รหัสลับปรับจูนใจ: เปลี่ยนชีวิตที่แตกสลายให้กลายเป็นความสุขที่ยั่งยืน•ตอนที่ 15

ความขัดแย้งในที่ทำงาน

ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
“คุณกวินคะ ถ้าโปรเจกต์นี้พังลงมาเพียงเพราะคุณ ‘แบก’ งานที่ควรเป็นของคนอื่นไว้จนหลังหัก คุณคิดว่าความสมบูรณ์แบบที่คุณไขว่คว้ามาตลอดชีวิต มันจะยังหลงเหลือความหมายอะไรให้คุณภูมิใจอยู่ไหมคะ?” เสียงของอาจารย์รินไม่ได้ดัง แต่อัดแน่นด้วยแรงปะทะที่ทำให้กวินชะงักมือที่กำลังพิมพ์อีเมลโต้ตอบกับธเนศ เพื่อนร่วมงานที่เพิ่งโยนกองเอกสารสรุปยอดขายที่ควรจะเป็นหน้าที่ของเขามาให้กวินรับผิดชอบต่อเป็นครั้งที่สามในรอบสัปดาห์ กวินกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสฝาดปร่าของเลือด กรามของเขาขบกันจนสันกรามขึ้นเป็นแนวคมชัด เขามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ตัวหนังสือบนหน้ากระดาษดูบิดเบี้ยวไปหมด ภาวะหมดไฟที่เขาเผชิญอยู่ไม่ได้มาจากเนื้องานที่ยากลำบาก แต่มันมาจาก ‘ขยะอารมณ์’ และความเห็นแก่ตัวของคนที่เขาต้องร่วมงานด้วยต่างหาก “เขาบอกว่าเขามีธุระด่วนทางครอบครัวอีกแล้วครับอาจารย์... ผมก็แค่คิดว่า ถ้าผมจัดการให้มันจบๆ ไป ทีมจะได้ไม่เดือดร้อน แต่ทำไมยิ่งทำ ผมยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำลงไปทุกที” กวินแค่นเสียงพึมพำ ดวงตาที่เคยเป็นประกายของนักบริหารหนุ่มบัดนี้หมองคล้ำและไร้ชีวิตชีวา อาจารย์รินขยับแว่นสายตาเล็กน้อย เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขา ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงด้วยความเฉียบคม “กวินคะ ในจิตวิทยาการสื่อสาร เราเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘ความเมตตาที่ทำร้ายตัวเอง’ การที่คุณใจดีกับคนที่ไม่รู้จักขอบเขต มันไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อองค์กรหรอกค่ะ แต่มันคือการอนุญาตให้เขาใช้คุณเป็นบันไดเพื่อความสบายของตัวเองโดยที่คุณเองนั่นแหละที่เป็นคนปูทาง” “แล้วผมต้องทำยังไงครับ? เดินไปบอกเขาตรงๆ ว่า ‘เลิกเห็นแก่ตัวเสียที’? ผมทำไม่ได้หรอกครับ บรรยากาศในออฟฟิศมันจะแย่แค่ไหน” กวินเถียงกลับ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความลังเลและความหวาดกลัวต่อการถูกมองว่า ‘ไม่ใช่คนดี’ “คำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ มันเป็นคำพิพากษาค่ะ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ขอบเขต’ (Boundaries) ล่ะคะ?” อาจารย์รินโน้มตัวมาข้างหน้า สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของกวิน “ลองใช้เทคนิค ‘Assertive Communication’ ดูนะคะ เริ่มจากยอมรับความจริงที่ว่า คุณไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบความรู้สึกหรือชีวิตของธเนศ การปฏิเสธไม่ใช่การทำลายความสัมพันธ์ แต่มันคือการรักษาความสมดุลของงานค่ะ” กวินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงพิมพ์งานรอบข้างยังคงดังเป็นจังหวะเหมือนเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลังสู่ความพังทลายของเขา เขาตัดสินใจปิดหน้าจออีเมลลงแล้วหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับอาจารย์รินเต็มตัว “ถ้าผมปฏิเสธ เขาจะโกรธ และอาจจะพูดถึงผมในแง่ร้ายกับคนในทีม... ผมกลัวความขัดแย้งครับอาจารย์ มันเป็นจุดอ่อนที่สุดของผมเลย” กวินสารภาพเสียงเบา “คนประเภทธเนศน่ะค่ะ กวิน...” อาจารย์รินเว้นจังหวะให้กวินได้คิดตาม “เขาไม่ได้รักคุณเพราะคุณทำงานให้เขา แต่เขารักในความ ‘ใช้งานง่าย’ ของคุณต่างหาก เมื่อคุณตั้งขอบเขต เขาจะโวยวาย นั่นคือปฏิกิริยาปกติของคนที่เสียผลประโยชน์ แต่หน้าที่ของคุณไม่ใช่การทำให้เขามีความสุข แต่มันคือการรักษา ‘พลังงานชีวิต’ ของคุณเองให้เหลือพอที่จะไปถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ต่างหากล่ะคะ” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานของกวิน พร้อมกับการเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ธเนศก้าวเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูเสแสร้งจนกวินรู้สึกคลื่นไส้ในลำคอ “กวิน! งานที่ผมฝากไว้ล่ะ เสร็จหรือยัง? ผมว่าผมลืมบอกไปว่าเจ้านายขอเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังสามปีด้วยนะ รบกวนด้วยนะเพื่อน พอดีผมต้องรีบไปคุยกับลูกค้าด่วนเลย!” ธเนศพูดรัวเร็ว วางเอกสารปึกใหม่ลงบนโต๊ะของกวินด้วยท่าทีถือวิสาสะ กวินมือสั่นเล็กน้อย เขารู้สึกถึงชีพจรที่เต้นตุบๆ อยู่ในขมับ ความรู้สึกเหมือนคนจะขาดใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่นิ้วมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะกลับค่อยๆ คลายกำปั้นออกตามคำแนะนำที่อาจารย์รินเคยสอนเรื่องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อขณะเผชิญภาวะกดดัน เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับธเนศโดยไม่หลบเลี่ยงเหมือนทุกครั้ง หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบแปลกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “ธเนศครับ...” กวินเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบ แต่มั่นคง “เอกสารพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่คุณต้องรับผิดชอบ ผมช่วยคุณมาสามครั้งแล้ว และครั้งนี้ผมขอปฏิเสธครับ” ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ธเนศชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและโกรธจัด “นายว่าไงนะ? นี่กวิน นายเปลี่ยนไปนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นายกล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ กับฉัน?” กวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขารู้สึกถึงแรงสนับสนุนจากสายตาของอาจารย์รินที่ยังคงนั่งมองเขาอยู่เงียบๆ “ผมไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกครับธเนศ ผมแค่กำลังเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้ดีพอ เพื่อที่จะทำงานที่สำคัญได้จริงๆ ถ้าคุณต้องการให้ช่วยในแง่ของคำแนะนำ ผมยินดีครับ แต่ถ้าจะให้ผมทำแทนทั้งหมด... ผมเกรงว่าเราคงต้องคุยกับหัวหน้าเรื่องการแบ่งงานให้ชัดเจนเสียที” ธเนศหน้าแดงก่ำ เขาคว้าเอกสารปึกนั้นกลับมาด้วยความโมโห ก่อนจะหันมาพ่นคำพูดที่ทิ้งรอยแผลไว้ในใจกวิน “ได้! อยากลองดีนักใช่ไหม? อย่าลืมนะกวินว่าที่บริษัทนี้ ‘คนดี’ อย่างนายอยู่ได้ไม่นานหรอก ถ้าไม่มีฉันคอยช่วยบังหน้าให้ในที่ประชุม!” ธเนศเดินกระแทกเท้าออกไปจนประตูห้องปิดดังสนั่น กวินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง ความรู้สึกใจหายวาบแล่นปราดเข้ามา แต่ทว่า... มันกลับเป็นความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน “คุณทำได้ดีมากค่ะกวิน” อาจารย์รินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ “ความขัดแย้งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเสมอไปหรอกนะคะ ถ้าเรามีจุดยืนที่ชัดเจน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการปรับจูนใจที่สำคัญที่สุดเลยค่ะ” กวินยังไม่ทันจะได้ตอบรับ เสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้นรัวๆ เขาหยิบมันขึ้นมาดูและพบว่าเป็นข้อความจากธเนศที่ส่งเข้ามาในกลุ่มไลน์ของทีมงานที่มีหัวหน้าอยู่ด้วย ‘ถึงทุกคนครับ ผมขอแจ้งให้ทราบว่าโปรเจกต์ใหญ่ที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ อาจจะล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากกวินปฏิเสธที่จะช่วยประสานงานในส่วนที่เหลือตามที่ตกลงกันไว้ ผมเสียใจจริงๆ ครับที่ต้องแจ้งแบบนี้’ กวินหน้าซีดเผือด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาเมื่อเห็นชื่อของหัวหน้าขึ้นสถานะ ‘อ่านแล้ว’ ในกลุ่มแชทนั้น ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของรินนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับปรับจูนใจ: เปลี่ยนชีวิตที่แตกสลายให้กลายเป็นความสุขที่ยั่งยืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%