เสียงตบโต๊ะไม้สนดังสนั่นจนฝุ่นผงที่เกาะตามซอกมุมร่วงกราวลงมาประจานความยากจนข้นแค้นของบ้านหลังนี้
"หลินฮวา! แกอย่ามาทำเป็นหูทวนลมนะ! ของในบ้านนี้ถ้าไม่ใช่ของตระกูลจาง แล้วมันจะเป็นของใคร? ถังแป้งก้นครัวกับน้ำมันหมูครึ่งไหที่พี่ใหญ่ของแกเพิ่งขนมาซ่อนไว้เมื่อวาน แกเอาไปไว้ที่ไหนหมด! คายออกมาเดี๋ยวนี้ อีคนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!"
เสียงแหลมสูงของสะใภ้รองตระกูลจางดังแผดทะลุผนังดินเหนียวผุกร่อนเข้ามา ใบหน้าอัปลักษณ์ที่บิดเบี้ยวด้วยความโลภฉายชัดผ่านกรอบประตูที่หลุดลุ่ย นางกวาดสายตาดุจเหยี่ยวจิกกัดสำรวจทุกตารางเมตรของห้องโถงคับแคบ กลิ่นอับชื้นของความยากจนและกลิ่นสาบโคลนผสมปนเปกันจนน่าสะอิดสะเอียน แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของนางคือร่องรอยคราบมันวาวบนเตาหินและกลิ่นจางๆ ของเครื่องเทศแปลกประหลาดที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
หลินฮวายืนนิ่งอยู่หน้าเตาไฟเก่าคร่ำคร่า มือเรียวบางที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานหนักค่อยๆ วางทัพพีไม้ลงอย่างเชื่องช้า นางปรายตามองผู้เป็นป้าสะใภ้จอมสูบเลือดด้วยแววตานิ่งสงบ ทว่าลุ่มลึกและเย็นเยียบจนอีกฝ่ายเผลอชะงักฝีเท้า
ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายเก่าซอมซ่อแต่สะอาดสะอ้านเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววตื่นกลัวหรือหวาดหวั่นอย่างที่ผ่านมา ในหัวของนางเวลานี้ไม่ได้มีภาพของร่างเดิมที่อ่อนแอและยอมให้คนรังแกอีกต่อไปแล้ว แต่คือความทรงจำอันกว้างใหญ่ไพศาลของเชฟอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จู่ๆ ก็ถูกดึงดูดให้ร่วงหล่นลงมาในห้วงมิติอันบิดเบี้ยวของจีนยุค 70—ยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต้องปากกัดตีนถีบ และบ้านร้างหลังนี้... คือมรดกชิ้นเดียวที่ตระกูลจางผลักไสให้สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ มาซุกหัวนอนเพื่อรอวันอดตาย
"ป้าสะใภ้รอง..." น้ำเสียงหวานใสแต่กังวานก้องเอ่ยขึ้นแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "บ้านหลังนี้ จางหย่งเป็นคนซ่อมแซมเสาเอกด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของเขาเอง ส่วนเสบียงก้นครัวพวกนั้น สามีฉันแลกมาด้วยบาดแผลและหยาดเหงื่อในกองทัพ ไม่ใช่เศษทานจากใครหน้าไหน แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวตะโกนทวงของถึงในบ้านคนอื่น?"
"แก! อีเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า กล้าดียังไงมาเถียงฉัน!" สะใภ้รองกรีดร้องด้วยความโกรธจัด พุ่งตัวเข้าไปหมายจะคว้าผมของอีกฝ่ายให้สะใจ แต่หลินฮวาเพียงแค่ก้าวถอยหลังครึ่งก้าวอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับยกด้ามไม้กวาดขึ้นขวางไว้ทันท่วงที ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งจนผู้บุกรุกถึงกับผถอยรูดโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่หลินฮวาคนเก่าที่ยอมให้ใครมาตบตีแย่งชิงสิ่งของไปต่อหน้าต่อตา นางคือนักปรุงรสผู้ผ่านสมรภูมิห้องครัวระดับภัตตาคารหรูมาแล้ว การรับมือกับคนหน้าด้านไร้ยางอายเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แค่ใช้สมองและกลยุทธ์ทางจิตวิทยา ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันกระอักเลือดได้ไม่ยาก
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน
จางหย่งก้าวเข้ามาในห้อง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมทหารเก่าๆ ที่ซีดจางจนแทบกลายเป็นสีเทาแผ่รังสีความกดดันอันน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ใบหน้าคมคายดุดันมีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านโหนกแก้ม ดวงตาคมกวาดมองป้าสะใภ้ที่กำลังยืนหน้าดำหน้าแดงด้วยสายตานิ่งเรียบ ทว่าเย็นยะเยือกจนชวนให้ขนหัวลุก
"ใครอนุญาตให้เข้ามาในเขตบ้านของผม?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม เรียบเฉยแต่น่าเกรงขามจนสะใภ้รองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
สะใภ้รองหน้าซีดเผือด ยามเผชิญหน้ากับอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านสนามรบมาจริงๆ นางย่อมมีความหวาดกลัวฝังใจอยู่บ้าง จึงได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้วแหวใส่ด้วยความเคียดแค้น "ฮึ! สามีแกมันดีนักนะ ปล่อยให้เมียปากกล้าหาเรื่องญาติผู้ใหญ่ ระวังตัวไว้เถอะ อยู่กันในหมู่บ้านนี้ ภูเขาด้านหลังมีแต่ผีสาง ดินก็แห้งแล้งเป็นหิน แกสองคนผัวเมียได้อดตายสมใจแน่!"
พูดจบ นางก็สะบัดก้นเดินหนีหายลับไปจากประตู ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบولและกลิ่นอายความตึงเครียดที่ยังคงค้างคา
หลินฮวาถอนหายใจยาว นางหันไปมองสามีที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย จางหย่งรีบวางกระสอบข้าวสารเก่าๆ มอมแมมใบเล็กๆ ลงบนโต๊ะไม้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด มือใหญ่หยาบกร้านยื่นมาสัมผัสไหล่บางเบาอย่างทะนุถนอม
"ฮวาฮวา... ผมขอโทษที่คุณต้องมาลำบากเจอเรื่องแบบนี้ ที่นี่... มันแห้งแล้งเกินไป ดินก็ปลูกอะไรไม่ขึ้นจริงๆ" เสียงทุ้มของเขาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความกดดัน เขาเป็นทหารที่ปลดประจำการมาพร้อมกับร่างกายที่เคยบาดเจ็บและเงินชดเชยอันน้อยนิด กลับต้องมาเห็นภรรยาคนสวยที่เพิ่งแต่งงานกันต้องมาทนอยู่บ้านร้างกลางหุบเขาที่แม้แต่นกยังไม่ยอมบินผ่าน
หลินฮวาเงยหน้าขึ้นมองสามี นางเห็นความรัก ความซื่อสัตย์ และความห่วงใยที่อัดแน่นอยู่ในดวงตาคู่นั้น หัวใจที่เคยชาชินจากการทรยศหักหลังในโลกเก่ากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางยกมือขึ้นกุมมือหยาบกร้านของเขาไว้แน่น รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"พี่หย่ง อย่าได้กังวลไปเลยค่ะ..." หลินฮวาเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าหนักแน่นก้องกังวาน "ดินแห้งแล้งแล้วอย่างไร? ภูเขาด้านหลังร้างผู้คนแล้วอย่างไร? ในเมื่อเรามีสองมือ มีมันสมอง และ... มิติพิเศษที่ติดตัวฉันมา"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะจูงมือสามีเดินไปที่มุมห้องมืดทึบที่อับชื้นที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่
จางหย่งขมวดคิ้วด้วยความฉงน เขามองภรรยาที่กำลังก้มลงใช้มือขุดคุ้ยดินแห้งกร้านบริเวณใต้พื้นกระดานไม้ผุกر่อนอย่างตั้งอกตั้งใจ
เพียงชั่วพริบตาเดียว ปลายนิ้วเรียวของหลินฮวาที่สัมผัสโดนรากไม้ประหลาดสีทองเรืองแสงจางๆ ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อขึ้น—อากาศตรงหน้าพวกเขากลืนกลายกลายเป็นละอองแสงหมุนวน ก่อนที่กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศโบราณนับร้อยชนิดจะพวยพุ่งทะลักออกมาจากความว่างเปล่า ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้านร้างหลังเก่าจนน่าตกตะลึง!
ดวงตาของจางหย่งเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงมา...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "หลินฮวายุคปฏิรูป" ในตอนแรกนี้นะคะ
เซียนเครื่องเทศผู้พลิกฟื้นไร่ร้างกลางยุคกันดาร•ตอนที่ 1
วิญญาณใหม่ในร่างเดิม
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกฟื้นไร่ร้างกลางยุคกันดาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!