เสียงกระแทกกระทั้นตรงบานประตูไม้เก่าๆ ดังสนั่นจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากร่องคานเพดาน มันไม่ใช่เสียงเคาะเรียกของเพื่อนบ้านผู้มีไมตรีจิต แต่เป็นแรงถีบด้วยส้นรองเท้าคอมباتของชายวัยกลางคนผู้มาพร้อมกับความโลภที่เอ่อล้นจนแทบจะทะลักออกจากรูขุมขน
"หลินอวี้ถิง! นังเด็กอกตัญญู! แกคิดจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน? สัญญาเงินกู้ของพ่อแม่แก เซ็นชื่อแล้วก็ไสหัวออกจากบ้านหลังนี้ซะ! ถ้าไม่อยากให้ฉันพังข้าวของให้หมด!"
เสียงตะคอกแหบพร่าของ "หลินจื้อเฉียง" ผู้เป็นอาแท้ๆ ดังทะลุกรอบหน้าต่างกระดาษสาเก่าๆ ที่ขาดวิ่น ลมหนาวปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยกลิ่นอายความอับชื้นและกลิ่นโคลนเข้ามาปะทะจมูก แต่สิ่งที่เตะจมูกของหญิงสาวบนเตียงไม้ไผ่จริงๆ กลับไม่ใช่กลิ่นของความยากจน หากแต่เป็นกลิ่นอับของความเน่าเฟะแห่งสันดานมนุษย์ที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากโลกเก่า
หลินอวี้ถิงกะพริบตาช้าๆ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้นรับแสงสว่างสีเทาหม่นยามสาย ปลายประสาทสัมผัสส่งสัญญาณเตือนว่าร่างนี้ไม่ใช่ร่างของเชফระดับมิชลินสตาร์ผู้คว้าชัยชนะมาแล้วทุกเวทีในศตวรรษที่ 21 แต่มันคือร่างของเด็กสาววัยสิบแปดปีในยุค 70 ที่เพิ่งตรอมใจตายเพราะพ่อแม่ด่วนจากไป ทิ้งภาระหนี้สินก้อนโตและฝูงไฮยีน่าในคราบญาติสนิทที่จ้องจะรุมทึ้ง
ความทรงจำมากมายไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก... ใช่ เธอทะลุมิติมาอยู่ในนิยายยุค 70 ที่เธอเพิ่งอ่านจบไปก่อนจะหัวใจวายคาหน้าเตาแก๊ส และไอ้คนที่ยืนแหกปากอยู่หน้าประตูก็คือตัวละครน่ารังเกียจที่ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
อวี้ถิงสูดลมหายใจเข้าลึก1เฮือก ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ชายผ้าห่มเก่าๆ ขาดวิ่นสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว เธอยกมือขึ้นเสยผมปรกหน้าด้วยท่าทีเยือกเย็นผิดคาด ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพินิจพิเคราะห์และเย้ยหยันราวกับกำลังมองดูตัวตลกในคณะละครสัตว์
ตึง!
บานประตูไม้ผุๆ ทนทานต่อแรงกระแทกอีกครั้งไม่ไหว มันหลุดออกจากสลักและล้มครืนลงมาฝุ่นตลบอบอวล หลินจื้อเฉียงเดินนำหน้าลูกสมุนอีกสองคนก้าวเข้ามาในห้องนอนคับแคบ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโมโหที่ต้องยืนแหกปากอยู่ตั้งนาน
"นังตัวดี! หูหนวกหรือไงวะ? หรือรอให้ฉัน..."
"อาใหญ่..." น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะพ่นคำหยาบคายชุดใหญ่ใส่หน้า หลินอวี้ถิงก้าวลงจากเตียง สองเท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนพื้นดินอัดแน่นที่เย็นเฉียบ เธอไม่ได้ลนลาน เธอกลับยืนตัวตรง สง่างาม และแววตาคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับจนคมกริบ "เสียงดังแต่เช้า รบกวนเวลาพักผ่อนของฉันไม่พอ ยังทำลายทรัพย์สินของทางราชการ... อ้อ ลืมไป บ้านหลังนี้พ่อแม่ฉันสร้างด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ไม่ใช่กองขยะที่คุณจะเข้ามาทำลายตามอำเภอใจนะครั... อ๊ะ หมายถึง ตามใจชอบ"
หลินจื้อเฉียงชะงักไปชั่วขณะ เขาอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง ปกติแล้วนังเด็กนี่เห็นหน้าเขาเป็นต้องตัวสั่นงกๆ ร้องไห้ขี้มูกโป่ง แต่วันนี้... ทำไมแววตาของมันถึงได้คมปลาบจนเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด?
"แก... แกกล้าดียังไงมาพูดจายอกย้อนกับฉัน!" หลินจื้อเฉียงถลึงตาใส่ ชี้หน้าด่ากราด "พ่อแม่แกกู้เงินจากฉันไว้สามร้อยหยวน พร้อมดอกเบี้ยกลายเป็นห้าร้อยหยวนแล้วตอนนี้! ถ้าไม่มีเงินสดมาใช้คืน ก็เอาโฉนดที่ดินแปลงนี้กับบ้านหลังนี้มาขัดดอกซะดีๆ ไม่งั้นฉันจะแจ้งคอมมูนให้มาจับตัวแกไปข้อหาขัดขืนการชำระหนี้!"
กระดาษสัญญาแผ่นยับเยินถูกโยนลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย เสียงหัวเราะเยาะของสมุนทั้งสองคนดังประสานกันอย่างน่ารังเกียจ
อวี้ถิงก้มมองกระดาษแผ่นนั้น มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเฉียบ รอยยิ้มที่ทำให้หลินจื้อเฉียงรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาในอกอย่างไร้สาเหตุ
"สามร้อยหยวนงั้นหรือครับ..." อวี้ถิงทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง เธอก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น "ถ้าจำไม่ผิด เงินสามร้อยหยวนนี่ อาใหญ่เป็นคนบังคับให้พ่อฉันเซ็นกู้ตอนที่ท่านป่วยหนักนอนอยู่บนเตียงไม่ใช่หรือครับ? แถมเงินก้อนนั้นยังไม่เคยตกถึงมือพวกท่านสักแดงเดียว เพราะอาเอาไปใช้หนี้การพนันที่บ่อนเถื่อนหลังหมู่บ้านหมดแล้วต่างหาก"
"นัง... นังเด็กปากดี! แกกล้ากล่าวหาอาผู้ใหญ่ของแกเหรอวะ!" หลินจื้อเฉียงหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัดที่ถูกจี้จุดดำมืด "หลักฐานก็อยู่ในมือแก สัญญาเซ็นชื่อพิมพ์ลายนิ้วมือชัดเจน! วันนี้ต่อให้แกมีปากเป็นร้อยก็เถียงไม่พ้นหรอก ส่งโฉนดมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!"
เขายื่นมือหนาหยาบกร้านพุ่งตรงมาหมายจะกระชากคอเสื้อของหญิงสาวเพื่อค้นหาโฉนดที่ซ่อนไว้
ทว่า...
หมับ!
มือเรียวบางของหลินอวี้ถิงยื่นออกไปคว้าข้อมือของหลินจื้อเฉียงไว้ได้อย่างแม่นยำราวกับจับงูพิษ แรงบิดที่ส่งผ่านปลายนิ้วมือเล็กๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยเทคนิคการกดจุดที่เฉียบคมจนหลินจื้อเฉียงต้องร้อง "โอ๊ย!" ออกมาเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
"จำเอาไว้ให້ນะครับ อาใหญ่..." อวี้ถิงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบแต่เย็นเยือกสะท้านทรวง "คนอย่างหลินอวี้ถิงในวันนี้ ไม่ใช่หมูในอวยให้พวกท่านคอยเชือดอีกต่อไปแล้ว หนสินค้านี้ ฉันจะใช้คืนให้ครบทุกหยวนแน่... แต่ไม่ใช่ในวันนี้ และไม่ใช่กับพวกปลิงที่เอาแต่สูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นแบบพวกคุณ!"
เธอกระชากมือออกและผลักร่างท้วมๆ ของอาแท้ๆ จนเซถอยหลังไปชนลูกสมุนเกือบล้มคว่ำไม่เป็นท่า
"แก... นังสารเลว! แกกล้าทำร้ายอาตัวเองเรอะ! พวกลูุกพี่! ไป รื้อบ้านมันให้ราบ เอาของทุกอย่างที่มีค่าไปให้หมด!" หลินจื้อเฉียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่พ่ายแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
สมุนทั้งสองคนเงื้อมือเตรียมพุ่งเข้ามาพังตู้เสื้อผ้าและข้าวของที่เหลืออยู่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทะลวงผ่านอากาศเข้ามาหยุดทุกการเคลื่อนไหวในห้องแคบๆ นั้น แรงอัดของกระสุนที่ยิงขึ้นฟ้าเพื่อเตือนภัยทำเอาฝุ่นตลบอบอวลยิ่งกว่าเดิม กลิ่นดินปืนจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายยามเช้า
"ใครกล้าสร้างความวุ่นวายในเขตรับผิดชอบของกองกำลังรักษาความปลอดภัย?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ และเย็นชาจนน่าขนลุกดังขึ้นที่บริเวณประตูทางเข้าบ้าน ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบนายตำรวจสีเขียวเข้ม หมวกแก๊ปปีกสั้นเงาوับ สะพายปืนไรเฟิลพาดบ่าก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น รองเท้าคอมแบตกระทบพื้นไม้ส่งเสียงดังชัดเจน สันจกรักแร้คมเข้ม ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องเพียงแวบเดียว ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลินอวี้ถิง
หลินจื้อเฉียงหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขารีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มเจื่อนละล่ำละลัก "ส... ผู้กองสวี่! ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ครับ? พวกเราแค่... แค่มาทวงหนี้สินตามกฎหมายเฉยๆ..."
สวี่จวินไม่แม้แต่จะชายตามองชายวัยกลางคนผู้นั้น สายตาคมปลาบของนายตำรวจหนุ่มรักษากฎหมายจับจ้องอยู่เพียงดวงหน้าหวานหยดแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวตรงหน้า เขาเดินผ่านร่างของหลินจื้อเฉียงราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างอวี้ถิงอย่างปกป้อง
สวี่จวินปรายตามองเอกสารสัญญาในมืออวี้ถิงแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลินจื้อเฉียงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
"ทวงหนี้หรือครับ? แต่เท่าที่ผมได้กลิ่น... มันเหมือนกลิ่นของการปล้นทรัพย์และข่มขู่กรรโชกทรัพย์มากกว่านะ..." สวี่จวินหันมามองอวี้ถิง สายตาแพรวพราวทอประกายอบอุ่นจนคนมองใจเต้นตัก "ว่ายังไงล่ะภรรยา... เอ๊ย ว่าที่ภรรยา... เอสารฉบับนี้ ให้ผมจัดการเผาทิ้งให้พวกมันเลยไหมครับ?"
หลินอวี้ถิงเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามที่ไม่คาดคิด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทว่าริมฝีปากบางกลับแย้มยิ้มออกมารับความช่วยเหลืออันแสนจะเปย์หนักหน่วงนี้อย่างท้าทาย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
- กาแฟโบราณแก้วโต -
สูตรลับกลิ่นอายฟืนกับคุณชายเจ้าสำราญ•ตอนที่ 1
กลิ่นอายควันไฟในยามเช้า
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับกลิ่นอายฟืนกับคุณชายเจ้าสำราญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!