กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งอบอวลอยู่ภายในตำหนักเย็นอันรกร้าง น้ำมันจากตะเกียงสำริดโบราณใกล้หมดลงทุกขณะ ทอดเงายาวน่าสะพรึงกลัวทาบทับลงบนร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่
"หากชาตินี้สวรรค์เมตตาให้ข้า... หลี่มู่เฉิน... ได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครา ภัยพิบัติและหยาดโลหิตที่พวกมันเคยฝากไว้ในมหาศึกแดนพยัคฆ์ทมิฬ ข้าจะใช้คมกระบี่เล่มนี้ล้างผลาญให้สิ้นซาก!"
ความเจ็บปวดราายพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรทั่วร่างราวกับถูกไฟโลกันตร์แผดเผา
หลี่มู่เฉินสะดุ้งเฮือก กวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งลับคมคู่หนึ่งไปยังรอบด้าน ความมืดมิดภายในตำหนักมิอาจบดบังดวงตาที่เคยผ่านการมองเห็นมหาสงครามสะท้านฟ้ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขาก้มลงมองมือคู่ที่สั่นเทา ผิวหนังซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ 'จุดตันtian' (จุดศูนย์กลางพลังปราณ) ภายในร่างกายบัดนี้ว่างเปล่าและถูกพิษร้ายกัด1ร่อนจนเน่าเปื่อย
นี่ไม่ใช่ร่างอันเป็นอมตะของมหาเทพกระบี่ผู้ครองแผ่นดินเซียน แต่เป็นร่างของ 'หลี่มู่เฉิน' องค์ชายห้าแห่งต้าหลี่ ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะไร้ค่า ไร้ซึ่งรากปราณ และถูกเนรเทศมาให้รอวันตายอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักท้ายวัง
"หึ... พิษสลายวิญญาณเจ็ดราตรี ช่างลงมือได้เหี้ยมเกรียมยิ่งนัก"
มุมปากของบุรุษหนุ่มยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนอากาศภายในห้องถึงกับบิดเบี้ยว แม้ในยามนี้ลมปราณของเขาจะเหือดแห้ง เส้นชีพจรทั่วร่างพิการใช้งานไม่ได้ แต่จิตวิญญาณแห่งมหาเทพกระบี่ผู้เคยเหยียบย่างผ่านมหาสมุทรดาราหาได้สลายตามร่างเนื้อไม่ ประสบการณ์ ความทรงจำ และเคล็ดวิชาสะท้านภพนับหมื่นยังคงฝังรากลึกอยู่ในห้วงสำนึก
ตึง!
เสียงถีบประตูไม้ผุพังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รองเท้าบูทปักลายเมฆาเหยียบย่ำลงบนพื้นไม้ที่ผุกร่อน แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องประตูเผยให้เห็นร่างของขันทีเฒ่าผู้หนึ่ง นามว่า 'หม่ากงกง' ผู้กุมอำนาจเบื้องหลังตำหนักใน ใบหน้าย่นยู่ของมันเต็มไปด้วยรอยยิ้มหยันเหยียด ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ส่งกลิ่นหอมหวานชวนสะอิดสะเอียน
"องค์ชายห้า... ถึงเวลาเสวยโอสถบำรุงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงแหลมเล็กของมันบาดหูราวกับเสียงกรีดกั้นของโลหะ
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำมันได้ดี... ขันทีสารเลวผู้ฉวยโอกาสยัดเยียด 'โอสถสลายกระดูก' ให้เขาดื่มทุกค่ำคืนตามคำสั่งของสนเอก เพื่อเร่งให้ความตายมาเยือนเร็วขึ้น
"โอสถบำรุง หรือน้ำแกงจากขุมนรกกันแน่?" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ากลับทรงพลังอำนาจกดดันบางอย่าง จนทำให้ขันทีเฒ่าถึงกับชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
หม่ากงกงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาหรี่เล็กจ้องมององค์ชายผู้ที่ควรจะนอนรอความตายอย่างหมดสภาพ ทว่ายามนี้แววตากลับคมปลาบดั่งเหยี่ยวราตรี ราวกับว่ามันไม่ได้กำลังยืนอยู่ต่อหน้าขยะไร้ค่า แต่กำลังเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชที่พร้อมจะปลิดชีพมันได้ทุกเมื่อ
"พระองค์ทรงตรัสสิ่งใดกันพ่ะย่ะค่ะ? หม่อมฉันเพียงแค่วิตกกังวลในพระพลานามัย... ดื่มเสียเถิดพ่ะย่ะค่ะ ก่อนที่ความเจ็บปวดจะเล่นงานพระองค์จนสิ้นสติไปเสียก่อน" หม่ากงกงฝืนยิ้มเหี้ยมเกรียม ก้าวเข้าไปใกล้เตียงไม้ไผ่มากขึ้น พร้อมยื่นถ้วยยาเคลือบพิษเข้ามาประชิด
หลี่มู่เฉินไม่ขยับเขยื้อn เขานั่งนิ่งดั่งขุนเขา ปล่อยให้ความเจ็บปวดจากการถูกพิษกัดกินกระดูกแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่นัยน์ตากลับทอประกายแสงสีทองจางๆ
"เจ้าคิดว่า... สุนัขรับใช้ที่บังอาจเงยหน้าขึ้นมองนายเหนือหัว จะมีจุดจบเช่นไร?"
คำพูดนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของหม่ากงกงราวกับเสียงระฆังมรณะ ขันทีเฒ่าสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากร่างผอมโซขององค์ชายห้า!
ปรัช!
พลังปราณไร้รูปที่ถูกบีบอัดด้วยเคล็ดวิชาโบราณพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของหลี่มู่เฉิน ราวกับกระบี่ไร้ลักษณ์ที่พุ่งแหวกอากาศ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของพลังจิตวิญญาณในอดีต แต่มันก็มากพอที่จะกดทับให้ร่างของขันทีเฒ่าทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น เสียงกระดูกลั่นกรอบดังขึ้นท่ามกลางความตกตะลึง
"อั๊ก!... เป็นไปได้อย่างไร! ปราณของท่าน... ไหนว่าเส้นชีพจรพิการแล้วมิใช่หรือ!" หม่ากงกงเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด โลหิตสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของมัน
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังคงโซเซ แต่แผ่นหลังนั้นกลับตั้งตรงสง่างามดั่งกระบี่ที่ปักค้ำฟ้า เขาก้มมองขันทีผู้คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง มุมปากหยักลึกด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน
"เส้นชีพจรของข้าอาจจะพิการ... แต่กระดูกสันหลังของข้า หาใช่สิ่งที่พวกสุนัขเช่นเจ้าจะมารzดขยี้ได้ไม่"
ฉับพลันนั้น ท้องฟ้าด้านนอกตำหนักที่เคยเงียบสงบ กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยโลหิต เมฆดำทะม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางลานตำหนัก เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านไปทั่วทั้งราชธานี
พร้อมกันนั้น มิติเบื้องหน้าของหลี่มู่เฉินก็บิดเบี้ยวออก ละอองแสงสีเงินบริสุทธิ์โปรยปรายลงมา ดึงดูดสายตาของเขาให้มองผ่านหน้าต่างทะลุไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น
ณ ที่นั่น... สตรีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรย กำลังถือกระบี่เล่มงามยืนตระหง่านอยู่กลางมหาทัณฑ์สวรรค์ ดวงตางามเยียบเย็นคู่นั้นกวาดมองลงมายังทิศทางที่เขาอยู่ ราวกับส่งสัญญาณบางอย่างที่สะเทือนลึกถึงหัวใจ
หลี่มู่เฉินชะงักงัน ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่รอคอยมานานนับพันปี
"เสวี่ยเอ๋อร์..."
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยนามนั้นให้เต็มเสียง เงาดำนับร้อยสายก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดหลังคาตำหนัก พร้อมกับเสียงหัวoาะเย้ยหยันที่ดังขึ้นพร้อมเพรียงกันจากเหล่ามือสังหารเงาโลหิตที่ถูกส่งมาปิดปากในคืนนี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากตำนานบทใหม่นี้ไป2ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่สยบปฐพี ข้ามภพมาทวงบัลลังก์มังกร•ตอนที่ 1
โลหิตมังกรหลั่งริน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบปฐพี ข้ามภพมาทวงบัลลังก์มังกร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
