“ถ้าลายเซ็นบนกระดาษแผ่นนี้เป็นของจริง นั่นแปลว่าสองเดือนที่ฉันหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าเตา... มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหมคะ!”
เสียงของรินสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ปลายนิ้วที่ด้านชาจากไอร้อนและคมมีดกดลงบนขอบโต๊ะไม้สักจนขึ้นข้อขาว ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังชายในชุดสูทสากลคัตติ้งเนี้ยบผู้ยืนค้ำหัวเธออยู่ฝั่งตรงข้าม
‘คุณอัคร’ ตัวแทนกลุ่มทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขาวางปากกาปลอกทองเหลืองลงข้างเอกสารสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเรือนแกงยายอ่อน รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาเยียบเย็นเสียจนไอความร้อนจากเตาฟืนด้านหลังไม่อาจละลายมันได้
“ทุกอย่างมีความหมายในทางตัวเลขครับคุณริน” อัครเอ่ยเสียงเรียบ ท่วงท่าสุขุมดั่งคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ “คุณยายอ่อนกู้เงินก้อนนี้ไปค้ำประกันให้ญาติเมื่อห้าปีก่อน ดอกเบี้ยทบต้นจนเกินมูลค่าสวนสมุนไพรนี้ไปไกลแล้ว พินัยกรรมระบุชัดเจนว่า หากทายาทไม่สามารถชำระหนี้สินทั้งหมดได้ภายในวันนี้ หรือไม่ยินยอมให้เราเปลี่ยนที่ดินแปลงนี้เป็นรีสอร์ตหรูเชิงสุขภาพ กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะตกเป็นของบริษัทเราโดยสมบูรณ์... ซึ่งคุณก็รู้ดีว่า เงินสดเก้าล้านบาท เชฟตกงานที่เพิ่งกลับมาเปิดร้านบ้านนอกแบบคุณ ไม่มีทางหามาได้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”
คำว่า ‘เชฟตกงาน’ กรีดลึกลงไปในรอยแผลเดิมที่ยังไม่ตกสะเก็ด รินเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ในปาก ความทรงจำในวันที่เธอถูกปลดออกจากห้องอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ หวนกลับมาตอกย้ำ เธอจำได้ดีถึงสายตาเหยียดหยามของผู้บริหารที่มองว่าฝีมือเธอ ‘ไร้หัวใจ’ มีแต่เทคนิคทื่อๆ ที่จำเจ และคำพูดสุดท้ายของยายก่อนจากไปโดยไม่เคยเอ่ยคำชมเธอสักคำ... ยายคงรู้แต่แรกแล้วว่าเธอจะล้มเหลว ยายถึงได้ทิ้งหนี้สินก้อนนี้ไว้ให้เธอรับกรรม
“ริน...”
เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นของลุงป้องดังขึ้น ชายชราร่างผอมเกร็งในเสื้อคอกระเช้าปอนๆ เดินเข้ามาหยุดยืนข้างเธอ มือกร้านแดดที่เปื้อนคราบยางมะกรูดวางลงบนไหล่ที่สั่นเทาของรินเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและนิ่งสนิท ดึงสติของหญิงสาวที่กำลังเตลิดให้กลับคืนมา
“กระดาษมันก็แค่เศษไม้ที่เอามาบดอัด เขียนอะไรลงไปก็ได้ทั้งนั้นแหละคุณ” ลุงป้องหันไปสบตากับอัคร สายตาคู่นั้นไม่มีความหวั่นไหวของคนจนที่กำลังจะสูญเสียผืนแผ่นดินแม้แต่น้อย “แต่ยายอ่อนไม่ได้ทิ้งแค่หนี้ไว้ให้หลาน... แกทิ้งเงื่อนไขข้อสุดท้ายไว้ในพินัยกรรมหน้าสี่ด้วยไม่ใช่รึ คุณเปิดอ่านดูหรือยังล่ะ?”
อัครชะงักไปนิดหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนที่เขาจะพลิกหน้ากระดาษอย่างไม่เต็มใจนัก
“ข้อตกลงพิเศษ...” อัครอ่านทวนข้อความในใจ ริมฝีปากขยับช้าๆ “หากผู้รับโอนต้องการครอบครองผืนดินนี้ ต้องผ่าน ‘มื้ออาหารแห่งการพิสูจน์’ โดยทายาท หากอาหารมื้อนั้นแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมที่ประเมินค่ามิได้ และผู้รับโอนยอมรับจากใจจริง สัญญานี้จะถูกเลื่อนการบังคับคดีออกไปอีกสามปีโดยไม่มีดอกเบี้ย...”
อัครส่งเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน “ข้ออ้างถ่วงเวลาของคนแก่ชัดๆ อาหารรสเลิศน่ะ ผมกินมาแล้วทั่วโลก เชฟมิชลินกี่ดาวผมก็จ้างมาเปิดครัวที่บ้านได้ จิตวิญญาณอะไรนั่นมันไม่มีจริงหรอกครับ มีแต่ฝีมือที่วัดผลได้กับวัตถุดิบราคาแพงเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้น... คุณกล้าลองไหมล่ะคะ?” รินเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยสับสนเมื่อครู่กลับเปล่งประกายวาวโรจน์ ศักดิ์ศรีของคนที่ถือมีดทำครัวมาทั้งชีวิตถูกสะกิดจนลุกโพลง “แค่อาหารสำรับเดียว ถ้ามันธรรมดาจนคุณกลืนไม่ลงหรือไม่รู้สึกถึงอะไรเลย ฉันจะเซ็นยกที่ดินผืนนี้ให้คุณเดี๋ยวนี้ โดยไม่ขอร้องศาลแม้แต่คำเดียว!”
อัครจ้องลึกเข้าไปในแววตาของหญิงสาว ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วเรือนไม้ มีเพียงเสียงถ่านปะทุเปรี๊ยะๆ จากเตาอั้งโล่ “ตกลงครับ... ผมมีเวลาให้คุณหนึ่งชั่วโมง ถ้าบ่ายสองโมงตรง อาหารบนโต๊ะไม่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ปากกาด้ามนี้จะอยู่ในมือคุณ”
รินหันหลังกลับเข้าสู่ครัวทันที ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด ความตื่นตระหนกแล่นพล่าน เธอรีบเปิดตู้เย็น กวาดตามองเนื้อสัตว์และเครื่องปรุง ความคิดเชิงเทคนิคแบบเชฟเมืองกรุงวิ่งวนอยู่ในหัวอย่างบ้าคลั่ง
*เนื้อสันนอก? ฟัวกราส์ที่เหลือจากคราวก่อน? หรือจะทำซอสไวน์แดงผสมสมุนไพรไทยเพื่อโชว์ทักษะตะวันตก?*
“จะทำอะไรน่ะริน?” ลุงป้องถามขึ้น พลางเดินไปหยิบมีดเหน็บด้ามเก่าขึ้นมาถือ
“รินต้องทำจานที่ดีที่สุด หรูที่สุดค่ะลุงป้อง ต้องโชว์เทคนิคที่เพอร์เฟกต์ที่สุด อุณหภูมิต้องเป๊ะ ปรุงรสตามอัตราส่วนทองคำ...” มือของรินคว้าเครื่องชั่งดิจิทัลออกมา วางลงบนโต๊ะเตรียมอาหารอย่างร้อนรน
“วางของเล่นพรรค์นั้นลงเถอะนังหนู” ลุงป้องเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทรงพลังจนรินต้องชะงัก “เอ็งกำลังจะทำอาหารให้เครื่องจักรตัดสิน หรือจะทำอาหารให้ ‘คน’ กินกันแน่? ยายอ่อนไม่เคยใช้ตราชั่ง ยายเอ็งใช้ตาดู ใช้จมูกดม ใช้ลิ้นชิม และที่สำคัญที่สุด... แกใช้หัวใจฟังเสียงของคนกิน”
“แต่รินไม่มีเวลาแล้วนะคะลุงป้อง! เขาเป็นนักธุรกิจ เขาไม่เข้าใจเรื่องนามธรรมพวกนี้หรอก!”
“เข้าใจสิ คนทุกคนมีความทรงจำ มีความเจ็บปวด มีความโหยหาเหมือนกันหมด” ลุงป้องเดินเข้ามาใกล้ ดึงเครื่องชั่งดิจิทัลออกจากมือเธอ แล้วยื่นกระจาดใบเล็กที่บรรจุวัตถุดิบสดใหม่จากหลังสวนให้ “ไปเก็บใบกะเพราป่ามา ดอกกะเพราต้องติดมาด้วย พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กสีแดงจัด กระเทียมไทยกลีบเล็ก... แล้วไปเปิดหม้อดินเผาตรงมุมมืดหลังตู้กับข้าว เอา ‘เคยเค็มต้มน้ำอ้อย’ ของยายเอ็งออกมา”
รินมองของในกระจาด สลับกับดวงตาเปี่ยมเมตตาของชายชรา “ลุงป้องจะให้รินทำ... ‘แกงรัญจวน’ หรือคะ?”
“แกงรัญจวนเนื้อน่องลายสูตรยายอ่อน” ลุงป้องพยักหน้า “แกงที่เกิดจากเนื้อต้มเปื่อยเหลือค้างคืน ผสานกับน้ำพริกกะปิที่ตำด้วยมือ แกงที่ไม่ได้เกิดจากความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่เกิดจาก ‘ความเสียดายของ’ และ ‘ความรัก’ ที่ไม่อยากให้ใครในบ้านต้องกินของไม่อร่อย... ไปจุดเตาถ่าน ริน เอ็งเป็นคนเดียวที่รู้ว่ารสมือของยายเป็นยังไง อย่าให้ความกลัวมาปิดหูตาเอ็ง”
คำพูดของลุงป้องราวกับปลดพันธนาการบางอย่างในใจของริน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นควันไม้ฟืน กลิ่นดินชื้นหลังฝน และกลิ่นสมุนไพรใบเขียวรอบตัวเริ่มแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท เธอโยนความคิดเรื่องสูตรคำนวณทิ้งไป ปลดผ้ากันเปื้อนสังเคราะห์ออก แล้วหยิบผ้าฝ้ายผืนเก่าของยายมาผูกเอว
เนื้อน่องลายชิ้นหนาที่ผ่านการเคี่ยวกับตะไคร้ ใบมะกรูด และเกลือสมุทรเม็ดใหญ่จนเปื่อยนุ่มแต่ยังคงเอ็นแก้วหนึบเด้ง ถูกตักขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ น้ำซุปเนื้อใสแจ๋วส่งควันกรุ่น รินหยิบครกหินอ่างศิลาใบหนักของยายขึ้นมาวาง
เธอเริ่มโขลก...
เสียงสากกระทบครกดัง *กึก... กึก... กึก...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นฉุนของพริกขี้หนูสวนแตกตัวผสานกับกลิ่นหอมแรงของกระเทียมไทยเนื้อแน่น รินตักกะปิแท้จากคลองโคนสีม่วงคล้ำปนน้ำตาลเข้มที่ยายหมักไว้เองในไหดินเผาลงไป กะปินี้ส่งกลิ่นหอมลึก ไม่คาวจัด แต่มีความเค็มละมุนติดปลายหวาน เธอใช้น้ำมะนาวแป้นคั้นสดหยดลงไป รสเปรี้ยวแทรกซึมตัดความเค็ม ตามด้วยน้ำตาลมะพร้าวแท้จากอัมพวาเพียงปลายนิ้วก้อยเพื่อชูรส
เมื่อน้ำซุปเนื้อในหม้อทองเหลืองเดือดพล่าน รินตักน้ำพริกกะปิที่ตำเสร็จละลายลงไปทันที
*ซู่!*
วินาทีนั้นเอง กลิ่นอายมหัศจรรย์ได้ระเบิดขึ้นในครัวเรือนไม้ กลิ่นหอมรัญจวนใจสมชื่อแกงโบราณ ลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วชายคา กลิ่นหอมของกะปิคั่วร้อนๆ หลอมรวมเข้ากับกลิ่นเนื้อต้มเปื่อยเข้มข้น ความเผ็ดร้อนของพริกไทยและพริกสดแทรกซึมผ่านไอน้ำ รินโยนตะไคร้ซอย ตะไคร้หั่นท่อน และใบกะเพราป่ากำใหญ่ลงไปในวินาทีสุดท้ายก่อนยกลงจากเตา ใบกะเพราสลดลงในน้ำแกงเดือดพล่าน ส่งกลิ่นหอมซ่าสะท้านทรวง ดึงเอาเสน่ห์ปลายจวักแบบไทยแท้ออกมาอย่างหมดจด
รินไม่ใช้ช้อนตวง เธอตักน้ำแกงขึ้นมาชิมหนึ่งหยดบนหลังมือ รสชาติแรกที่กระทบลิ้นคือความเปรี้ยวละมุน ตามด้วยความเค็มลึก เผ็ดร้อนซาบซ่าน และความหวานธรรมชาติจากกระดูกเนื้อ... มันไม่ใช่รสชาติที่สมบูรณ์แบบตามทฤษฎีอาหารสากล แต่มันคือรสชาติที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
*นี่คือรสชาติของยาย... รสชาติของบ้าน*
นาฬิกาโบราณบนฝาผนังตีบอกเวลาบ่ายสองโมงตรงพอดิบพอดี
รินยกชามกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาสลักลายโบราณออกมาวางตรงหน้าคุณอัคร ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่ง นำพากลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ไม่อาจหาได้จากภัตตาคารใดในเมืองหลวงเข้าปะทะใบหน้าของนักลงทุนหนุ่ม
อัครมองชามแกงตรงหน้า นัยน์ตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะหนึ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันเลือนหายไป เหลือเพียงความฉงน “แกงอะไรกัน? สีสันคล้ำหม่น ไม่มีการจัดจานแบบโมเดิร์น ไร้ความประณีตทางสายตา...”
“ลองทานดูก่อนสิคะ” รินเอ่ยเรียบๆ สองมือประสานไว้ข้างหน้า กิริยาสงบนิ่งผิดกับเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน “นี่คือแกงรัญจวนค่ะ อาหารโบราณที่ไม่มีในตำราอาหารฝรั่ง ไม่มีเทคนิคซูวีด์ ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิระดับองศาเซลเซียส มีแค่ไฟจากฟืนไม้กระถิน และวัตถุดิบที่เก็บสดๆ จากดินแปลงนี้ที่คุณกำลังจะยึดไป”
อัครลังเล มือที่เคยจับแต่ปากการาคาแพงเอื้อมไปจับช้อนกระเบื้อง เขาตักน้ำแกงขึ้นมาเพียงเล็กน้อย เป่าลมเบาๆ ก่อนจะส่งเข้าปาก
ชั่ววินาทีที่น้ำแกงสัมผัสปลายลิ้น ดวงตาของอัครเบิกกว้างขึ้น ร่างกายของเขานิ่งชะงักงันราวกับถูกแช่แข็ง
ความร้อนลึกของน้ำแกงแล่นพล่านไปทั่วโพรงปาก รสเปรี้ยวจากมะนาวและกลิ่นหอมรัญจวนของกะปิหมักอย่างดีปลุกประสาทสัมผัสที่ด้านชาให้ตื่นตัว กลิ่นหอมซ่าของใบกะเพราป่าผสานกับความหวานนุ่มละมุนของเนื้อน่องลายที่ละลายในปาก มันไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่มันคือรสชาติที่ดึงความทรงจำบางอย่างที่เขาฝังลึกไว้ใต้ชุดสูทราคาเรือนแสนให้พวยพุ่งขึ้นมา
ภาพของบ้านไม้ริมคลองที่ผุพัง... ภาพของแม่ที่ยืนเหงื่อท่วมหน้าเตาฟืนในวันที่ครอบครัวล้มละลาย... มื้ออาหารที่แม่พยายามทำสุดฝีมือจากเศษอาหารที่เหลือในครัวเพื่อปลอบโยนเด็กชายตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้เพราะความหิว...
‘กินเยอะๆ นะลูก รสชาติของความลำบากมันขม แต่น้ำแกงของแม่จะทำให้ลูกมีแรงสู้ต่อ’ เสียงของแม่ที่จากไปนานนับสิบปีดังก้องในหูของเขา
มือของอัครเริ่มสั่น ช้อนในมือตักเนื้อน่องลายและน้ำแกงเข้าปากอีกคำ... และอีกคำ... ความเยือกเย็น ทิฐิ และกำแพงแห่งความละโมบพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เขากลืนน้ำแกงลงคออย่างเชื่องช้า น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อคลอที่เบ้าตา ก่อนที่เขาจะรีบกะพริบตามันออกไปเพื่อรักษามาด
รินและลุงป้องยืนมองภาพนั้นด้วยความเงียบงัน ไม่มีเสียงเยาะเย้ย มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อพลังของอาหารที่ไร้เสียงแต่ดังก้องในหัวใจ
อัครวางช้อนลงอย่างแผ่วเบา เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาซับริมฝีปาก ลมหายใจที่พ่นออกมามีกลิ่นสมุนไพรและไออุ่นจางๆ
“เนื้อสัมผัส... อุณหภูมิ... และกลิ่น” อัครพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง “สิ่งเหล่านี้... คุณทำซ้ำในโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งของผมได้ไหม?”
“ไม่ได้ค่ะ” รินตอบหนักแน่น “เพราะใบกะเพราพวกนี้เติบโตในดินที่มีไส้เดือนพรวน ดินที่ได้รับน้ำล้างข้าวสารทุกวัน กะปินี้ถูกหมักด้วยแดดของบ้านสวนแห่งนี้ และน้ำแกงนี้ถูกเคี่ยวด้วยฟืนไม้ที่ลุงป้องตัดแต่งกิ่งด้วยตัวเอง ถ้าคุณเอาคอนกรีตมาเททับสวนนี้ เอาเครื่องจักรมาแทนที่คน... รสชาตินี้จะตายไปตลอดกาล”
อัครนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนไม้ มองดูรอยด่างบนเสา มองดูกระจาดสมุนไพร และมองดูแววตาของหญิงสาวตรงหน้า แววตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเคารพในสิ่งที่ตนทำ
“ผมส่งคนไปชิมอาหารที่ร้านของคุณมาตลอดสองสัปดาห์” อัครพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบเอกสารสัญญาบนโต๊ะ “ตอนแรก รายงานระบุว่าอาหารของคุณสมบูรณ์แบบ แต่ ‘ไร้ชีวิต’ เหมือนก๊อบปี้สูตรของคุณยายมาอย่างไร้เดียงสา... แต่วันนี้ ผมรู้แล้วว่ารายงานนั้นผิดไปถนัด”
เขาฉีกมุมกระดาษสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ช้าๆ เสียงกระดาษขาดดังก้องในความเงียบ
“ผมยอมรับความพ่ายแพ้ครับคุณริน จิตวิญญาณของที่นี่... ประเมินมูลค่าเป็นเงินไม่ได้จริงๆ และไม่มีนายทุนหน้าไหนสามารถจำลองมันขึ้นมาได้ในห้องแล็บ” อัครลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เข้าที่ “ผมจะระงับการบังคับคดีตามเงื่อนไขพิเศษสามปี และผมจะไม่แตะต้องที่ดินแปลงนี้อีกเลย... ตราบใดที่คุณยังรักษาไฟในครัวนี้ไว้ได้”
รินรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขาของเธอแทบจะหมดแรงจนต้องเกาะขอบโต๊ะไว้ น้ำตาแห่งความโล่งใจเอ่อล้นออกมา ลุงป้องยิ้มกว้าง รอยย่นบนใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
อัครหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมา เตรียมจะก้าวเดินออกจากเรือน แต่แล้วเขาก็หยุดฝีเท้าลง หันกลับมามองรินด้วยสายตาที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และแฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศพลันเปลี่ยนทิศทาง
“มีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณควรรู้ไว้คุณริน...” อัครเอ่ยเสียงเบา แววตาจริงจังจนน่าประหลาด “พินัยกรรมฉบับนี้ ยายของคุณไม่ได้เป็นคนนำมาค้ำประกันเงินกู้ด้วยตัวเองหรอกนะครับ”
รินชะงักค้าง รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าทันที “คุณ... คุณหมายความว่ายังไงคะ?”
“มีคนเอาโฉนดและพินัยกรรมปลอมแปลงลายเซ็นบางส่วนมาขายขาดให้บริษัทผมเมื่อสามเดือนก่อน คนที่รู้ความเคลื่อนไหวของคุณทุกอย่าง และตั้งใจจะบีบให้คุณหมดทางไปเพื่อกลับไปหาเขา...” อัครทิ้งสายตามองไปยังเงามืดใต้ถุนเรือน ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายทิ้งไว้ “รถยุโรปคันสีดำที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าสวนของคุณเมื่อกี้นี้... น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ”
เสียงประตูกระจกรถยนต์คันหรูปิดดัง *ปัง!* จากทางเข้าหน้าสวน พร้อมกับเสียงรองเท้าหนังกระทบสะพานไม้เดินตรงดิ่งขึ้นมาบนเรือนอย่างอุกอาจ รินหันขวับไปมอง หัวใจของเธอหล่นวูบลงสู่ตาตุ่มเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของอดีตคนรัก... ชายผู้เคยเหยียบย่ำความฝันและทรยศเธอในเมืองหลวง กำลังก้าวขึ้นบันไดเรือนมาด้วยรอยยิ้มที่เธอไม่มีวันลืม!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ครัวเล็กๆ แห่งนี้เสมอมานะคะ
สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน•ตอนที่ 19
เมื่อความจริงเปิดเผย
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!