กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ยังคงคละคลุ้งอยู่ในโสตประสาท ราวกับเปลวเพลิงสีชาดที่แผดเผาเรือนร่างของนางให้มอดไหม้ไปพร้อมกับความทรงจำอันอัปยศ—รอยยิ้มหยันของบุรุษผู้เคยสวมกอด แววตาเยียบเย็นของสตรีที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรี และรสชาติคาวเลือดที่ติดอยู่ปลายลิ้นในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
"หากสวรรค์มีตา เหตุใดจึงส่งข้ากลับมาในขุมนรกนี้อีก..."
หลินเฟยหรงลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวของเรือนพักนางกำนัลชั้นต่ำ เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังสะท้อนก้องในอก นางไม่ได้ถูกจองจำอยู่ในตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บจนกระดูกแทบแตกสลาย และไร้ซึ่งลมหายใจแห่งความแค้นอีกต่อไปแล้ว ผิวสัมผัสหยาบกร้านของฟูกผ้าฝ้ายเก่าๆ กลิ่นอับชื้นของห้องแคบๆ และความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง คือเครื่องยืนยันว่า... นางได้ย้อนเวลากลับมาแล้ว
ย้อนกลับมาสู่ห้วงเวลาสามปีก่อน ก่อนที่ตระกูลหลินจะถูกปรักำว่ากบฏ ก่อนที่ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นจะถูกหยดลงในถ้วยชาของจักรพรรดิหานจง และก่อนที่นางจะโง่งอมอบอำนาจทั้งหมดในมือให้ชายผู้ไร้หัวใจผู้นั้น
"พระสนม... พระสนมเพคะ!"
เสียงกระซิบตื่นตระหนกของเสี่ยวหลัน นางกำนัลรับใช้ผู้ภักดีเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับร่างสั่นเทาที่รีบประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง "ท่านฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย ข้า... ข้าตกใจแทบตาย นึกว่าท่านจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วหลังจากถูกพระสนมซูซียัดเยียดข้อหาขโมยปิ่นหยกแล้วโบยจนสลบไปเมื่อวาน"
เฟยหรงกวาดสายตาคมปลาบมองไปรอบห้อง ความทรงจำที่กระจัดกระจายเริ่มร้อยเรียงเข้าหากันอย่างรวดเร็วดุจหมากบนกระดานที่ถูกจัดวางใหม่ นางในยามนี้ไม่ใช่ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ที่ถูกปลดและไร้ทางสู้ แต่เป็นเพียง 'หลินกุ้ยเหริน' พระสนมขั้นแปดผู้ต่ำต้อย ไร้อำนาจ และเป็นที่รังเกียจของคนทั้งวังหลัง
ทว่า... สิ่งที่นางมีในตอนนี้ กลับเหนือล้ำยิ่งกว่าอำนาจใดๆ ในแผ่นดิน นั่นคือ "ความทรงจำแห่งอนาคต" และ "ปัญญาที่ผ่านการเคี่ยวกรำด้วยความตาย"
มุมปากบางเฉียบยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ดั่งดอกเหมยสีชาดที่ผลิบานท่ามกลางเหมันตฤดู แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความคาดหวัง บัดนี้กลับว่างเปล่า ลึกล้ำ และซ่อนไว้ซึ่งคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ตามที่ขวางทาง
"เจ็บสิคะ... แต่ความเจ็บแค่นี้ ยังน้อยกว่าหนึ่งในหมื่นส่วนที่พวกมันทำกับตระกูลหลิน" เฟยหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่ากลับทรงพลังและเยือกเย็นจนเสี่ยวหลันถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากองค์นายสาวผู้เจียมเนื้อเจียมตัวมาก่อน มันเป็นแววตาของพญาหงส์ที่ถูกกระชากปีกจนหลุดรุ่ย แต่กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะแผดเผาผืนแผ่นดินให้เป็นจุล
"พระสนม... ท่านพูดเรื่องอะไรกันเพคะ ตระกูลหลินของท่านยังคง..."
"ยังคงจงรักภักดี และโง่งอมอบกองกำลังในมือให้สุนัขรับใช้บนบัลลังก์สินะคะ" เฟยหรงตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้น นางยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ความเจ็บปวดจากรอยโบยจะแล่นริ้วขึ้นมาจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่นางไม่ได้แสดงอาการอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย สตรีที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมไม่เกรงกลัวความเจ็บปวดทางกายอีกต่อไป
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหันในยามวิกาล ทำลายความเงียบงันภายในห้อง เสี่ยวหลันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบถอยกรูดไปหลบอยู่ด้านหลังของเฟยหรง
"ใคร?" เสี่ยวหลันถามเสียงสั่น
"เปิดประตูค่ะ" เฟยหรงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไร้ซึ่งความลังเล
เสี่ยวหลันกัดริมฝีปากเดินไปแง้มประตูออกช้าๆ แสงจันทร์สาดส่องกระทบเข้ากับร่างสูงโปร่งของขันทีสนิทประจำพระองค์ของจักรพรรดิหานจง สีหน้าของขันทีผู้นั้นเต็มไปด้วยความเร่งรีบและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
"หลินกุ้ยเหริน..." ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างลวกๆ ก่อนจะยื่นม้วนราชโองการสีเหลืองทองอร่ามออกมาเบื้องหน้า "ฝ่าทรงมีรับสั่งด่วน! ให้พระสนมหลินเฟยหรง แต่งกายด้วยชุดถวายงาน และเดินทางไป1 ณ ตำหนักอักษรคําสั่งในทันที ห้ามชักช้าแม้แต่เค่อเดียว!"
เสี่ยวหลันหน้าถอดสีทันที นางรู้ดีว่าตำหนักอักษรคำสั่งในยามดึกดื่นเช่นนี้ มีไว้เพื่อสิ่งใด การเรียกตัวสนมขั้นต่ำต้อยไปเข้าเฝ้าโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ย่อมไม่ใช่เรื่องดีงามอย่างแน่นอน อาจเป็นหลุมพรางที่สนมซูซีหรือฝ่ายในร่วมกันขุดขึ้นเพื่อฝังนางทั้งเป็น!
"พระสนมเพคะ... นี่มันอันตรายยิ่งนัก ฝ่าบาททรง... ทรงอาจจะมีรับสั่งลงโทษท่านเพิ่ม..." เสี่ยวหลันกระซิบเสียงสั่นเครือ ดึงชายเสื้อของเฟยหรงไว้แน่น
ทว่า หลินเฟยหรงกลับนิ่งงัน นางมองม้วนราชโองการสีทองในมือขันทีด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นดั่งได้ยินเสียงกลองศึก หานจง... พระองค์ทรงร้อนรนเสียจริง ทรงเรียกหาเหยื่อผู้โง่งอมารองรับอารมณ์ในยามดึกดื่นเช่นนี้สินะเพคะ?
แต่เสียดายนัก... หมากตัวนี้ในวันนี้ ไม่ใช่หมากล่อมนusที่ยอมให้ผู้ใดเหยียบย่ำตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้ว
เฟยหรงยื่นมือออกไปรับม้วนราชโองการนั้นไว้ สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าไหมชั้นดีทำให้รอยยิ้มของนางลึกล้ำขึ้นไปอีก นางเงยหน้าขึ้นสบตาappขันทีเฒ่าด้วยแววตาที่ทรงอำนาจจนอีกฝ่ายถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดหวั่นอย่างประหลาด
"ทูลขันทีผู้เฒ่า กลับไปทูลฝ่าบาทเถิดค่ะ..." เฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส นุ่มนวล ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนหนาวยะเยือก "หลินเฟยหรงผู้นี้... จะรีบไปถวายบังคมฝ่าบาทถึงที่ประทับด้วยตนเอง... เพื่อไปทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของข้ากลับคืนมา"
นางหมุนตัวกลับเข้าห้อง ชายผ้าสีหม่นสะบัดพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ดุจพญาหงส์ที่กำลังกางปีกโผบินขึ้นสู่ท้องนภาอีกครั้งท่ามกลางพายุฝน
ในขณะที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเพื่อมุ่งหน้าสู่ตำหนักอักษรคำสั่ง ซึ่งเปรียบเสมือนปากเหวแห่งความเป็นความตาย ขันทีเฒ่ากลับเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความพิศวง ราวกับสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางของสตรีผู้นี้—และในวินาทีนั้นเอง ที่เงาร่างอันคุ้นเคยของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายพยัคฆ์เงิน ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบอยู่บนหลังคาตำหนักเบื้องบน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองตามแผ่นหลังของเฟยหรงด้วยความสนใจระคนขบขัน ก่อนที่มุมปากของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพจะยกย่องขึ้นช้าๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยไปกับสายลมราตรี
"น่าสนใจยิ่งนัก... หมากตัวนี้ ดูท่าว่าจะเริ่มเดินเกมด้วยตนเองเสียแล้วสิ..."
---
*ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในห้วงเวลาแห่งอำนาจและการล้างแค้นนี้นะคะ*
หมากรุกหวนคืน: เดิมพันอำนาจเหนือบัลลังก์มรณะ•ตอนที่ 1
วิญญาณในร่างใหม่
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกหวนคืน: เดิมพันอำนาจเหนือบัลลังก์มรณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
