ความตายมักมาเยือนในรูปแบบที่เงียบเชียบที่สุด… แต่สำหรับเมืองชายแดน ‘หมิงเหมิน’ ในยามวิกาลนี้ ความตายกลับถูกประกาศก้องด้วยเสียงสะท้านสะเทือนของไอสังหารที่เย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายอับชื้นของดินทรายยามค่ำคืน บนถนนสายหลักที่เคยคึกคัก บัดนี้หลงเหลือเพียงซากปรักหักพังและร่างไร้วิญญาณของมือสังหารจากสำนักมารทมิฬนับสิบชีวิต พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือที่ถูกปลิดชีพลงโดยปราศจากโอกาสแม้แต่จะชักอาวุธออกจากฝัก ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดหาใช่ร่องรอยการฆ่าฟัน หากแต่เป็นความเงียบงันที่กดทับท้องนฟ้าจนแม้แต่เสียงหรีดหริ่งเรไรยังไม่กล้าแผדเสียง
“อึก…”
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่า เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักจากมุมปากของมัน ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามจ้องมองบุรุษเบื้องหน้า ผู้ซึ่งยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สีโลหิตสาดส่อง
ไป๋ซือเฉิน…
บุรุษหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมราตรี แววตาของเขาลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความทระนงองอาจดั่งขุนเขาคีรีที่ไม่มีวันสลาย มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่สีนิลที่ไร้ซึ่งคมดาบ มันคือ ‘กระบี่ไร้คม’ ศาสตราอันเป็นสัญลักษณ์แห่งวิชากระบี่คืนรัง สัจธรรมสูงสุดที่ผ่านการหลอมรวมความเจ็บปวด ความแค้น และวิถีแห่งเต๋าเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
“พวกเจ้า… ส่งสาส์นมาบอกว่า ‘หนี้เลือดต้องชำระด้วยเลือด’ มิใช่หรือ?”
น้ำเสียงของไป๋ซือเฉินราบเรียบทว่าทรงพลัง มันดังก้องกังวานในโสตประสาทของมือสังหารคนสุดท้าย ราวกับเสียงพิพากษาจากยมโลก
“คะ… ปีศาจ… เจ้ามันไม่ใช่คน!” มือสังหารแผดเสียงตะโกนด้วยความสติแตก มันพยายามรวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อสะบัดกรงเล็บโลหิตเข้าใส่เป้าหมาย แต่มันหารู้ไม่ว่า การกระทำนั้นเป็นเพียงความดิ้นรนของมดปลวกต่อหน้าพญาอินทรี
ไป๋ซือเฉินไม่แม้แต่จะชายตามอง ร่างของเขาขยับเพียงเสี้ยวลมหายใจ เงากระบี่สีนิลพลันพาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย ท่วงท่าเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยแก่นแท้แห่งวิชาที่หลุดพ้นจากกรอบเกณฑ์ของโลกหล้า
*ฉับพลัน!*
กรงเล็บโลหิตแหลกสลายเป็นผุยผงก่อนที่จะทันได้แตะต้องชายเสื้อ ร่างของมือสังหารชะงักง้าง ดวงตาเบิกค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยตัดเรียบเนียนราวกระดาษจะปรากฏขึ้นบริเวณลำคอ และร่างนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วนล้มลงจมกองเลือดอย่างไร้เสียง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนเป็นหนתทึบ ความกดดันระดับมหาศาลแผ่ซ่านมาจากเบื้องบน ราวกับท้องนฟ้ากำลังจะพังทลายลงมาทับถม
*ฟึบ!*
กลีบดอกไม้สีแดงสดนับพันร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า ท่ามกลางแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลงมา ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกราตรี นางสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะบริสุทธิ์ เรือนผมยาวสลวยสีดำขลับสะท้อนประกายแสงจันทร์ ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาเซียนผู้สูงส่ง ทว่าเรียบเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งน้ำแข็งพันปีที่ไม่เคยละลาย
มู่หรงเสวี่ย… นางเซียนแห่งหุบเขาหมื่นบุปผา
นางกวาดสายตาคมปลาบมองซากศพรอบกายแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่บุรุษหนุ่มเบื้องหน้า แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง พลันไหววูบลงชั่วขณะ ราวกับน้ำในบึงลึกที่ถูกโยนก้อนหินลงไปกระทบ
“เจ้าบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว ซือเฉิน”
น้ำเสียงไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์เอื้อnเอ่ยขึ้น ทว่าราบเรียบและแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ อักษรเวทสีทองอร่ามหลายสิบตัวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นค่ายกลคุ้ม
“ข้าเพียงแต่มาทวงสิ่งที่ควรจะได้คืน” ไป๋ซือเฉินเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาที่สงบเยือกเย็น สายตาที่ทระนงหันมาสบประสานกับนางเซียนผู้เยือกเย็น “อีกอย่าง… พญามารโลหิตโลกันตร์คงกำลังรอคอยการมาเยือนของข้าอยู่เช่นกัน ข้าไม่อยากให้พวกมันรอนาน”
มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกอ่อนล้าปรากฏบนใบหน้างดงาม นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวลอยกรุ่นแตะนาสิก ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด “เจ้าคิดหรือว่า การไปเหยียบสำนักมารทมิฬเพียงลำพัง จะทำให้เจ้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้? พญามารผู้นั้นฝึกฝนวิชามารโลหิตขั้นสมบูรณ์แล้ว แม้แต่ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรับมือมันได้เกินสิบกระบวนท่า”
“ต่อให้มีสิบสำนักมาร หรือต่อให้เบื้องบนคือทัณฑ์สวรรค์…” ไป๋ซือเฉินเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างอาจหาญ “กระบี่ในมือข้าเล่มนี้ ก็ไม่เคยคิดที่จะก้มหัวให้ผู้ใด!”
คำพูดนั้นทรงพลังดั่งอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ มู่หรงเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังที่องอาจและเด็ดเดี่ยวของบุรุษผู้นี้ ดวงตาคู่สวยฉายแววรักใคร่และปวดร้าวระคนกัน นางเป็นเพียงสตรีที่ยึดมั่นในวิถีเซียน ไร้ซึ่งความผูกพันทางโลกหล้า ทว่าหัวใจดวงนี้กลับยอมจำนนและมอบให้แก่เขาแต่เพียงผู้เดียว ตราบจนสิ้นลมหายใจ
“ถ้าเช่นนั้น…” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่มั่นคงดั่งหินผา นางยกมือขึ้นวาดอักษรเวทกลางอากาศ ปราณวิญญาณสายหนึ่งพวยพุ่งเข้าผสานกับลมปราณของไป๋ซือเฉินจนเกิดเป็นประกายแสงเจิดจ้า “หากเจ้าเลือกที่จะเดินบนเส้นทางแห่งการฝืนลิขิตฟ้า ข้าก็จะขอเคียงข้างใช้กระบี่และอักษรเวทนี้ เปิดทางเลือดนองแผ่นดินไปพร้อมกับเจ้า”
*เปรี้ยง!*
ทันทีที่เสียงของนางสิ้นสุดลง ท้องนฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับคำรามลั่นด้วยเสียงอสุนีบาตสีม่วงเข้ม เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวน้ำวนแห่งความหายนะ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘สำนักมารทมิฬ’
และในวินาทีนั้นเอง… แสงประหลาดสีเลือดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากยอดเขาเบื้องบน พร้อมกับเสียงหัวroเยาะเย้ยก้องกังวานที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสามภพ ราวกับเสียงคำรามของอสูรร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล
— พร้อมๆ กับเงาร่างสวมหน้ากากโลหิตผู้หนึ่ง ที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกบนยอดผา พร้อมกรงเล็บมารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพชีวิตให้แหลกสลาย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผมในบทแรกนี้นะครับ
กระบี่หิมะประกาศิตสวรรค์•ตอนที่ 1
เงากระบี่ใต้แสงจันทร์บูรพา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะประกาศิตสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!