กลิ่นฟอร์มาลีนผสมกับความชื้นของโลหะหนักในอากาศ ยามตีสองครึ่ง คือสิ่งที่ดร.กวินภพนิยามว่าเป็น 'ความเงียบสงบอันสมบูรณ์แบบ' ในห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยาชั้นใต้ดิน ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีสายตาจับผิดจากอธิการบดีคณะ และไม่มีความงมงายไร้สาระจากโลกภายนอก มีเพียงแสงไฟนีออนสีขาวโพลนสาดส่องลงบนโต๊ะสแตนเลส และร่างไร้วิญญาณที่ถูกส่งตรงมาจากคดีฆาตกรรมปริศนาเมื่อหัวค่ำ
นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือยางสีดำบรรจงใช้ปลายคีบโลหะเขี่ยคราบโคลนและเศษเถ้ากระดูกออกจากซอกเล็บของศพ ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้ล่วงลับถูกพบในสภาพที่วิทยาศาสตร์กระแสหลักไม่อาจหาคำอธิบายได้โดยง่าย กล้ามเนื้อทั่วร่างหดเกร็งจนผิดรูป ดวงตาเบิกโพลงค้างในความตกใจสุดขีด และที่น่าพิศวงที่สุดคือ ผิวหนังบริเวณหน้าอกถูกกรีดด้วยของมีคมจนเป็นรอยแผลเรขาคณิตที่สมบูรณ์แบบ ลึกลงไปถึงกระดูกซี่โครงโดยไม่มีรอยเลือดไหลนองออกมาแม้แต่หยดเดียว
"แปลก..." กวินภพพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้องในห้องสี่เหลี่ยมทึบตัน
เขาหยิบแว่นขยายขึ้นส่องรอยแผลนั้นอย่างละเอียด โครงสร้างของรอยกรีดไม่ใช่ฝีมือของมีดผ่าตัดทั่วไป และไม่ใช่การกระทำของฆาตกรโรคจิตสติหลุด หากแต่มันมีความแม่นยำระดับเดียวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรมศาสตร์ ทว่าสิ่งที่ทำให้สันหลังของนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์เยียบเย็นลงชั่วขณะ คือกลิ่นจางๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากรอยแผล—กลิ่นของกำยานโบราณผสมกับยางไม้สนป่าลึก ซึ่งไม่มีทางอยู่ในห้องชันสูตรศพของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้
"คุณกำลังพยายามหาคำอธิบายทางกายวิภาคให้กับสิ่งที่เกิดจาก 'เจตจำนง' ของจิตวิญญาณหรือครับ ดร.กวินภพ"
เสียงหวานทุ้มที่ราบเรียบแต่แฝงความเย้าเยยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องแล็บ บริเวณเงาสลัวหลังตู้เก็บสารเคมี
กวินภพไม่สะดุ้งโหยด เขารู้ตัวตั้งแต่ก้าวแรกที่บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ความกดอากาศที่ลดลงอย่างกะทันหันและกลิ่นหอมเย็นของดอกโมกป่าคือลายเซ็นเฉพาะตัวที่เขาจำได้แม่น ชายหนุ่มค่อยๆ วางเครื่องมือลงบนถาดสแตนเลส ถอดถุงมือยางออกทีละข้างอย่างใจเย็น ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกยามวิกาล
รินรดายืนพิงชั้นวางอุปกรณ์อยู่ตรงนั้น เธอดึงฮู้ดสีดำคลุมศีรษะลงเผยให้เห็นเส้นผมยาวสลวยและใบหน้าเรียวคมที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงไฟสีขาวราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องมองเหยื่อในอาณาเขตของมัน ในมือเรียวของเธอถือแผ่นยันต์กระดาษสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าที่ขอบกระดาษยังมีรอยไหม้สีดำสนิท
"คุณเข้ามาในเขตหวงห้ามของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ยังไง รินรดา" กวินภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท นัยน์ตาหลังกรอบแว่นโลหะฉายแววตำหนิเล็กน้อย "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นสำหรับพวกเล่นของ และคุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาป้วนเปี้ยนกับหลักฐานในคดีอาญา"
รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงประสาทสัมผัส เธอขยับกายก้าวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะชันสูตรทีละน้อย จังหวะก้าวของเธอนุ่มนวลไร้เสียงราวกับแมวป่า สายตาของเธอกวาดมองร่างไร้วิญญาณบนเตียงด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความเวทนาและความสมเพช
"กฎหมายทางโลกของคุณกำลังไล่ตามเงาของตัวเอง ดร.กวินภพ" รินรดาหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของเธอโชยเข้าปะทะประสาทรับกลิ่นของเขาอย่างจงใจ "ศพนี้ไม่ได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจ หรือเพราะถูกฆาตกรรมด้วยคมมีดธรรมดา... เขาถูก 'สูบ' วิญญาณออกไปจากร่าง ตั้งแต่ตอนที่วงแหวนอาคมถูกปิดผนึกสมบูรณ์เมื่อยามสามยามของคืนก่อน"
"เหลวไหล" กวินภพสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทางปัญญา "ในฐานะนักมานุษยวิทยากฎหมาย ผมเชื่อในหลักฐานเชิงประจักษ์ รอยแผลพวกนี้เกิดจากการใช้กรดเคมีกัดกร่อนชั้นเนื้อเยื่อร่วมกับการใช้ความร้อนสูงในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม ไม่ใช่เรื่องของภูตผีหรือเวทมนตร์ที่คุณพยายามท่องจำมาหากิน"
รินรดายิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน เธอเอื้อมมือเรียวที่ปลายนิ้วมีรอยหมึกสีชาจางๆ แตะลงที่ขอบโต๊ะสแตนเลส ใกล้กับมือของกวินภพ ระยะห่างระหว่างมือของพวกเขาน้อยเสียจนเขาสามารถสัมผัสถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอได้ ทว่ามันเป็นความอบอุ่นที่ชวนให้ขนลุกชันราวกับสัมผัสของสัตว์เลื้อยคลาย
"นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในเหตุผลมักจะเป็นเหยื่อที่อร่อยที่สุดของความงมงายที่คุณดูถูก" รินรดาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เขาอีกนิด กระซิบด้วยน้ำเสียงกระเส่าที่แฝงไปด้วยคำเตือนอันจริงจัง "คุณคิดว่ารอยแผลรูปดาวห้าแฉกกลับหัวบนหน้าอกนั่นคือเรขาคณิตเหรอคะ? ลองก้มลงมองที่ข้อมือซ้ายของศพดูสิครับ... แล้วคุณจะรู้ว่ามนุษย์เราตัวเล็กจิ๋วแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเล่นสนุกกับเมืองนี้"
กวินภพขมวดคิ้วแน่น ความดื้อรั้นทางวิทยาศาสตร์ผลักดันให้เขาหันกลับไปที่ร่างบนเตียงอีกครั้ง เขาหยิบไฟฉายเฉพาะกิจขึ้นส่องบริเวณข้อมือซ้ายของศพตามที่เธอท้าทาย
ภายใต้แสงไฟสีฟ้าเข้ม ผิวหนังที่เคยคิดว่าเป็นรอยช้ำธรรมดา กลับปรากฏเป็นอักขระโบราณภาษาขอมโบราณนับร้อยตัวที่ฝังลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังราวกับมันถูกสักไว้ตั้งแต่ก่อนเกิด และที่น่าตกใจยิ่งกว่า—อักขระเหล่านั้นกำลังขยับเขยื้อน! เส้นสายสีดำคล้ำเลื้อยวนไปมาใต้ผิวหนังราวกับมีชีวิต ชีพจรที่ควรจะหยุดนิ่งไปหลายชั่วโมงแล้วกลับเต้นกระตุกขึ้นมาเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจของใครอีกคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้!
กวินภพชะงักกึก ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะอันแม่นยำหยุดชะงักลงชั่วขณะ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไฟนีออนบนเพดานห้องแล็บก็เกิดกะพริบถี่รัวก่อนจะดับวูบลงทั้งหมด ความมืดมิดสนิทเข้าปกคลุมห้องชันสูตรทันที เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ด้านบน และในความเงียบงัดอันวังเวงนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาด้วยภาษาโบราณก็ดังขึ้นจากร่างไร้วิญญาณบนเตียงสแตนเลส—มันไม่ใช่เสียงของคนตาย แต่เป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังมาจากความมืดเบื้องหลังแผ่นหลังของพวกเขาเอง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้นะครับ
อาคมอำพรางกับจารึกรอยเลือด•ตอนที่ 1
ศพปริศนาในวงแหวนอาคม
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับจารึกรอยเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
