ปลายนิ้วของกวินสั่นเทาเล็กน้อยขณะกดรหัสผ่านประตูห้องพัก มันเป็นตัวเลขสี่หลักที่เขาใช้มานานหลายปี แต่ในคืนนี้ เขากลับกดผิดติดต่อกันถึงสองครั้ง เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงดังขึ้นสั้นๆ ท่ามกลางความเงียบงันของโถงทางเดินอับทึบ กวินสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระหน่ำรัวรากับมีใครมาทุบอกอยู่ด้านใน เขารีบกวาดสายตามองไปรอบโถงทางเดินที่มืดสลัว หลอดไฟนีออนดวงริมสุดกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมต่ำน่ารำคาญใจ
ไม่มีใครอยู่ที่นี่... นอกจากเงาของตัวเขาเองทอดonพื้นปูนซีเมนต์หยาบๆ
แต่ทำไมเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความรู้สึกหวาดระแวงนี้เกาะกินจิตใจ นับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อน—วันที่เขาบังเอิญเห็นชายร่างสูงในชุดฮู้ดสีเข้มยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบันหนีไฟท้ายตึก และจดหมายปริศนาฉบับล่าสุดที่ถูกสอดไว้ใต้ประตูห้องโดยไม่มีร่องรอยการล็อกกลอนผิดปกติ ข้อความข้างในนั้นสั้นกุดแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ: *"ระวังตัวไว้หน่อย กวิน เมืองนี้มันกว้าง แต่แคบเกินกว่าจะหนีพ้น"*
กวินผลักประตูห้องเปิดเข้าไป รีบปิดและลงกลอนทุกชั้นอย่างแน่นหนา ก่อนจะทรุดตัวลงพิงแผ่นหลังกับบานประตู ปล่อยลมหายใจหอบถี่ออกมาอย่างคนหมดแรง ห้องพักขนาดแคบที่เคยเป็นรังรักแห่งความปลอดภัย บัดนี้กลับกลายเป็นกรงขังที่เต็มไปด้วยความกดดัน
"กลับมาแล้วหรือครับ..."
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเอ่ยขึ้นจากมุมมืดริมหน้าต่าง กวินผลุนผันตั้งท่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาป้องกันตัว แต่แล้วร่างระหงของลินินก็ก้าวออกมาจากเงาแสงไฟนีออนด้านนอกที่สาดส่องผ่านกระจก เธอยังคงสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำตัวเดิม ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาคู่คมกลับฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
"คุณเข้ามาได้ยังไง ลินิน?" กวินถามเสียงแหบพร่า พยายามควบคุมอาการสั่นของมือไม่ให้เธอสังเกตเห็น
"ประตูระเบียงชั้นนี้ไม่ได้ล็อกสนิทอย่างที่คุณคิดหรอกนะกวิน" ลินินเดินเข้ามาใกล้ ชำเลืองมองถุงกระดาษใส่ข้าวแกงมื้อค่ำที่กวินถือมาด้วย ทว่าเธอกลับไม่ได้สนใจเรื่องอาหาร "ฉันรอคุณมาเกือบชั่วโมงแล้ว... สีหน้าคุณแย่มากนะวันนี้ ดูเหมือนความกลัวมันกำลังกัดกินคุณทีละน้อยจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้วล่ะ"
กวินเดินเลี่ยงไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเก่าๆ มือลูบใบหน้าตัวเองลวกๆ ความเหนื่อยล้าจากการตกงานสะสมมาเนิ่นนาน ประกอบกับความหวาดระแวงเรื่องความปลอดภัยในมหานครแห่งนี้ กำลังบั่นทอนสติสัมปชัญญะของเขาให้พังทลายลงทีละน้อย
"ผมไม่ได้กลัวแค่เรื่องจดหมายนั่นหรอกลินิน..." กวินเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว น้ำเสียงของเขาเจือความหดหู่ลึกซึ้ง "ผมกลัวตัวเอง... ผมกลัวว่าวันหนึ่ง ถ้ามีใครมาเคาะประตูแล้วประสงค์ร้ายจริงๆ ผมจะไม่มีแรงแม้แต่จะวิ่งหนี ผมกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตั้งแต่วันที่บริษัทไล่ผมออกอย่างไร้เยื่อใย โลกใบนี้ก็ดูเหมือนจะจ้องแต่จะขย้ำผมตลอดเวลา"
ลินินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม สายตาจับจ้องไปที่กวินด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก มันมีความเห็นอกเห็นใจผสมผสานอยู่กับความเด็ดเดี่ยวบางอย่าง
"ความกลัวไม่ใช่ความอ่อนแอนะกวิน..." ลินินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคง "มันคือกลไกการเอาตัวรอดของมนุษย์ในเมืองที่ไร้ความปรานีแห่งนี้ แต่ปัญหาคือ คุณกำลังปล่อยให้ความกลัวมาเป็นผู้กำหนดกติกาชีวิตของคุณ คุณระแวงทุกย่างก้าว จนลืมมองความจริงไปว่า... ใครกันแน่ที่อยากให้คุณกลัวจนหัวหดแบบนี้"
คำพูดของลินินราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ กวินขมวดคิ้วแน่น "คุณหมายความว่ายังไง?"
"คุณลุงสมหายตัวไป"
ประโยคสั้นๆ จากปากของลินินทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันยิ่งกว่าเดิม อุณหภูมิรอบตัวราวกับลดฮวบลงทันที กวินเบิกตากว้าง ลืมความหวาดกลัวของตัวเองไปชั่วขณะ
"หายไปไหน? คุณลุงสมที่เป็นคนเก็บขยะแถวตรอกซอกซอยเนี่ยนะ?" กวินทวนคำ เสียงสั่น
"ใช่ครับ" น้ำเสียงของใครอีกคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากความมืดบริเวณหน้าห้องน้ำ ทั้งกวินและลินินสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมอง
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวเก่าๆ ก้าวออกมาจากเงาสลัว ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจางๆ และแววตาที่กวินจำได้แม่นยำว่าเป็นของชายหนุ่มส่งพัสดุคนที่เคยเตือนเขาเรื่อง "กลุ่มคนเบื้องหลัง" เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เขาไม่ได้มามือเปล่า ในมือข้างหนึ่งถือกล้องฟิล์มรุ่นเก่าที่คุ้นตา ซึ่งกวินจำได้ทันทีว่าเป็นสมบัติประจำตัวของคุณลุงสม
"คุณ... เข้ามาได้ยังไงอีกคน?" กวินผุดลุกขึ้นยืน สัญชาตญาณการป้องกันตัวสั่งให้ถอยหลังจนสะโพกชนกับขอบโต๊ะทำงาน
"ประตูห้องนี้มันเปราะบางเกินไปสำหรับเมืองที่มีคนจ้องจะเล่นเกมกับพวกเราหรอกนะคุณกวิน" ชายหนุ่มส่งพัสดุวางกล้องฟิล์มลงบนโต๊ะไม้ เสียงโลหะกระทบพื้นไม้ดังเบาๆ แต่ก้องกังวานในความรู้สึก "และที่คุณลุงสมหายตัวไป... ก็เพราะเขากำลังเข้าใกล้ 'ความจริง' ที่พวกมันพยายามปกปิดในแฟ้มลับคดีทุจริตของบริษัทที่คุณเคยทำงานอยู่"
กวินหายใจติดขัด สมองหมุนวนอย่างรวดเร็ว ภาพความทรงจำเก่าๆ สมัยยังเป็นพนักงานออฟฟิศไหลย้อนกลับมา การเซ็นเอกสารอนุมัติงบประมาณที่ไม่ชอบมาพากล การถูกบีบให้ออกกะทันหันเพื่อปิดปาก และตอนนี้... ชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้องกำลังตกอยู่ในเป้าหมาย
"พวกมันไม่ได้แค่ขู่คุณเล่นๆ หรอกกวิน" ลินินลุกขึ้นยืน ประสานสายตากับเขาอย่างจริงจัง "จดหมายนั่นคือคำเตือนขั้นสุดท้าย ก่อนที่พวกมันจะลงมือจริงๆ และตอนนี้ กล้องตัวนี้... คือสิ่งเดียวที่จะยันหลักฐานมัดตัวพวกมันได้ทั้งหมด"
กวินก้มมองกล้องฟิล์มเก่าๆ บนโต๊ะ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความกลัวที่เคยเกาะกินจิตใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกขีดสุด เมื่อจู่ๆ ไฟนีออนเพดานห้องก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว เหลือเพียงแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่ส่องสะท้อนใบหน้าของทั้งสามคน
ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างหนักแน่นและเยือกเย็น จากด้านนอกห้อง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากคนหลังประตู มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาผ่านรอยแยก และเสียงกุญแจโลหะกำลังกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งอยู่ที่ลูกบิด คล้ายกับว่ามันกำลังไขรหัสผ่านเข้ามาทีละชั้นอย่างใจเย็น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินเคียงข้างกันท่ามกลางความมืดมิดของมหานครแห่งนี้นะครับ - คนมองเมือง
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 31
ความกลัวที่เกาะกิน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!