังสั่นระริก ปรากฏว่าเป็นข้อความจากกลุ่มแชตอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่ส่งคลิปวิดีโอเหตุการณ์สะพานถล่มเมื่อครู่เข้ามา พร้อมกับข้อความพาดหัวข่าวตัวโตที่ทำเอาเลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ *'ด่วน! สะพานข้ามแยกใจกลางเมืองถล่ม พบผู้รอดชีวิตปาฏิหาริย์ยืนอยู่ห่างจากจุดวิกฤตเพียงไม่กี่ก้าว ลือสะพัดเพราะพกเครื่องรางเสริมดวงชื่อดัง!'* "เฮ้ย... ดรณ์ ดูนี่สิ!" ฟ้าใสยื่นหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้ชายหนุ่มดูด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น "เขาบอกว่ามีคนรอดเพราะเครื่องรางนะ! เห็นไหมล่ะว่าเรื่องดวงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่ะมันมีจริง!" ดรณ์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อพิจารณาภาพถ่ายจากมุมสูงที่ถูกส่งเข้ามาในแชต ดวงตาคมกริบกวาดมองรายละเอียดของภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะเป็นประกายขึ้นในแววตา "ไหนเอามาดูชัดๆ ซิครับ..." ดรณ์พึมพำเบาๆ พลางเลื่อนนิ้วไปสัมผัสหน้าจอเพื่อขยายภาพดูตำแหน่งที่ยืนของเหยื่อเคราะห์ร้ายรายอื่นๆ ที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด ทว่า ในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสกันและใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบเดียว หัวใจของติวเตอร์หนุ่มผู้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์กลับเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงยิ่งกว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กจากเส้นผมของหญิงสาวลอยเข้าจมูก ปะปนกับลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่ข้างแก้ม ทำให้ดรณ์เผลอชะงักไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลฟิสิกส์ได้อย่างแม่นยำกลับขาวโพลนราวกับระบบรันนิ่งเออเรอร์ ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับดวงตาคมที่มองตรงมาพอดี ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำให้แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว เธอรีบเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย พร้อมกับเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "อะ... อะไรเล่า มองหน้าฉันทำไม หิวข้าวหรือไงถึงทำหน้าแบบนั้น" "เปล่าครับ..." ดรณ์กระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นในอก ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ แต่สายตาที่มองเธอกลับอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ผมแค่กำลังคิดว่า... ต่อให้คุณจะพกเครื่องรางวิเศษมาจากวัดไหนทั่วโลก ก็ไม่มีทางรอดพ้นจากแรงโน้มถ่วงโลกไปได้หรอกครับ" "ย่ะ! พ่อคนเก่งฟิสิกส์ พ่อเซียนผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องงมงาย!" ฟ้าใสเบะปากหมั่นไส้ใส่หนึ่งที ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์ต่อ "แล้วนี่เราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะ ทางกลับบ้านก็ถูกตัดขาด รถไฟฟ้าก็หยุดให้บริการ แล้วคืนนี้ฉันจะไปนอนที่ไหนเนี่ย ตาบ้าเอ๊ย!" "ถ้าไม่รังเกียจ..." ดรณ์เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ดวงตาคมกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวที่มีแต่ความมืดและฝุ่นควัน ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรงๆ ด้วยรอยยิ้มละมุนที่หาดูได้ยาก "คอนโดผมอยู่ใกล้ที่สุด เดินไปอีกแค่สองร้อยเมตรก็ถึงแล้วครับ ไปพักที่นั่นก่อนดีกว่า คืนนี้ผมจะ 'ติวพิเศษ' เรื่องกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลให้คุณฟังจนกว่าจะเข้าใจเลยล่ะครับ" ฟ้าใสอ้าปากค้างเล็กน้อย ใบหน้าสวยร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อได้ยินประโยคชวนคิดลึกนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างลังเลใจ จะปฏิเสธก็กลัวความมืดและความน่ากลัวรอบตัว จะตอบตกลงก็กลัวใจตัวเองที่จะเผลอหวั่นไหวไปกับความกวนประสาทของติวเตอร์หนุ่มคนนี้ ทว่า ในวินาทีที่ฟ้าสีกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์มอยู่นั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของทั้งคู่ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน "ดรณ์... ไม่เจอกันนานนะ ลูกศิษย์ตัวแสบของฉัน ยังสอนเรื่องไร้สาระพวกนี้ให้อีกคนอยู่รึเปล่า?" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปไขปมความลับรอบตัวด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์กับยัยตัวป่วน ชวนแก้ปมโลกแตก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%