สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 1

บทเพลงแห่งรุ่งอรุณที่สูญหาย

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
หมึกสีนิลที่เพิ่งหยดลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ เมื่อปลายนิ้วที่สั่นเทาของคณินเลือกที่จะขยำมันทิ้งลงถังขยะอย่างไร้เยื่อใย เสียงกระดาษยับยู่ยี่ดังสะท้อนก้องในห้องทำงานที่เงียบสงัด มันไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งแรกของเช้าวันนี้ และแน่นอนว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ปฏิทินบนโต๊ะบอกวันที่สิบสองแห่งเดือนที่ใบไม้ร่วงหล่น แต่สำหรับคณินแล้ว เวลาหยุดเดินตั้งแต่วันที่รอยยิ้มสุดท้ายของเธอกลายเป็นเพียงฝุ่นละอองในอากาศ เขาวางปากกาขนนกในมือลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมที่มักจะมองหาความสมบูรณ์แบบในทุกถ้อยคำ ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ หมอกหนาทึบของยามรุ่งสางแผ่ตัวเข้าปกคลุมกรุงเก่าจนแทบมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้า มันเป็นความขาวโพลนที่ว่างเปล่า... ว่างเปล่าเสียจนน่ากลัว คล้ายกับความรู้สึกในอกข้างซ้ายของเขาที่ไม่เคยถูกเติมเต็มอีกเลยนับตั้งแต่การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอ สมุดบันทึกปกหนังแท้สีเข้มเล่มเก่า วางอยู่บนโต๊ะทำงานตรงหน้า มันคือสมุดบันทึกบทกวีเล่มสุดท้าย... เล่มที่เขาเคยสัญญาว่าจะเขียนมันร่วมกับเธอ แต่บัดนี้ มันกลับเหลือเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่านับร้อยที่รอคอยการกรีดแทงหัวใจด้วยถ้อยคำ ก๊อก ก๊อก ก๊อก. เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ มันไม่ใช่เสียงเคาะของบุรุษไปรษณีย์ หรือเสียงฝีเท้าของแม่บ้านผู้ดูแลความสะอาด แต่มันเป็นเสียงที่หนักแน่นและจงใจสร้างความรบกวนในพื้นที่ส่วนตัวที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อกักขังตัวเอง คณินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยอนุญาต แต่บานประตูไม้สักทองกลับถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับสายลมเย็นเยียบที่พัดพาเอาละอองหมอกเข้ามาภายในห้อง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิลาและฝนแรกปะปนมากับกลิ่นอายของความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบ ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโค้ทสีเทายืนอยู่ตรงกรอบประตู ใบหน้าของเธอถูกบังด้วยเงาสลัวของหมอกหนา แต่ดวงตาทรงอัลมอนด์คู่นั้นกลับสุกสกาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด เธอก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง ราวกับภูตผีที่ล่องลอยมาจากบทกวีโศกนาฏกรรมสักบทที่เขาเคยแต่ง "กวีผู้เย่อหยิ่ง มัวแต่เสียเวลากับการลบคำว่า 'รัก' ออกจากกระดาษ จนลืมไปแล้วหรือว่าหมึกซึมลึกถึงก้นบึ้งของหัวใจไปนานแค่ไหนแล้ว" น้ำเสียงหวานใสทว่าแฝงด้วยความเย้ยหยันดังขึ้น มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคณินราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความระแวดระวังและความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นในอก "คุณเป็นใคร และเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ต้อนรับแขกยามวิกาล" คณินเอ่ยเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้ว่าหัวใจของเขาจะเต้นรัวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ก็ตาม หญิงสาวแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นอย่างมีเลศนัย เธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขา กวาดสายตามองกองกระดาษที่ถูกขยำทิ้งระเกะระกะ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่สมุดบันทึกปกหนังสีเข้มเล่มสุดท้าย "ฉันชื่อมัทนา... และฉันไม่ได้มาในฐานะแขก" เธอยื่นมือเรียวบางแตะลงบนสันสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างถือวิสาสะ "ฉันมาเพื่อทวงคืนบทกวีที่เธอติดค้างไว้... บทกวีที่สูญหายไปพร้อมกับวิญญาณครึ่งหนึ่งของเธอ" คณินก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอด้วยความโกรธที่พุ่งพล่าน การเอ่ยถึงสิ่งนั้น... สิ่งที่เขาพยายามปกปิดซ่อนเร้นจากโลกทั้งใบ มันคือเขตหวงห้ามที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่กล้าก้าวล่วง "คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดจาพล่อยๆ ในพื้นที่ของผม ออกไปซะ!" เขาออกคำสั่ง เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ มัทนาไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความท้าทายที่ร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงในกองไฟ "ถ้าฉันไม่มีสิทธิ์ แล้วใครจะมีล่ะคุณคณิน?" เธอยิ้มเยาะ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เรียเรียบร้อยที่สุดจากกองบนโต๊ะขึ้นมาอ่านออกเสียงเบาๆ " *'รอยกาลผันผ่าน ดั่งกาลเวลาที่พรากเธอ...'* บทกวีที่สวยงาม แต่กลวงเปล่า เพราะมันไร้ซึ่งความตาย... ไร้ซึ่งความเจ็บปวดที่แท้จริง" เธอกระชากกระดาษแผ่นนั้นขาดเป็นสองท่อนต่อหน้าต่อตาเขา! เสียงฉีกของกระดาษดังบาดแก้วหู คณินเบิกตากว้าง ความโกรธระเบิดออกมาจนเขาแทบจะยั้งมือไว้ไม่อยู่ เขายื่นมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือของเธอเพื่อหยุดยั้งการกระทำอันอวดดีนี้ แต่มัทนากลับไม่หลบหนี เธอกลับโน้มตัวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มของเขา และกระซิบถ้อยคำที่ทำให้เลือดในกายของคณินเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา "ถ้าอยากรู้ว่าเธอหายไปไหน... ก็จงเขียนบทกวีบทสุดท้ายให้จบสิคะท่านกผู้ยิ่งใหญ่... ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น และฉันจะหายไปพร้อมกับหมอกหนานี้" พูดจบ เธอก็สะบัดตัวหันหลังเดินตรงไปยังระเบียงห้องที่เปิดกว้างรับลมหนาว ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงและหัวใจที่กระหน่ำรัวราวกับกลองศึกของคณิน ชายหนุ่มพุ่งตัวตามไปคว้าชายเสื้อโค้ทของเธอไว้ในวินาทีที่เท้าของเธอก้าวออกไปพ้นขอบระเบียง ทว่า... ปลายมือของเขาคว้าได้เพียงความว่างเปล่าและละอองหมอกสีขาวโพลน ไม่มีร่างของหญิงสาวชื่อมัทนา ไม่มีร่องรอยของการหลบหนี มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงบนพื้นระเบียง คณินทรุดตัวลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทาดิ่งดิ่ง ตัวอักษรลายมือที่ไม่คุ้นเคยแต่กลับคุ้นตาอย่างประหลาดถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงสดหยดใหม่... *<รอยกาลบทที่หนึ่ง: คนตายไม่เคยแต่งกลอน... ยกเว้นคนที่คุณกำลังรอคอย>* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งขึ้นมาจากบันไดไม้ด้านนอก พร้อมกับเสียงทุบประตูดังสนั่นจากผู้ดูแลตึกที่ตะโกนเข้ามาด้วยความตกใจกลัว "คุณคณิน! คุณคณินครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีรายงานว่าพบร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง... จมน้ำเสียชีวิตอยู่ที่ริมแม่น้ำด้านหลังตึก ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วครับ!" กราบขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรบทแรกนี้ไปด้วยกันครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%