“คุณกำลังจะบอกว่า... ผมเป็นแค่ตัวแทนของคนที่หายไปงั้นหรือครับ?”
ผมเอ่ยประโยคนั้นออกไปในขณะที่มือยังคงกำหูโทรศัพท์สาธารณะที่ถูกตัดสายไปนานแล้วแน่น ราวกับว่าหากปล่อยมือ ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้จะเลือนหายไปพร้อมกับความเงียบของมหานคร
หญิงสาวในชุดเดรสสีหมองที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมเมื่อสิบนาทีก่อนหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เจือด้วยกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่า และกระดาษแผ่นเล็กที่เสียบไว้ตรงช่องหยอดเหรียญของตู้โทรศัพท์ที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้
ผมหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ลายมือหวัดแต่หนักแน่นของเธอเขียนทิ้งไว้เพียงไม่กี่คำ: *“ความกลัวคือเครื่องแต่งกายที่หนาที่สุดในเมืองนี้ ถ้าอยากอยู่รอด... อย่าถามว่าทำไม แต่จงถามว่าจะเริ่มที่ไหน”*
ผมกวาดสายตามองไปรอบตัว ถนนสายนี้ยามค่ำคืนไม่ได้เงียบสงัดเหมือนที่หลายคนคิด แต่มันเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของคนแปลกหน้าที่ไม่สบตากัน ราวกับทุกคนต่างแบกความลับที่กลัวจะหล่นหายไว้บนหลัง ผมเก็บจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อ วินาทีที่ความเย็นของกระดาษสัมผัสกับผิวหน้าอก ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป
ความล้มเหลวจากการถูกไล่ออกจากงานเมื่อสัปดาห์ก่อนที่เคยกัดกินหัวใจผม เหมือนจะถูกแทนที่ด้วยความสงสัยที่รุนแรงกว่าเดิม
สามวันต่อมา ผมกลับมาที่ตู้โทรศัพท์ตู้เดิม ผมไม่ได้มาเพื่อโทรหาใคร แต่มาเพื่อวาง 'คำตอบ' ตามที่เธอสั่งไว้ ผมสอดซองจดหมายสีขาวธรรมดาลงไปในช่องซ่อมบำรุงที่เปิดอ้าอยู่ใต้ตัวเครื่อง ภายในนั้นมีเพียงความในใจที่ผมไม่เคยบอกใคร แม้กระทั่งครอบครัว
*“ผมเริ่มกลัวการตื่นขึ้นมาในเช้าที่ไม่มีเป้าหมาย ผมกลัวว่าวันหนึ่ง... ชื่อของผมจะกลายเป็นแค่ข้อมูลที่ถูกลบออกจากฐานข้อมูลบริษัท แล้วไม่มีใครจำได้ว่าผมเคยมีตัวตนอยู่ตรงนี้ ผมควรจะเริ่มที่ไหนดีครับ?”*
ผมถอยออกมาจากตู้โทรศัพท์ พลางสังเกตเห็นชายชราคนหนึ่งในชุดมอมแมมกำลังนั่งเขี่ยกองขยะอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณลุงสม... คนเก็บขยะที่ดูเหมือนจะรู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับเมืองนี้มากกว่าใคร เขากำลังจ้องมองมาที่ผม แววตาของเขานิ่งสนิทเหมือนเลนส์กล้องที่รอจังหวะชัตเตอร์
“อย่าให้คนแปลกหน้าเข้ามาใกล้หัวใจมากเกินไปกวิน... เพราะเมืองนี้มันกัดกินหัวใจคนเป็นอาหาร” เสียงแหบพร่าของคุณลุงสมลอยมาตามลม ผมชะงักฝีเท้า แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ถามอะไรต่อ เขาก็ลุกขึ้นสะพายกระสอบเดินหายไปในเงามืดของตรอก
ผมกลับมาที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้งในค่ำคืนต่อมา ความหวังเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในอกเมื่อเห็นซองจดหมายสีน้ำตาลวางอยู่ในตำแหน่งเดิม ผมรีบหยิบขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความตื่นเต้น
*“มหานครแห่งนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอ่อนแอ แต่มันคือที่สำหรับ 'คนช่างสังเกต' คุณอยากรู้ไหมว่าทำไมคนถึงหายไป? พรุ่งนี้เวลาเที่ยงคืน ไปที่สถานีรถไฟร้างใต้ดินชั้นล่างสุด ถ้าคุณกล้าพอที่จะเห็นเงาของตัวเองที่ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนในกระจก จงไปที่นั่น”*
หัวใจผมเต้นรัวเหมือนกลองที่ใกล้จะแตกสลาย นี่คือสิ่งที่ผมกำลังตามหาอยู่หรือเปล่า? ความตื่นเต้นที่หายไปนับตั้งแต่ชีวิตพังทลายกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง แต่มันกลับมาพร้อมกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างประหลาด
เมื่อผมเดินไปถึงสถานีรถไฟร้างใต้ดินตามนัด กลิ่นสนิมและคราบน้ำมันเตาตลบอบอวลไปทั่ว ที่นี่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ผมก้าวเดินไปตามชานชาลาที่พังทลาย ก่อนจะเห็นเงาร่างหนึ่งยืนรออยู่ใต้แสงไฟสลัวที่กระพริบถี่ๆ
นั่นคือลินิน
เธอหันมามองผม แววตาที่ดูเหนื่อยล้าของเธอในคราวนี้มีประกายของความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ “คุณมาจริงๆ ด้วย... นึกว่าคุณจะเลือกกลับไปขังตัวเองอยู่ในอพาร์ทเมนท์แคบๆ นั่นเสียอีก”
“ทำไมต้องเป็นผมครับลินิน?” ผมถาม พยายามคุมน้ำเสียงให้มั่นคง “ทำไมต้องเป็นผมที่ต้องมาเห็นเรื่องพวกนี้?”
เธอก้าวเข้ามาหาผมช้าๆ จนระยะห่างเหลือเพียงแค่ไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมเดิมของเธอรุนแรงขึ้นจนผมรู้สึกใจสั่น “เพราะคุณเป็นคนเดียวที่ยังมองเห็น 'รอยแยก' ของเมืองนี้ ในขณะที่คนอื่นมัวแต่มองหาแต่ความสำเร็จที่ไม่มีอยู่จริง”
เธอยื่นมือมาจับแขนผม มือของเธอเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง “ฟังนะกวิน... สิ่งที่คุณเห็นในจดหมายฉบับหน้า มันไม่ใช่เรื่องของคนหายไปหรอก แต่มันคือเรื่องของคนที่ 'ถูกลบ' ออกจากความทรงจำของทุกคน... และคนที่จะถูกลบเป็นคนต่อไป... ไม่ใช่ใครที่ไหน”
เธอกระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนผมเกือบจะไม่ได้ยิน แต่พอเธอจะอ้าปากพูดต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังสะท้อนมาจากทางเข้าสถานี เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นปูนจังหวะสม่ำเสมอราวกับทหารเดินสวนสนาม
ลินินหน้าถอดสี เธอรีบปล่อยมือผมแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “พวกเขามาเร็วกว่าที่คิด... กวิน คุณต้องรีบไป!”
“พวกเขาคือใครครับ!” ผมตะโกนถาม แต่เธอเพียงแค่เขย่งเท้าขึ้นมากระซิบที่ข้างหูผมอย่างรวดเร็ว
“หยิบกระดาษในกระเป๋าเสื้อคุณขึ้นมาดูเดี๋ยวนี้... แล้วห้ามหันกลับมามองสิ่งที่อยู่ข้างหลังคุณเป็นอันขาด!”
ผมทำตามอย่างลนลาน มือหยิบแผ่นกระดาษใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่พอก้มลงมองข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ นั้น หัวใจของผมก็แทบหยุดเต้น
*“กวิน... คนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณตอนนี้... ไม่ใช่คน แต่คือความทรงจำของคุณที่กำลังจะตายไปตลอดกาล!”*
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาจนถึงระยะประชิด ผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากด้านหลัง มันไม่ใช่ไอเย็นจากลม แต่เป็นไอเย็นที่เหมือนกับความว่างเปล่าที่ไม่มีตัวตน ผมกัดฟันแน่น มือสั่นเทาขณะตัดสินใจว่าจะหันไปเผชิญหน้ากับความจริง หรือจะวิ่งหนีไปสู่ความมืดมิดเบื้องหน้าตามคำสั่งของลินิน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในมหานครแห่งนี้ด้วยกันนะครับ
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 2
จดหมายจากคนแปลกหน้า
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!