ทฤษฎีคนเป็นกับวิญญาณข้างห้อง•ตอนที่ 1

กฎข้อที่ศูนย์ของแมนชันร้อยปี

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
"คุณแน่ใจนะว่าที่นี่น่ะเหรอ ไม่ใช่โกดังเก็บศพร้างที่ถูกจับมาปัดฝุ่นทาสีใหม่?" ธันวากดปุ่มลิฟต์กรงเหล็กดัดที่ส่งเสียงครืดคราดราวกับกระดูกคนแก่บดกัน เขาปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเย้ยหยัน มืออีกข้างกระชับหูหิ้วกล่องใส่เครื่องมือวิจัยน้ำหนักเกือบสิบกิโลกรัมไว้แน่น รินยกมือขึ้นไหว้เจ้าที่เจ้าทางแบบลวกๆ ก่อนจะกระซิบตอบเสียงเครือ "ปากมึงเนี่ย... อีกหน่อยถ้าโดนลากลงไปใต้ถุนตึกอย่ามาเรียกกูแล้วกัน นี่คือ 'แมนชันร้อยปี' ที่เฮี้ยนที่สุดในย่านนี้ ค่าเช่าถูกจนน่ากลัว ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ มึงก็แค่โชคดี หรือไม่ก็... กำลังโดนเลือก" "อย่ามาเล่นจิตวิทยาตื้นๆ กับกู ริน" ธันวาสวนกลับทันควัน ประตูลิฟต์เปิดออกเผยให้เห็นโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมสีเลือดหมูซีดจาง กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นดอกไม้แห้งที่อบอวลชวนวิงเวียน "กูย้ายมาที่นี่เพราะต้องการความสงบไว้ทำวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่มานั่งฟังนิทานหลอกเด็ก" เขาเดินดุ่มๆ ไปตามทางเดินโดยไม่สนใจรินที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าลิฟต์ ธันวาเป็นพวก 'เหตุผลนิยม' ประเภทที่เชื่อว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้พิสูจน์ได้ด้วยสมการหรือเครื่องมือวัดค่าทางวิทยาศาสตร์ ผีสางเทวดาสำหรับเขาเป็นเพียงความบกพร่องของระบบประสาทหรือสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติเท่านั้น ห้อง 404... ธันวาไขกุญแจห้องพักก่อนจะชะงัก สายตาปะทะเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่แปะไว้ข้างกรอบประตูด้วยเทปกาวเก่าๆ *กฎข้อที่ศูนย์ของแมนชันร้อยปี:* *1. ห้ามทักคนแปลกหน้าที่เดินสวนในโถงทางเดินหลังเที่ยงคืน* *2. ห้ามเปิดประตูหากได้ยินเสียงเคาะเพียงครั้งเดียว* *3. หากมีใครถามหา 'เจ้าของห้องคนก่อน' ให้ตอบว่าเขาไม่เคยมีตัวตนที่นี่* "ตลกสิ้นดี" ธันวาแค่นหัวเราะ ดึงกระดาษนั่นขยำทิ้งลงถังขยะข้างห้องอย่างไม่ใยดี "ศตวรรษที่ 21 แล้ว ยังมีคนพยายามเล่นมุกผีหลอกด้วยกฎบ้าบอพวกนี้อยู่อีกเหรอ" รินเดินตามมาทันพอดี เธอเห็นกระดาษที่ถูกทิ้งในถังขยะแล้วหน้าถอดสี "ธัน... มึงห้ามทำลายกฎพวกนั้นเด็ดขาด กฎของที่นี่ไม่ได้มีไว้ให้มนุษย์ทำตาม แต่มันมีไว้ 'ถ่วงเวลา' ไม่ให้มึงเจอกับสิ่งที่จ้องจะเอาชีวิต" "กลับไปซะ ริน" ธันวาตัดบทพลางผลักประตูห้องเข้าไป บรรยากาศภายในห้องกว้างขวางเกินคาด แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังก้าวเข้าสู่กรงขังที่มองไม่เห็น "พรุ่งนี้เช้าค่อยมาช่วยกูขนของที่เหลือ วันนี้กูต้องการพักผ่อน" ประตูถูกปิดลง ทิ้งให้รินยืนหน้าเสียอยู่หน้าห้องได้เพียงครู่เดียว ก่อนที่ธันวาจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อนสาวค่อยๆ เดินห่างออกไป ธันวาถอดเสื้อนอกออกพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มที่ดูขัดกับสภาพตึกเก่าๆ นี่อย่างสิ้นเชิง เขามองดูนาฬิกาดิจิทัลข้างหัวเตียง ตัวเลขสีแดงฉานค่อยๆ ขยับไปถึง 00:00 น. พอดี เงียบ... เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเป็นจังหวะ ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นเพียงครั้งเดียว... สั้นและหนักแน่น เหมือนตั้งใจจะหยั่งเชิง ธันวาขมวดคิ้ว เขาเดินไปที่ประตูผ่านช่องมองตาแมว ความมืดมิดนอกประตูดูเหมือนจะหนาแน่นกว่าปกติ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง คือร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนหันหลังอยู่ตรงทางเดิน แผ่นหลังนั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเขามองเห็นคนคนนี้ในความทรงจำที่ลึกที่สุด "ใครครับ?" ธันวาถาม พยายามคุมน้ำเสียงให้เรียบเฉย "ผมลืมของไว้... ในห้องนั้น" เสียงของผู้ชายคนนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง มันไม่ใช่เสียงของคนทั่วไป แต่มันเหมือนเสียงที่ลอดผ่านลำคอที่แห้งผากมานานหลายสิบปี ธันวาชะงัก ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน กฎข้อที่สองผุดขึ้นมาในหัว: *ห้ามเปิดประตูหากได้ยินเสียงเคาะเพียงครั้งเดียว* "ผมเพิ่งย้ายเข้ามา" ธันวากระชับลูกบิดประตูแน่น "คุณอาจจะจำห้องผิด" "ผมไม่เคยจำผิด" ชายคนนั้นหันกลับมาครึ่งซีก ใบหน้าของเขาถูกเงามืดของทางเดินกลบไว้จนเห็นเพียงดวงตาคมกริบที่สะท้อนแสงไฟสลัวๆ ในทางเดิน สายตานั้นจ้องมองทะลุผ่านบานประตูมาที่เขา... เป็นสายตาที่โหยหา ลึกซึ้ง และอันตรายเกินกว่าจะอธิบายด้วยตรรกะใดๆ "ศิลา... นั่นคือชื่อของผม" ชายคนนั้นเอ่ยชื่อตัวเอง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนธันวารู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาผ่านรอยแยกของประตู "และผมกำลังรอให้คุณเปิดประตู... เพื่อที่ผมจะได้เริ่มทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของผม" ธันวากลั้นหายใจ มือที่จับลูกบิดสั่นระริกโดยไม่ตั้งใจ เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากชายแปลกหน้าที่ชื่อ 'ศิลา' นั้นมันกดดันจนเขาแทบขยับตัวไม่ได้ ร่างสูงในความมืดก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง จนปลายรองเท้าของชายคนนั้นโผล่พ้นรอยแยกประตูเข้ามาให้เห็น ความรู้สึกบางอย่างบอกธันวาว่า ถ้าเขายอมเปิดประตูนี้ออกไป เขาจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นคนเดิมอีก "ถ้าผมไม่เปิดล่ะ?" ธันวาถาม ท้าทายทั้งที่ใจสั่น ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่ทั้งน่าขนลุกและเซ็กซี่อย่างประหลาด "งั้นผมก็คงต้อง 'แทรก' เข้าไปเอง... เหมือนที่ผมทำมาตลอดหลายร้อยปีที่นี่" ทันใดนั้น ไฟในทางเดินก็ดับพรึ่บลงสนิท พร้อมกับเสียงกลอนประตูที่ค่อยๆ ถูกหมุนจากฝั่งภายนอก... ทั้งที่ธันวายังคงจับลูกบิดเอาไว้แน่น ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทเริ่มต้นนี้ หวังว่าคุณจะพร้อมสำหรับความสยองขวัญที่กำลังจะเข้มข้นขึ้นในตอนต่อไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีคนเป็นกับวิญญาณข้างห้อง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%