กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นลอยอวลปะปนกับกลิ่นชื้นแฉะของโคลนตมและซากศพเน่าเฟะ ความหนาแน่นของมันรุนแรงเสียจนทิ่มแทงประสาทรับกลิ่นจนแสบแปลบไปถึงโพรงสมอง
ไป๋อวิ๋นเฟิงไม่ได้หลับตาลงด้วยความสงบ เขาจำได้แม่นยำถึงวินาทีที่กระบี่มารโลหิตสวรรค์หักสะบั้น พร้อมกับร่างของตนที่ถูกมหาอำนาจทั้งสามแห่งยุทธภพร่วมกันรุมทึ้งจนแตกดับเป็นจุล สัจธรรมแห่งฟ้าดินบอกไว้ชัดเจนว่า คนที่ตายไปแล้วย่อมไม่อาจฟื้นคืน แต่วินาทีที่ความเจ็บปวดเสียดแทิงแล่นพล่านจากทรวงอกขึ้นมาสู่ลำคอ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า มัจจุราชยังไม่อาจพรากวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความแค้นนี้ไปได้
"ศิษย์พี่รอง... คนผู้นี้ยังไม่ตายหรอกหรือ?"
เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นใกล้ใบหู พร้อมกับเงาร่างของเด็กหนุ่มชุดเทอะทะในคราบศิษย์สำนักย่อยผู้หนึ่ง ที่กำลังก้มมองลงมาด้วยแววตาหวาดผวา มือสั่นเทาของมันถือมีดสั้นอาบพิษที่ยังคงมีหยดเลือดสดๆ ไหลย้อยลงมา
ไป๋อวิ๋นเฟิงไม่ขยับตัว เขายังคงนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางกองศิษย์นับสิบชีวิตที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในหุบเหวอเวจีแห่งนี้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าลึกล้ำและเยือกเย็นดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรน้ำแข็ง ประกายตาสีชาดวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิมของเขา... เส้นชีพจรลมปราณถูกทำลายจนย่อยยับ กระดูกทั่วร่างร้าวรานราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทว่าภายในตันtian (จุดตันเตียน) ที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีกลุ่มหมอกโลหิตสีดำทมิฬกลุ่มหนึ่งกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันคือกลิ่นอายของวิชามารโบราณที่ตกค้างอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
"เจ้าเด็กสารเลว... ไหนเจ้าบอกว่าจัดการพวกมันหมดแล้วไง!" เสียงคำรามต่ำด้วยความเกรี้ยวกราดดังมาจากเบื้องบน ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม ปักลายกระบี่ไขว้ สัญลักษณ์ของสำนักกระบี่นภา ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า เขาคือ 'หลี่เฉิง' ผู้อาวุโสลำดับสามผู้ควบคุมสำนักย่อยแห่งนี้
หลี่เฉิงกวาดสายตามองซากศพด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ร่างของไป๋อวิ๋นเฟิง มุมปากของมันกระตุกยิ้มเยาะหยันอย่างเหี้ยมเกรียม "ที่แท้ขยะอย่างเจ้าก็ยังเหลือลมหายใจไว้อีกรึ? ช่างน่าขันนัก... ส่งหินวิญญาณดาราครามที่เจ้าซ่อนไว้ออกมาเสียดีๆ มิฉะนั้น ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความตายที่ทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น"
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลทะลักเข้ามาในหัวของไป๋อวิ๋นเฟิงราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไป๋อวิ๋นเฟิงคนก่อนเป็นเพียงเด็กหนุ่มกำพร้าที่ถูกหลอกใช้ให้มาขุดหาแร่หินวิญญาณในหุบเหวอเวจีแห่งนี้ และเมื่อค้นพบ 'หินวิญญาณดาราคราม' ล้ำค่า ผู้อาวุโสหลี่เฉิงผู้โลภมากจึงสั่งฆ่าปิดปากศิษย์สำนักย่อยทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี!
ช่างเป็นวิถีแห่งยุทธภพที่เน่าเฟะและไร้ซึ่งคุณธรรมสิ้นดี... ผู้อ่อนแอคือกRำถ่าน ผู้แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์
ไป๋อวิ๋นเฟิงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาสง่างามและเยือกเย็นราวกับพญามารผู้เหนือล้ำ กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างผอมแห้งนี้ทำเอาเด็กหนุ่มผู้ถือมีดสั้นถึงกับผงถอยหลังด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
"เจ้า... เจ้ากล้าลุกขึ้นมาหรือ!" หลี่เฉิงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ มันไม่ใช่แววตาของศิษย์สวะที่หวาดกลัวความตายอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของ... ผู้ล่าที่กำลังมองเหยื่อ
ไป๋อวิ๋นเฟิงปัดคราบเลือดที่ข้างแก้มออกอย่างไม่รีบร้อน นัยน์ตาคู่คมกริบมองตรงไปยังผู้อาวุโสหลี่เฉิงด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยออกมาทีละคำ ราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก
"สุนัขแก่... เจ้าคิดว่าเศษสวะตัวนี้ ตายง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
"สามหรั่ว! เจ้าเด็กเดรัจฉาน กล้าดียังไงมาพูดจาอวดดีกับข้า!" หลี่เฉิงบันดาลโทสะด้วยความอับอาย ฝ่ามือหนาตบลงไปกลางอากาศ ปราณกระบี่สีครามพุ่งทะยานออกมาดุจสายฟ้าฟาด หวังจะปลิดชีพไป๋อวิ๋นเฟิงให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ปราณกระบี่กำลังจะพุ่งทะลุร่างนั้นเอง ไป๋อวิ๋นเฟิงก็ขยับตัว!
ความเร็วของเขาเหนือล้ำกว่าขอบเขตพลังที่ควรจะเป็น ปราณมารสีโลหิตระเบิดออกจากปลายนิ้วทั้งห้า กลายเป็นกรงเล็บมารที่คว้าจับกระบี่ปราณสีครามเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ เสียง *เพล้ง!* ดังสนั่นหวั่นไหว ปราณกระบี่ของหลี่เฉิงแหลกสลายคามือราวกับเศษแก้ว
"นี่มัน... วิชาอันใดกัน!" หลี่เฉิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา เมื่อสัมได้ถึงพลังงานหยินที่เย็นยะเยือกและชั่วร้ายกำลังกัดกินเส้นชีพจรของตนอย่างรวดเร็ว
ไป๋อวิ๋นเฟิงก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายในพริบตาเดียว มือเรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมไปบีบลำคอของผู้อาวุโสหลี่เฉิงไว้แน่น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปทั่วบริเวณ จนเด็กหนุ่มข้างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ในเมื่อพวกเจ้าต้องการความตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้..." ไป๋อวิ๋นเฟิงกระซิบข้างหูของหลี่เฉิงด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
ทว่า ในขณะที่ไป๋อวิ๋นเฟิงกำลังจะรีดเค้นวิญญาณของอีกฝ่ายเพื่อล้างแค้นระลอกแรก ท้องฟ้าเหนือหุบเหวอเวจีที่มืดมิดอยู่แล้ว กลับเกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าถล่ม เมฆสีดำทะมฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายฟ้าสีครามสลับแดงฉานที่ผ่าลงมากลางหุบเหวอย่างรุนแรง
*เปรี้ยงงงง!*
แรงระเบิดของสายฟ้านั้นเปิดเผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดหน้าผาสูงชัน นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลม ปราณความเย็นยะเยือกแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้จนน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งสำนักกระบี่เหมันต์... 'มู่หรงเซี่ย' กำลังยืนมองลงมายังเบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทว่า เมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับร่างของไป๋อวิ๋นเฟิงที่อาบย้อมไปด้วยโลหิต ร่างของนางก็สั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างไม่มีสาเหตุ
ไป๋อวิ๋นเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่สลักลึกลงในวิญญาณ
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใดออกมา เงาร่างนับสิบของมือสังหารลึกลับในชุดดำสนิทก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดผา ปิดล้อมพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ในพริบตา พร้อมกับกระบี่นับร้อยเล่มที่ถูกชักออกจากฝัก ชี้ตรงมายังหัวใจของไป๋อวิ๋นเฟิง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่วิถีมารเคียงคู่ไปกับข้าครับ
- ลิฟต์แก้วชั้นลบ
เงาสลักโลหิต ทัณฑ์อสูรฝืนลิขิตฟ้า•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากหุบเหวอเวจี
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสลักโลหิต ทัณฑ์อสูรฝืนลิขิตฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
