"ถ้านายยังไม่หยุดพ่นคำพูดดูถูกที่นี่ออกไปจากปาก เดี๋ยวนี้ ฉันจะถือว่าน้ำใจที่เคยให้กันมาตลอดหลายปี มันสิ้นสุดลงตรงหน้าประตูบ้านหลังนี้แหละธันวา"
รวิกดย้ำคำพูดแต่ละคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านไปด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ เขายืนขวางหน้าต่างบานเก่าที่สั่นไหวอย่างรุนแรงจากแรงลมพายุที่เริ่มกรรโชกอยู่ภายนอก ท้องฟ้าด้านนอกไม่ได้เป็นสีครามเหมือนทุกวัน แต่มันกลับกลายเป็นสีเทาหม่นที่ดูราวกับจานสีที่ถูกกวาดจนเลอะเทอะ
ธันวายืนอยู่กลางห้องรับแขกที่เรียบง่าย กลิ่นอายของน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นไอความทะเยอทะยานดูแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศของบ้านไม้หลังนี้ เขาหัวเราะหึในลำคอ สายตามองรวิราวกับมองดูเด็กหลงทางที่น่าเวทนา
"น้ำใจเหรอรวิ? นายเรียกสิ่งนี้ว่าน้ำใจหรือความขี้ขลาดกันแน่? นายทิ้งทุกอย่าง ทิ้งอนาคตที่นายสร้างมาด้วยมือตัวเอง เพื่อมานั่งเฝ้ากระถางต้นไม้กับยายแก่ที่ขายของชำเนี่ยนะ นายคิดจริงๆ เหรอว่าความว่างเปล่านั่นจะเติมเต็มชีวิตนายได้?"
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงกระดูกที่ถูกบีบอัด "โลกข้างนอกกำลังพังทลาย และนายกำลังจะพังตามมันไปถ้ายังขืนหลอกตัวเองอยู่แบบนี้"
รวิไม่ตอบโต้ด้วยถ้อยคำ เขาทำเพียงจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่วาวโรจน์ของเพื่อนเก่า แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความกระหายในอำนาจและการยอมรับ ซึ่งรวิเคยเป็นส่วนหนึ่งของมันมาก่อน... แต่บัดนี้ สิ่งนั้นช่างดูไร้ความหมายเหลือเกิน ทันใดนั้น เสียงหลังคาสังกะสีข้างบ้านก็ดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนถูกฉีกกระชากด้วยมือยักษ์ ลมพายุเริ่มหอบเอาเม็ดฝนขนาดใหญ่ฟาดเข้ากับผนังไม้จนเกิดเสียงเปาะแปะที่น่าหวาดหวั่น
ยายแสงที่เดินออกมาจากห้องครัวในจังหวะนั้นไม่ได้ดูตกใจเลยแม้แต่น้อย ท่านวางถ้วยชาอุ่นๆ ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท่ามกลางเสียงพายุที่ดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงคนพูด
"พายุไม่ได้มาเพื่อทำลายบ้านหรอกพ่อหนุ่ม..." ยายแสงเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับแทรกซึมผ่านเสียงลมไปถึงหูของทุกคน "มันมาเพื่อเตือนให้รู้ว่า สิ่งที่เรายึดถือว่า 'มั่นคง' น่ะ แท้จริงแล้วมันเปราะบางแค่ไหน"
"ยายอย่ามาพูดปรัชญาตอนนี้เลยครับ" ธันวาตวาดกลับโดยไม่หันไปมอง "บ้านหลังนี้กำลังจะปลิวไปแล้ว ผมมีรถจอดอยู่ข้างนอก เราต้องออกไปจากที่นี่!"
รวิหันไปมองหน้าต่าง ลมพายุลูกนี้รุนแรงเกินกว่าที่เขาคาดคิด ต้นไม้ใหญ่ในสวนที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอดหลายเดือนเริ่มโอนเอนอย่างน่ากลัว กิ่งก้านของมันสะบัดไปมาเหมือนแขนของมนุษย์ที่พยายามคว้าหาที่ยึดเหนี่ยวในความมืดมิด ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกินใจรวิ เขาคิดถึงความสงบสุขที่เขาพยายามสร้าง... แต่มันก็เหมือนปราสาททรายที่รอวันถูกคลื่นซัดหายไปเพียงเพราะพายุที่คาดเดาไม่ได้
"ฉันไม่ไป" รวิเอ่ยขึ้นสั้นๆ ท่ามกลางเสียงลมที่พัดกระหน่ำจนผนังบ้านสั่นสะเทือน "นี่คือบ้านของฉัน ไม่ว่ามันจะพังลงหรือไม่ ฉันก็เลือกที่จะอยู่ที่นี่กับสิ่งที่ฉันเลือกแล้ว"
ธันวาสบถอย่างหัวเสีย เขาคว้ากุญแจรถเตรียมจะเปิดประตูออกไป แต่ทันทีที่ประตูบานไม้ถูกเปิดออก แรงลมมหาศาลก็ปะทะเข้ากับร่างของเขาจนเกือบเซล้ม ฝนที่สาดเข้ามาทำให้พื้นที่ห้องเปียกชุ่มในพริบตา ในจังหวะนั้นเอง แสงสว่างวาบจากสายฟ้าฟาดลงมาใกล้จนพื้นดินสั่นสะเทือน เผยให้เห็นบางอย่างที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดหลังบ้าน
รวิเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งยืนตากฝนอยู่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ ร่างนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่กำลังโกรธเกรี้ยว ธันวาชะงักงัน กุญแจรถร่วงหล่นจากมือ เสียงตะโกนของเขาขาดหายไปในลำคอ
"นั่นใคร..." ธันวากระซิบด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "รวิ... ทำไมคนนั้นถึงยืนอยู่ตรงนั้นในพายุแบบนี้"
รวิก้าวเดินไปที่หน้าประตู หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ เพราะเงาร่างนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่มันคือเงาของเขาเอง... เงาในชุดสูทสีเข้มแบบที่เขาเคยใส่ในวันที่เขายังเป็นผู้บริหารผู้เย่อหยิ่ง ยืนจ้องมองกลับมาที่เขาผ่านม่านฝนที่บ้าคลั่งด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมศพ
"ถ้ามึงก้าวออกไปตอนนี้ มึงก็แค่กลับไปเป็นเงาตัวเดิม" เสียงของยายแสงดังแว่วมาจากด้านหลัง ราวกับมนตราที่หยุดเวลาไว้ "แต่ถ้ามึงยอมให้พายุพัดพาตัวตนเก่าไป... มึงถึงจะได้พบกับสิ่งที่เหลืออยู่จริงๆ"
รวิก้าวเท้าผ่านธรณีประตูออกไป สัมผัสถึงความเย็นเยียบของสายฝนที่ชะล้างทุกความคาดหวังออกไปจากผิวหนัง ในขณะที่เงาร่างในชุดสูทนั้นค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงไปพร้อมกับสายลมที่โหมกระหน่ำ เหลือเพียงความว่างเปล่าที่แผ่ขยายเข้ามาแทนที่
แต่ทว่า... เมื่อเขาลืมตาขึ้นหลังจากพายุสงบลงชั่วครู่ เสียงเครื่องยนต์รถหลายคันก็ดังล้อมรอบบ้านไม้หลังน้อยนี้ไว้ พร้อมกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามาในบ้านจนพร่าพราย รวิหันกลับไปมองธันวาที่ยิ้มออกมาด้วยท่าทีที่น่าขนลุก
"ฉันไม่ได้มาคนเดียวรวิ" ธันวากล่าวพลางจัดปกเสื้อที่เปียกชุ่ม "ในเมื่อนายไม่ยอมกลับไปกับฉัน... พวกเขาก็ต้องมาพาตัวนายกลับไปเอง"
ต้นไม้ริมระเบียงขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านความสับสนและเปราะบางนี้ไปกับรวิและต้นไม้อีกต้นหนึ่งด้วยหัวใจที่เปิดกว้างนะคะ
เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 31
พายุเข้า
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!