ความเงียบภายในห้องทำงานร้างชั้นสิบสี่ไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือแรงอัดอากาศที่รอวันระเบิด
"นายคิดจะเอาชนะใครด้วยการทำลายตัวเองแบบนี้ หึ... มันตลกสิ้นดี"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืด ศิลายืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือย แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะคู่นั้นจ้องมองร่างโปร่งที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้ากองเอกสารคดีเก่า คราบเลือดและหยดน้ำตาที่แห้งกรังบนหน้ากระดาษคือหลักฐานของค่ำคืนอันยาวนาน รินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ไหล่บางไหวสะท้อนน้อยๆ ภายใต้เสื้อโค้ทตัวโคร่งที่ดูราวกับแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบไว้คนเดียว
"นายไม่มีสิทธิ์มาตัดสินฉัน ศิลา" เสียงของรินแหบพร่าแต่กลับเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนกระจก "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น... มันเริ่มต้นจากความโง่เขลาของฉันเอง ฉันเป็นคนปล่อยให้มันลุกลาม ฉันต้องเป็นคนรับผิดชอบ"
"ความรับผิดชอบบ้าบออะไรกัน!" ศิลาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวในพริบตา มือหนากระชากข้อแขนเรียวให้ลุกขึ้นเผชิญหน้า แรงปะทะนั้นทำให้รินต้องเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน แววตาของศิลาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงความหงุดหงิดเจือความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีปากร้าย "นายแบกความผิดของคนอื่นไว้บนบ่าจนหลังจะหักตายอยู่แล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือไง? หรือต้องให้ฉันเห็นนายตายคากองกระดาษพวกนี้ ถึงจะพอใจ?"
"แล้วมันเรื่องอะไรของนายล่ะ!" รินสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสองข้างแดงก่ำแต่ไร้ซึ่งน้ำตา ความดื้อรั้นและทิฐิที่ถูกเคี่ยวกรำมานานนับปีทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันมหาศาลที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา "นายอยากให้ฉันก้มหัวยอมรับความพ่ายแพ้เหมือนที่นายทำงั้นเหรอ? ขอโทษที... ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมจำนนให้อดีตเหยียบย่ำซ้ำสอง!"
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มสมเพชตัวเองปนเอ็นดู "ปากเก่งไม่เปลี่ยน... ทั้งๆ ที่มือสั่นขนาดนั้น ยังมีหน้ามาทำเป็นเก่ง"
นิ้วเรียวของศิลาแตะลงบนหลังมือที่กำลังกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว รินสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต แต่ทว่า... ครั้งนี้ไม่มีการผลักไส ไม่มีคำด่าทอขับไล่ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านเข้ามาผ่านผิวหนาวเยือก มันเหมือนคีมเหล็กที่ค่อยๆ คลายโซ่ตรวนอันหนักอึ้งซึ่งล่ามหัวใจเขาไว้กับความรู้สึกผิดมาเนิ่นนาน
"ปล่อย..." รินกระซิบเสียงสั่น ความแข็งกร้าวเมื่อครู่เริ่มร้าวรานราวกับผนังกระจกที่ถูกค้อนทุบ "ปล่อยฉันเสียที ศิลา... นายก็รู้ว่าฉันให้อภัยตัวเองไม่ได้"
"แล้วใครบอกให้นายต้องให้อภัยตัวเองในทันทีล่ะ?" ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้ม ระยะห่างที่ลดลงจนแทบไม่มีเหลือทำให้หัวใจของรินเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ "ในเมื่อนายแบกมันไม่ไหว ก็โยนมันมาให้ฉันส ิ... ให้ฉันช่วยแบกความผิดพลาดบ้าๆ นั่นร่วมกับนาย หรือนายคิดว่าฉันไม่มีปัญญาพอที่จะรับความมืดมนในตัวนายได้?"
คำพูดนั้นทำให้รินนิ่งงิ่ง นัยน์ตาสีเข้มไหวระริก ภาพเหตุการณ์ในอดีต วันที่ความผิดพลาดพรากทุกอย่างไปจากชีวิต วันที่เขาเลือกจะเดินโดดเดี่ยวเพราะคิดว่าตนไม่คู่ควรกับความสุขใดๆ ทั้งสิ้น วิ่งวนเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก แต่ทว่า... ณ วินาทีนี้ เสียงก้องกังวานในใจกลับเปลี่ยนไป
โซ่ตรวนที่พันธนาการวิญญาณของเขามาตลอดหลายปี ไม่ได้ถูกทำลายด้วยความแค้น หรือการแก้แค้น แต่กลับค่อยๆ หลุดร่วงลงทีละเปราะ... ด้วยความเข้าใจ และการยอมรับความจริงว่า มนุษย์เราล้วนทำผิดพลาดได้ และการให้อภัยตัวเอง ไม่ใช่การลืมเลือนอดีต แต่คือการยอมรับว่าตัวเราในอดีตได้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วในเวลานั้น
รินสูดลมหายใจเข้าลึก รสเค็มปร่าของหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมาเงียบๆ สร้างความอุ่นวาบที่ริมฝีปาก เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของศิลา ดวงตาที่มักจะซ่อนความลับมากมาย แต่ตอนนี้กลับสะท้อนเพียงภาพของตัวเขาเอง... ตัวตนที่เปราะบาง แตกสลาย แต่กลับงดงามเหลือเกินในสายตาของอีกฝ่าย
"นายมัน... บ้าจริงๆ ศิลา" รินหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายปีที่จริงใจและไร้ซึ่งภาระผูก
"ฉันบ้าเพราะใครกันล่ะ" ศิลาพึมพำชิดริมฝีปาก กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวทำให้อารมณ์พุ่งพล่าน นิ้วแกร่งเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา ราวกับทะนุถนอมสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก "ทีนี้... เลิกทรมานตัวเองได้แล้วนะ ริน"
ใบหน้าของทั้งคู่ขยับเข้าหากันอย่างช้าๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น เคมีที่อัดแน่นด้วยความอึดอัด ดราม่า และความรู้สึกที่เก็บกดมานานกำลังจะระเบิดออกในสัมผัสเดียว
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากจะแตะสัมผัสกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงเคาะสามครั้งตามด้วยการบิดลูกบิดอย่างถือวิสาสะ
แกร็ก!
ประตูกลอนเหล็กถูกผลักเปิดออกกว้าง พร้อมกับร่างเงาสูงโปร่งของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่เกรงใจใคร นัยน์ตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวกราดมองคนทั้งสองที่ยังยืนแนบชิดกันอยู่ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้นั้น
"ขอโทษที่ขัดจังหวะช่วงเวลาซาบซึ้งนะครับ... แต่ดูเหมือนว่า 'ความลับ' ที่พวกคุณพยายามตามหา จะไม่ได้อยู่ในกองกระดาษพวกนั้นเสียแล้วล่ะ"
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการเติบโตของตัวละครมาด้วยกันจนถึงตอนที่ 34 นะครับ!
เงามายาแห่งศรัทธา: บันทึกเลือดบนหน้ากระดาษ•ตอนที่ 34
การให้อภัยตัวเอง
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาแห่งศรัทธา: บันทึกเลือดบนหน้ากระดาษ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!