“กระดูกซี่โครงหักไปสามท่อน ลมปราณในกายขาดห้วงราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ... ช่างเป็นร่างที่ไร้ค่าเสียจริง”
เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากหุบเขาหมื่นปีดังขึ้นในความมืดมิด หลี่มู่เฉินไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันที แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปนไปกับกลิ่นอายของสุราหมักและเครื่องหอมราคาถูก ร่างกายของเขากำลังสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นพายุซัดกระหน่ำบนโขดหิน
เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างยากลำบาก นี่หรือคือราคาของการฝืนลิขิตสวรรค์? แม่ทัพผู้กรำศึกมาค่อนชีวิต ผู้ถือครองวิถีกระบี่ไร้เงา กลับต้องมาตื่นขึ้นในร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกทุบตีจนสิ้นลมหายใจในหอค้างคืนอันโสมมแห่งนี้
“เจ้าตื่นแล้วหรือ... ศิษย์สวะแห่งสำนักเมฆาคล้อย”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคนตาย แต่มันคือเสียงของสตรีผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลาย นางไม่ได้ขยับกาย ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับกดทับจนอากาศในห้องแทบหยุดนิ่ง หลี่มู่เฉินพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น ความพร่ามัวค่อยๆ จางหายไป สิ่งแรกที่เขาเห็นคือปลายรองเท้าผ้าไหมปักดิ้นทองที่วางอยู่อย่างสงบนิ่งบนพื้นไม้เก่าผุ
“ข้าตายไปแล้ว...” หลี่มู่เฉินเค้นเสียงแหบพร่า ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป แม้แต่จะขยับนิ้วยังต้องใช้แรงมหาศาล
“เจ้าตายไปแล้วจริงๆ” นางเซียนผู้มีนามว่าหยวนหนิงหลงเอ่ยตอบ มือเรียวงามดุจหยกขาวค่อยๆ รินชาลงในจอก ความเงียบงันในหอค้างคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงหยดน้ำที่ดังก้องราวกับเสียงตีฆ้องในสมรภูมิ “เจ้าถูกคนของตระกูลหลินซ้อมจนเกือบตายด้วยความผิดฐานขโมยตำราเคล็ดวิชา แต่ก็นั่นแหละ ในสายตาคนพวกนั้น เจ้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่าต่อให้ขโมยไปก็ไม่อาจบรรลุขั้นพื้นฐานได้”
หลี่มู่เฉินพยายามยันกายขึ้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย แต่แววตาของเขากลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก เขาไม่ได้สนใจคำดูแคลนของนาง เขากำลังสังเกตเห็นอักขระเวทสีทองจางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบห้อง นี่ไม่ใช่หอค้างคืนธรรมดา แต่มันคือค่ายกลกักขังที่ออกแบบมาเพื่อสยบผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ
“เจ้าต้องการอะไร” หลี่มู่เฉินถามสั้นๆ น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาและเปี่ยมด้วยอำนาจสั่งการจนหยวนหนิงหลงชะงักมือที่ถือจอกชาไปชั่วขณะ
“ข้าต้องการกระบี่ที่อยู่ในเศษเสี้ยววิญญาณของเจ้า” นางลุกขึ้นยืน ร่างระหงที่ซ่อนอยู่หลังฉากกั้นเผยให้เห็นเพียงเงาเลือนลาง แต่กลิ่นอายกดขี่นั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้ผนังหอค้างคืนสั่นสะเทือน “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ขี้ขลาดคนนั้น วิญญาณที่มาอาศัยร่างนี้... ช่างดุดันและเจนจัดผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน”
หลี่มู่เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก “สายตาของนางเซียนเฉียบคมนัก หากข้าบอกว่ากระบี่เล่มนั้นถูกทำลายไปพร้อมกับหัวใจของข้าในชาติก่อน นางจะเชื่อหรือไม่?”
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำลายหรือเก็บงำมันไว้ที่ใด” หยวนหนิงหลงเดินก้าวผ่านฉากกั้นออกมา ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าดวงตากลับมีความขัดแย้งบางอย่างซ่อนอยู่ “แต่ในเมื่อฟ้าลิขิตให้เจ้าฟื้นตื่นในร่างที่ถูกทอดทิ้งนี้ เจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากร่วมมือกับข้าเพื่อพลิกกระดานการเมืองในวังหลังและวิถีเซียนที่กำลังเน่าเฟะ”
หลี่มู่เฉินมองนางด้วยสายตาสงสัย “ทำไมต้องเป็นเจ้า? สตรีผู้คุมหอตำราหลวงเช่นเจ้ามีทุกอย่างที่ต้องการ เหตุใดจึงต้องยอมลดตัวมาจับมือกับศิษย์สวะที่แม้แต่ลมปราณยังแทบไม่มี”
หยวนหนิงหลงโน้มตัวลงมา ใบหน้าของนางอยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยฤดูหนาวโชยเข้าจมูกของเขา “เพราะข้าเห็นความพ่ายแพ้ในแววตาของเจ้า... และข้าเกลียดการพ่ายแพ้พอๆ กับที่เจ้าเกลียดการถูกหยามหมิ่น”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้ เสียงทุบประตูดังโครมครามพร้อมกับเสียงตะคอกที่คุ้นหูของคนในตระกูลหลิน
“ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน! ออกมาตายเสียดีๆ! ท่านเจ้าสำนักสั่งมาว่าต่อให้เหลือเพียงซากศพ ก็ต้องนำกลับไปทำลายทิ้งที่หน้าลานพิธี!”
หลี่มู่เฉินแสยะยิ้ม เขาคว้าเอาเศษไม้ที่หักกระเด็นอยู่ข้างเตียงขึ้นมาถือไว้ แม้ในร่างนี้จะไม่มีลมปราณ แต่เคล็ดวิชาดาบไร้เงาที่ฝังรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณเขายังคงอยู่ครบถ้วน เขาหันไปสบตากับหยวนหนิงหลงที่ยืนนิ่งสงบ
“หากข้าฆ่าพวกมันในคืนนี้ เจ้าจะถือว่าข้าเป็นเครื่องมือที่ใช้การได้หรือไม่?”
หยวนหนิงหลงไม่ได้ตอบ แต่นางกลับเลื่อนฝักกระบี่หยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวมาวางไว้บนตักของเขา นิ้วเรียวยาวแตะลงที่ปลอกกระบี่เบาๆ สัมผัสเย็นเยียบของเหล็กกล้าชั้นเลิศส่งผ่านไปถึงปลายนิ้วของหลี่มู่เฉิน
“หากเจ้าทำได้... กระบี่เล่มนี้จะเป็นของเจ้า” นางกระซิบเสียงแผ่วทว่าหนักแน่น “แต่จงจำไว้ การชักกระบี่ครั้งแรกในฐานะศิษย์สวะ คือการประกาศสงครามกับสวรรค์ทั้งเก้าชั้นฟ้า หากเจ้าพลาด... แม้แต่วิญญาณก็จะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”
หลี่มู่เฉินกำด้ามกระบี่แน่น พลังมหาศาลที่ถูกกักขังอยู่ในร่างนี้เริ่มสั่นไหวราวกับรอคอยเวลาที่จะระเบิดออกมา บานประตูไม้พังทลายลงด้วยแรงกระแทกจากพลังปราณภายนอก ร่างขององครักษ์นับสิบพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ
เขายันกายลุกขึ้น ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางฝุ่นควันและแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางช่องโหว่ของประตู สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกล้าดุจพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกจากภวังค์
ปลายกระบี่ค่อยๆ ถูกชักออกมาจากฝักช้าๆ... เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานกังวานราวกับเสียงคำรามของมังกรที่รอคอยการปลดปล่อย
หลี่มู่เฉินหันไปมองหัวหน้าองครักษ์ที่กำลังพุ่งตรงมาด้วยความมั่นใจ ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยประโยคที่ทำให้หยวนหนิงหลงถึงกับเบิกตากว้าง
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นความตายของข้านัก... คืนนี้ หอค้างคืนแห่งนี้จักต้องกลายเป็นสุสานของพวกเจ้าทุกคน”
หวีด!
คมกระบี่พุ่งออกจากฝักสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายสีเงินวาววับ ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในห้องนั้นไปพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนแรกที่ดังก้องไปทั่วทั้งหอค้างคืน... โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่า ชายที่ควรจะเป็นเพียงศิษย์สวะผู้นี้ แท้จริงแล้วได้ซ่อนความลับที่เขย่าบัลลังก์เทพไว้ภายใต้ดวงตาคู่นั้นมาตั้งแต่ต้น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในก้าวแรกของตำนานบทนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงจาก พงศาวดารมีชีวิต ครับ
วิถีดาบไร้เงา กับจอมพยศผู้ข้ามมิติเวลา•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้เงา กับจอมพยศผู้ข้ามมิติเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
