เสียงปากกาหมึกซึมราคาแพงที่กำลังขูดขีดลงบนกระดาษเอกสารสัญญาฉบับสำคัญ ดังเสียดแท่นอยู่ในความเงียบงันของห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรูใจกลางมหานคร รินรดากวาดสายตามองตัวเลขผลกำไรมูลค่ามหาศาลบนหน้ากระดาษด้วยแววตาเรียบนิ่งสนิท ไม่มีความยินดี ไม่มีความตื่นเต้น มีเพียงความว่างเปล่าที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสง่างามอันเยือกเย็น
บนข้อมือเรียวระหง นาฬิกาเรือนหรูบอกเวลาเที่ยงคืนตรงพิกัดพอดิบพอดี
วันครบรอบแต่งงานปีที่ห้า... ตัวเลขกลมๆ ที่ถูกขีดฆ่าทิ้งไปอย่างไร้ค่าโดยเจ้าของงานแต่งงานคนเดิม
บนโต๊ะอาหารยาวสไตล์หลุยส์ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต เทียนหอมกลิ่นกุหลาบอังกฤษราคาแพงละลายจนหมดแท่ง ทิ้งคราบน้ำตาเทียนสีขาวขุ่นให้แข็งตัวอยู่บนเชิงทองเหลือง อาหารมื้อค่ำหรูหราห้าคอร์สที่เธอตั้งใจลงมือสั่งวัตถุดิบและยืนกำกับเชฟด้วยตัวเอง บัดนี้เย็นชืดจนน้ำมันไขมันสัตว์จับตัวเป็นฝ้าขาว อาหารที่ไร้ซึ่งผู้ร่วมโต๊ะ... อาหารที่ถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาเฉกเช่นเดียวกับความรักของเธอ
รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ชุดเดรสผ้าไหมสีดำสนิทแนบเนื้อขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนให้โดดเด่น ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยบรรยากาศของโศกนาฏกรรมและความดุดัน เธอกวาดสายตามองรอบห้อง ทิ้งทุกความทรงจำ ความเจ็บปวด และเศษซากของความภักดีที่เคยมีให้ผู้ชายคนนั้นไว้เบื้องหลังอย่างไม่แยแส
เสียงเปิดประตูห้องชุดดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปรดของคิรากรที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน ใบหน้าคมคายหล่อเหลาที่เคยเป็นดั่งโลกทั้งใบของรินรดายังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์ แต่วันนี้... มันช่างดูน่าสมเพชในสายตาของเธอ
"ริน... ยังไม่นอนอีกเหรอ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างไร้ความใส่ใจ ขณะที่มือหนากำลังปลดเนกไทราคาแพงโยนลงบนโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ "ผมเคลียร์งานกับบอร์ดบริหารยาวเลย ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมไม่ทานข้าวไปก่อนล่ะ"
รินรดายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ เบื้องล่างคือแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามวิกาล เธอยังคงเงียบ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทงบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสอง
คิรากรขมวดคิ้วมุ่น เดินเข้าไปใกล้ภรรยาด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อยที่ถูกเมินเฉย เขาเอื้อมมือหนาหมายจะแตะลงบนไหล่บางเพื่อปลอบประโลมตามหน้าที่ "เป็นอะไรอีก... โกรธเรื่องงานเหรอ? คุณก็รู้ว่าโปรเจกต์นี้มันสำคัญกับบริษัทแค่ไหน ถ้าราบรื่น เราจะได้ขยายสาขาไปยุโรปนะริน ทำไมถึงไม่รู้จักโตและเห็นใจผมบ้างเลย"
*คำว่า... ไม่รู้จักโต*
รินรดากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้คิรากรถึงกับชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาดโดยไร้สาเหตุ มันไม่ใช่รอยยิ้มออดอ้อนหรือรอยยิ้มเจ้าน้ำตาแบบที่เขาเคยชิน แต่มันคือรอยยิ้มของความเย้ยหยัน เย็นชา และตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
มือเรียวบางปัดป้องสัมผัสของเขาออกอย่างไร้เยื่อใย ดวงตากลมโตคู่สวยหันมาสบตาคมกริบของสามี นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความตัดพ้อเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งดั่งก้นบึ้งมหาสมุทร
"คุณจำได้ไหมคะคิรากร... ว่าวันนี้วันอะไร" เสียงหวานใสเอ่ยถามขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสามชั่วโมง น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์
คิรากรชะงักไปชั่วขณะ สมองอันชาญฉลาดในการทำธุรกิจพยายามประมวลผลย้อนกลับ "วัน... วันอะไรล่ะ? วันประชุมผู้ถือหุ้นส่วนภูมิภาคเหรอ? หรือวันเซ็นสัญญาพาร์ทเนอร์ใหม่?"
คำตอบนั้น... เป็นดั่งมีดคมกริบที่กรีดลงบนแผลเดิมซ้ำๆ เป็นครั้งสุดท้าย รินรดากลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าเวทนาที่สุดในชีวิตแต่งงานห้าปี
"นั่นสินะคะ... สำหรับคุณ งานเงิน ผลกำไร และความทะเยอทะยาน มันสำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เสมอ" รินรดาก้าวถอยหลังออกห่างจากเขาเว้นระยะความปลอดภัย "วันนี้คือวันครบรอบแต่งงานห้าปีของเราค่ะคิรากร... วันที่คุณเคยสัญญาว่าจะจดจำมันไปตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่า... ความจำของคุณมันจะสั้นเสียยิ่งกว่าความอดทนของดิฉันเสียอีก"
สีหน้าของคิรากรเปลี่ยนสีไปชั่ววูบ แววตาตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อกวาดสายตาไปเห็นโต๊ะอาหารที่เย็นชืดและเทียนที่ดับสนิท กลิ่นหอมจางๆ ของกุหลาบที่ระเหยไปกับอากาศทำให้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองได้ทำลายอะไรลงไป
"ริน... ผม... ผมขอโทษ ช่วงนี้งานมันรัดตัวจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะลืม วันนี้มันยุ่งจนหัวหมุนไว้ผม--"
"ไม่ต้องแก้ตัวหรอกค่ะ" รินรดายกมือขึ้นห้ามคำอธิบายที่ไร้ค่าเหล่านั้น น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว "เพราะดิฉันเองก็ไม่ได้รอฟังมันอีกต่อไปแล้วเช่นกัน"
สิ้นคำพูด รินรดาก็เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา แล้วยื่นส่งให้สามีด้วยท่าทีสง่างาม
คิรากรรับแฟ้มนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว สัญชาตญาณนักธุรกิจบอกเขาว่าเอกสารภายในนั้นอันตรายต่อความมั่นคงในชีวิตของเขาเสียยิ่งกว่าหุ้นตกเสียอีก เขาก้มลงเปิดอ่านมันอย่างรวดเร็ว และในวินาทีที่ดวงตาคู่คมกวาดผ่านบรรทัดแรก... เลือดในกายของเขาก็เย็นเฉียบลงทันที
*ใบหย่า*
ตัวอักษรสีดำตัวใหญ่ปรากฏหราอยู่บนหัวกระดาษ พร้อมด้วยลายเซ็นของรินรดที่ถูกจรดไว้อย่างสวยงามและเด็ดขาดอย่างไร้รอยลบเลือน
"นี่มันอะไรกันริน! คุณเล่นบ้าอะไรเนี่ย!" คิรากรตวาดลั่นด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว สัญชาตญาณการควบคุมเริ่มพังทลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "แค่ผมลืมวันครบรอบ ถึงกับต้องประชดด้วยเรื่องหย่าเลยเหรอ? มันจะมากเกินไปแล้วนะ!"
รินรดายืนนิ่ง สง่างาม และมั่นคง เธอมองดูอดีตสามีที่กำลังสติหลุดด้วยแววตาของผู้ชนะที่มองดูเด็กน้อยดิ้นรน
"ดิฉันไม่ได้ประชดค่ะคิรากร..." เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทุกพยางค์ "และเราก็หมดความอดทนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนเห็นแก่ตัวอย่างคุณมานานพอแล้ว เอกสารฉบับนี้... คืออิสรภาพที่คุณควรจะมอบให้ดิฉันตั้งนานแล้วต่างหาก"
คิรากรขว้างแฟ้มเอกสารลงบนพื้นเสียงดังสนั่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินหัวใจ เขาพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "ผมไม่เซ็น! คุณไม่มีสิทธิ์มาบอกเลิกผมฝ่ายเดียว รินรดา! เราแต่งงานกันด้วยความรัก คุณลืมแล้วหรือไง!"
รินรดาก้มมองมือหนาที่บีบข้อมือเธอจนขึ้นรอยแดง เธอยิ้มเยาะให้กับคำว่า 'ความรัก' ที่หลุดออกมาจากปากของชายผู้ไม่เคยรู้จักวิธีรักใครนอกจากตัวเอง เธออกแรงสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างเด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย ดวงตาสีนิลคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความรังเกียจที่ปิดไม่มิด
"ความรักเหรอคะ? น่าเสียดายนะคิรากร..." รินรดาก้าวถอยหลังออกไปที่ประตูทางออก หยิบกระเป๋าถือหนังแท้ขึ้นมาคล้องแขน "เพราะสิ่งที่คุณเรียกว่าความรัก... มันถูกคุณเผาทำลายจนเหลือแค่เถ้าถ่านไปตั้งแต่ปีแรกที่เราแต่งงานกันแล้วล่ะค่ะ"
"ริน! หยุดนะ! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!" คิรากรพยายามก้าวเท้าตาม แต่ทว่าฝ่าเท้าของเขากลับเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยความตื่นตระหนกที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
รินรดากดเปิดประตูเพนต์เฮาส์ ก้าวเดินออกไปอย่างสง่างาม ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและซากปรักหักพังของชีวิตคู่ที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
ประตูห้องปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงล็อคที่ดัง *คลิก* ดั่งเสียงตัดขาดโลกทั้งใบของเขากับเธอ
คิรากรยืนหอบหายใจหนักหน่วง หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต เขาพยายามสูดอากาศเข้าปอดเพื่อตั้งสติ แต่ทว่า... ทันใดนั้น สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่รินรดาลืมทิ้งไว้บนโซฟาตัวยาว
มันคือ 'กล่องของขวัญชิ้นเล็ก' ผูกโบสีฟ้าคราม ที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด คิรากรเดินเข้าไปหยิบกล่องนั้นขึ้นมา มือหนาแกะริบบิ้นออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเปิดฝากล่องออก สิ่งที่อยู่ข้างใน... ทำให้ลมหายใจของเขาขาดห้วงลงในทันที
ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลน เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เครื่องประดับราคาแพงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือ... รองเท้าผ้าใบเด็กสีขาวตัวจิ๋วคู่เล็กคู่หนึ่ง พร้อมกับภาพถ่ายอัลตราซาวด์แผ่นบางที่แสดงให้เห็นถึง 'หัวใจดวงน้อย' ที่กำลังเต้นอยู่ภายในครรภ์ และตัวเลขผลตรวจครรภ์ที่เป็นบวกอย่างชัดเจน ซึ่งมีวันที่ระบุไว้อย่างแม่นยำ... คือเมื่อสามเดือนก่อน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน "ละอองดาวเดือนเก้า" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญกับอดีตสามีผู้ไร้สิทธิ์•ตอนที่ 1
วันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยว
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญกับอดีตสามีผู้ไร้สิทธิ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
